[KHR FIC] [10069/1896] The Bet: 2
posted on 09 Feb 2010 19:39 by hiyuura in Fanfictionเรื่องใหม่คนแต่งมักจะไฟแรง...เพราะงั้นเลยเอาตอนสองมาต่ออย่างไวละว่อง...ว่าแล้วก็อย่าได้รอช้า...แปะเลยละกันค่ะ *แปะ*
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: The Bet
Pairing: 10069, 1896 คู่หลังอ่านไม่ผิด...จริงๆนะ มีคนขอมา
Rating: PG-15 อาจจะ NC ในอนาคต
Warning: AU, BL, het
Previous Chapter: | Chapter I |
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“รับปากพี่ก่อน...ว่าจะไม่ไปยุ่งกับฮิบาริ เคียวยะอีก...ได้ไหมครับ”
คำขอของพี่ชาย...ดังสะท้อนก้องอยู่ซ้ำๆในโสตหู...เสียงนุ่มราบเรียบที่ฟังราวกับจะวอนขอ...หากแต่...กลับแฝงนัยที่ไม่อาจปฏิเสธได้เอาไว้...พี่ชายของเธอ...เป็นแบบนี้เสมอ...กับความนุ่มนวลที่เคลือบเอาไว้ด้วยความร้ายกาจ เมื่อเขาต้องการให้เรื่องมันเป็นไปตามที่เขาประสงค์คิด...เขาให้เธอเลือก...
เลือกระหว่างพี่...คนที่เธอรักและเคารพมาทั้งชีวิต...กับคนคนนั้น...ที่เติมเต็มช่องว่างในใจของเธอได้...เท่ากับที่เธอ...อยากจะเติมเต็มให้กับเขา...
The Bet
Chapter II: No Going Back
นัยเนตรสีดอกไวโอเลตจ้องมองนัยเนตรสองสีของผู้เป็นพี่ชาย...จ้องมองลึกเข้าไป...ในนัยน์ตาสีไม่เข้าคู่แสนสวยนั่น...สีตาประหลาดที่ใครๆก็หาว่าต้องสาป...สีตาแดงฉานดังโลหิตที่ใครๆก็หาว่านำพาแต่โชคร้าย...ตั้งแต่แม่เสียไปจนเหลือกันเพียงสองคน...พี่ก็ดู...ห่างออกไป...ตอนที่เบียคุรันจากไปเรียนที่อเมริกา...รอยยิ้มยังคงมีให้แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับยิ่งฉายแววห่างเหิน
ราวกับกลัวว่า...ถ้าอยู่ใกล้มากกว่านี้...พี่จะต้องเสียเธอไปอีกคน
แต่ตอนนี้...ทั้งๆที่เบียคุรันกลับมาแล้ว...ช่องว่างนั้นกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย...กลับยิ่งห่าง...เมื่อเขาแทบจะไม่เคยอยู่บ้านให้เห็นหน้า...
จนเธอได้พบกับเขาคนนั้น...คนที่บอกว่าอยากอยู่อย่างโดดเดี่ยว...แต่ความจริงแล้วก็เหงา...ไม่แพ้กัน...
“เธอเป็นใคร...มาทำอะไรที่ดาดฟ้าของฉัน...”
“ฉัน...แค่อยากจะอยู่คนเดียว”
“...ดาดฟ้านี้เป็นของฉัน”
“ขอโทษค่ะ...”
“แต่ถ้าเธออยากจะอยู่...แค่ฉันกับเธอ...ฉันจะอนุญาตก็ได้”
“...”
“เธอร้องเพลงเป็นไหม”
“เอ่อ...พ...พอได้ค่ะ”
“ร้องเพลงให้ฉันฟังหน่อย”
เธอ...ที่รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง...เข้าใจความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง...จะให้เธอทิ้งเขาคนนั้น...
“ฉัน...” ริมฝีปากบางขยับ...คำตอบที่ชัดเจนติดอยู่ที่ริมฝีปาก หากแต่...การจะเอื้อนเอ่ยมันออกมานั้น...ยากเย็นเหลือเกิน
“ทิ้งฮิบาริ เคียวยะ...ก่อนที่เขาจะทำให้ต้องเจ็บ...ดีกว่านะครับ”
“พี่...”
“พี่มุคุโร่...พี่เบียคุรันไปไหนเหรอคะ...ทำไมนากิไม่เห็นพี่เขาเลย”
“...เบียคุรัน...เขาไม่อยู่แล้วละครับ...อาจจะ...ไม่ได้เจอกัน...แล้วด้วย”
“...พี่มุคุโร่...พี่...ร้องไห้เหรอคะ”
“เปล่านี่ครับ...ทำไม...พี่จะต้องร้องไห้ด้วย”
นากิสูดลมหายใจเข้าสั่นระริก เธอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ คำพูดของพี่...ทำให้เธอตัดสินใจได้...และกล้า...ที่จะพูดออกมา
พี่...โกหก...
“ฉัน...เลิกคบกับเขาไม่ได้หรอกค่ะ”
เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นัยน์ตาสีดอกไวโอเลตของเธอสบตอบกับพี่ชายอย่างไม่หลบเลี่ยง และนั่น...ก็เพียงพอจะทำให้พี่ชายของเธอรู้ว่า...
เธอ...จะไม่เปลี่ยนใจ
“คึหึหึ...หึหึหึ...อย่างนั้นเหรอครับ” มุคุโร่หัวเราะ เสียงหัวเราะที่เยียบเย็นจนทำให้ใจของเด็กสาวนั้นร่วงหล่น...แต่เธอ...ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่ง...
“ถ้างั้นก็ตามใจครับ...นากิเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่ ผมพูดอะไรไปก็คงไม่มีความหมายหรอก”
ชายหนุ่มไม่เอ่ยอะไรอีก หากแต่เดินละจากโถงห้องรับแขก...เดินขึ้นบันไดหายไปยังชั้นบน
เด็กสาวได้แต่มองตามเงียบๆ...ปล่อยให้แผ่นหลังที่คุ้นตากับเรือนผมยาวนั่น...ลับสายตาไป ชั่วขณะหนึ่ง...โลกทั้งใบของเธอ...ราวกับตกอยู่ในความเงียบที่น่าหวาดหวั่น จนกระทั่ง...
“นากิจัง”
เสียงทุ้มนุ่มหนึ่งดังขึ้น...ทำลายความเงียบนั้นจนสิ้น
เด็กสาวค่อยๆหันกลับไป...และ...ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีดอกไวโอเลตของเธอ...คือภาพของเทวดาสีพิสุทธิ์ที่กำลังแย้มยิ้ม
“พี่เบียคุรัน...”
หากแต่...
“นากิจัง...เธอ...อย่าทำให้มุคุโร่คุงรู้สึกไม่ดีสิ มุคุโร่คุงเขาเป็นห่วงเธอมากนะ”
นัยเนตรคมลืมเปิด...เผยอเมทิสต์ประกายเยือกใต้เปลือกตาสีซีด...อเมทิสต์คมกริบที่บ่งบอกชัดว่า...จะไม่ยกโทษให้หากเด็กสาวตรงหน้าทำให้ร่างงามเจ้าของเส้นไหมสีน้ำเงินไม่พอใจ...สายตา...ที่ทำให้เด็กสาวหนาวยะเยือกไปด้วยความกลัวที่ดิ่งลึกยิ่งกว่าความเงียบงันก่อนหน้า
คนตรงหน้า...เป็นปีศาจในคราบเทวดา
“พี่เบียคุรัน...” หากแต่...เด็กสาวกลับรวบรวมความกล้าถามกลับไป “ทำไมพี่ถึงเข้าข้างแต่พี่มุคุโร่อยู่เรื่อย...”
ตั้งแต่เด็ก...ไม่ว่าจะกี่ครั้ง...ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิด...คนตรงหน้า...ก็เข้าข้างพี่ชายของเธอเสมอ
เบียคุรันมองหน้าเด็กสาว ก่อนริมฝีปากสีซีดจะขยับรอยยิ้มตอบ “เพราะฉันชอบมุคุโร่คุงมากๆเลยน่ะสิ” คำพูดที่เอ่ยแว่วหายไปพร้อมกับที่ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลง...ปกปิดความคมราวกับมีดเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลกว่า
“ก็...เราเป็นเพื่อนกันมานานนี่นะ ♥” ชายหนุ่มว่า ก่อนจะขยี้หัวเด็กสาวเบาๆ “ฉันกลับล่ะ นากิจัง...รีบๆคืนดีกับมุคุโร่คุงล่ะ ♫”
นากิ...มองชายหนุ่มจากไปอย่างเงียบๆ...ไหล่บางของเธอ...ยังคงสั่นเทิ้มไม่หยุด...คำพูดของเบียคุรัน...ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในหู...
หากแต่...ทันทีที่เสียงประตูห้องแง้มปิดลง...
เพื่อน...งั้นเหรอ...
...เธอก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
…
ในห้องส่วนตัวของเขาเอง...ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีไพลินจ้องมองรูปภาพในกรอบไม้สลักฉลุลายสวยอย่างเงียบๆ...ภาพในกรอบไม้สีออกแดงดูเก่าไปตามกาลเวลา...หากแต่...ในรูปนั้น...
ภาพของเขากับน้องสาวในอ้อมกอดของแม่ที่หากไม่มีรูปคอยย้ำเตือนความทรงจำพวกนี้...เขาคงจะลืมหน้าของแม่ไปแล้วก็เป็นได้...ในภาพนั้น...เขากับน้องยิ้มและหัวเราะอย่างสนุกสนาน...นากิแย้มรอยยิ้มกว้างพลางชี้มาที่ตรงหน้ากล้อง...
รูปนี้...เบียคุรันเป็นคนถ่าย...
ริมฝีปากสีสดเหยียดเป็นรอยยิ้ม เมื่อนึกถึงที่มาของรูปในตอนนั้น...คนที่เพิ่งได้กล้องเป็นของขวัญวันเกิด...อดเห่อที่จะโชว์ของเล่นใหม่ไม่ได้...ทั้งที่ฝีมือถ่ายรูปตอนนั้น...ยังไม่ได้เรื่อง แถมโฟกัสยังเบี้ยวอีกต่างหาก แต่ว่า...
มันก็เป็นเรื่องที่พอนึกถึงแล้วทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้ทุกครั้ง
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูห้องเรียกความสนใจไปจากชายหนุ่ม ไม่นานนัก...เสียงเล็กๆที่คุ้นเคยดีก็ลอยมาจากอีกฟากของประตูห้อง
“พี่มุคุโร่...ขอฉันเข้าไปได้ไหมคะ”
มุคุโร่คว่ำรูปที่หัวเตียงลง ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป “เข้ามาสิครับ” มุมเรียวปากสวยยกเป็นรอยยิ้มน้อยๆ...เขานึกอยู่แล้วว่าต้องเป็นนากิ...
ต่างจากคฤหาสน์ของเบียคุรันที่จะเห็นคนรับใช้เพ่นพ่านอยู่ทุกครั้ง...เขาไม่เคยให้คนรับใช้อยู่เลยเวลาหลังทำงานเสร็จ...อาจจะเป็นเพราะ...เขาปรารถนาความเงียบหลังจากแสงสีและเสียงที่ดังรบเร้าโสตประสาทในยามราตรี...และชื่นชอบให้บ้านของเขา...เงียบงันอยู่เช่นนั้น
อีกอย่าง...คนเดียวที่ทำให้บ้านของเขามีเสียงดัง...ก็ไม่เคยเคาะประตูเวลามาหาเขาเลยสักครั้ง
แอ๊ดดดด...
เด็กสาวเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะค่อยๆปิดประตูตามหลัง นัยเนตรสีดอกไวโอเลตจับจ้องคนตรงหน้าด้วยสายตาที่บอกว่าได้ตัดสินใจแน่วแน่...และจะไม่เปลี่ยนความยึดมั่น
สายตาของเธอ...ทำให้รอยยิ้มจางหายไปจากริมฝีปากของชายหนุ่ม
“จะไม่เปลี่ยนใจงั้นเหรอครับ” มุคุโร่เอ่ย ก่อนจะหันหลังให้กับเด็กสาว ทำเป็นเปิดลิ้นชักหยิบเอาหนังสือขึ้นมาอ่าน...ราวกับจะบอกเป็นนัยๆว่า...ถ้าไม่เปลี่ยนใจ ก็ไม่มีอะไรจะคุยด้วย
“...” นากิมองแผ่นหลังของพี่ชายเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง...ฟังเสียงเปิดหนังสือ...เสียงของกระดาษที่ถูกเปิด...เสียงที่บอกว่าพี่ชายของเธอไม่ได้ตั้งใจอ่านมันจริงๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พี่มุคุโร่...พี่คิดว่าพี่หว่านสเน่ห์ใครก็ได้จริงๆเหรอคะ”
คำถามของเด็กสาวทำให้คนเป็นพี่ชายชะงักกึก
“พูดเรื่องอะไรกันครับ นากิ...เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เด็กสาวมัธยมปลายสมควรจะสนใจหรอกนะครับ”
“ฉันรู้ว่าพี่รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร เรื่องที่พี่ออกไปกับพี่เบียคุรันทุกคืน...แล้วก็ผู้หญิงพวกนั้น...”
“...” มุคุโร่ค่อยๆหันกลับมามองเด็กสาว คิ้วเรียวได้รูปขมวดมุ่นน้อยๆ...นี่...คงจะเป็นบทสนทนาที่เลวร้ายที่สุดของเขากับน้องสาวในรอบหลายปีเลยกระมัง “เพราะนากิไม่ชอบ ผมถึงไม่พาผู้หญิงพวกนั้นมาที่บ้านไงครับ”
นากิกัดริมฝีปากตัวเอง...เธอรู้ว่าที่เธอกำลังทำมันผิด แต่...
“แล้ว...ใครก็ได้จริงๆรึเปล่าละคะ”
เธอได้ตัดสินใจแล้ว
แพขนตายาวหรี่ลง...แสงเงาสลัวในห้องทำให้เงาดำที่ตกทอดบนผิวละเอียดขาวดูมืดดำกว่าที่เคยเป็น “ถ้าผมตอบว่าใช่ และผมพอใจแบบนั้น นากิจะเข้านอนดีๆรึเปล่าละครับ”
“...ค่ะ แต่ว่า...ก่อนฉันจะไป...ฉันกับพี่...เรามาพนันอะไรกันสักอย่างไหมคะ”
นัยเนตรสองสีช้อนขึ้นมองเด็กสาวตรงหน้า หากเป็นเวลาปกติเขาคงบอกปัดว่าการพนันไม่เหมาะกับเด็กสาว แต่นากิ...ดูจริงจังเกินกว่าจะพูดเล่น
“ว่ามาสิครับ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบนิ่งราวกับไร้อารมณ์
“ถ้าพี่ชนะ...ฉันจะเลิกคบกับคุณฮิบาริอย่างที่พี่บอก แต่...ถ้า...ถ้าฉันชนะ...พี่ต้องให้ฉันคบกับเขาต่อไป ถ้าพี่...” เด็กสาวเอ่ยช้าๆ ก่อนจะกลืนน้ำลายหนืดเหนียวลงคอ “ถ้าพี่หว่านสเน่ห์ใส่คนคนนึงได้ในหนึ่งอาทิตย์”
คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ “คึ...หึหึหึ...หึหึหึ” ก่อนที่ชายหนุ่มจะหัวเราะออกมา “ก็ได้ครับ ผมรับคำท้า แต่ระหว่างนั้น...นากิต้องไม่ไปพบฮิบาริ เคียวยะนะครับ”
คำท้าของเด็กสาว...สำหรับเขาแล้ว...หมายถึงชัยชนะที่ได้มาง่ายๆ นากิอาจจะรู้เรื่องชีวิตในโลกอีกใบของเขา...แต่ก็ใช่ว่าเธอจะรู้ไปซะหมด...แม้ว่าจริงๆแล้ว...เขาหวังไม่อยากให้เธอรู้อะไรเลยด้วยซ้ำ
“แล้ว...คนคนนั้นที่น้องสาวที่น่ารักของผมคิดว่าผมจะหว่านสเน่ห์ใส่ไม่ได้น่ะ...ใครกันครับ”
นัยน์ตาสีไม่เข้าคู่ทอประกายระริก...เมื่อเรื่องซีเรียสกลับกลายเป็นเรื่องสนุก
นากิมองทีท่าของพี่ชายที่ดูจริงจังน้อยลงแล้ว...ก็เหมือนให้เธอกล้าที่จะพูดชื่อนั้นได้...ไวขึ้น...
นัยเนตรสีดอกไวโอเลตสบกับนัยเนตรสองสีคู่สวย...ก่อนที่ชื่อของคนคนนั้นจะหลุดลอดริมฝีปากบางออกมา
“...พี่เบียคุรัน”
ตุบ!!!
หนังสือปกแข็งในมือของมุคุโร่ร่วงตกลงบนพื้นทันทีที่ชื่อนั้นหลุดจากริมฝีปากของผู้เป็นน้องสาว นัยเนตรสองสีที่จ้องมองเด็กสาวเบิกกว้างอย่างเห็นได้ชัด
“พี่มุคุโร่ พี่รับปากแล้วนะคะ...” นากิเอ่ย เมื่อคนตรงหน้าจ้องมองเธอราวกับได้ยินเธอพูดไม่ถนัดหู เด็กสาวเม้มปากแน่น บอกให้รู้ว่า...ที่พูด...เธอไม่คิดจะคืนคำ
มือของชายหนุ่มสั่นระริกอย่างช่วยไม่ได้...เมื่อเขาก้มลงเก็บหนังสือเล่มโปรด
“ฮิบาริ เคียวยะ...สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ” คำถามที่เอ่ย...ฟังราวกับเสียงกระซิบแผ่ว
“...ภายในหนึ่งอาทิตย์นี้ ฉันจะไม่ไปพบเขาค่ะ” เด็กสาวตอบเพียงเท่านั้น “ราตรีสวัสดิ์นะคะ พี่...” ก่อนจะขอตัวผละออกมาจากห้องของชายหนุ่ม
แอ๊ดดดด...
เสียงประตูที่ค่อยๆปิดลง...ราวกับจะบ่งบอกว่า...ไม่มีคำว่าถอยสำหรับเขาและเธออีกต่อไป...
รอยยิ้มหยันที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาปรากฎบนเรียวปากสวยของชายหนุ่ม...เขาให้เธอเลือกระหว่างพี่ชายกับคนรัก และเธอก็ตอบกลับเขาด้วยการให้เขาเลือกระหว่างน้องสาวกับเพื่อนสนิท...
นี่มัน...เหมือนกับโดนยาตัวเองไม่มีผิด...
มุคุโร่ล้มตัวลงนอนบนเตียง...
น้องสาวคนสำคัญ...กับเพื่อนที่เขาไม่อยากจะเสียไป...
พอคิดว่าจะต้องเสียใครไปสักคนแล้ว...เวลา 1 อาทิตย์...มันช่าง...แสนสั้นเหลือเกิน
…
เสียงในโรงอาหารคณะของมหาวิทยาลัยดังจอแจพอๆกับจำนวนคนที่คับคั่ง...ปกติแล้ว...ที่แบบนี้ไม่เหมาะเลยสักนิดกับการใช้ความคิด แต่...ห้องสมุด...ก็ดูจะเป็นที่ที่จะหาตัวเขาง่ายเกินไป เสียงหญิงสาวหัวเราะคิกคักอย่างมีจริตมารยา เมื่อเดินผ่านโต๊ะที่เขานั่ง...บ่งบอกให้รู้ว่าพวกเธอกำลังเรียกร้องความสนใจ และปกติแล้ว...เขาเองก็ไม่คิดจะปฏิเสธน้ำใจนัก เพียงแต่...
วันนี้...เสียงคิกคักกับขนตาปลอมและเมคอัพพวกนั้น...มันดูขัดหูขัดตาเขาอย่างน่าประหลาด พอๆกับเสียงอึกทึกจอแจที่ดูเหมือนจะดังยิ่งกว่าเครื่องเสียงของใครบางคน
จนกระทั่ง...
“มาอยู่ที่นี่เองหรือ ที่รัก ♪”
เสียงทุ้มนุ่ม...ที่มาพร้อมกับลมหายใจที่พรมรดที่ข้างหูบอกให้เขารู้ว่า...ใครบางคนคนนั้น...หาตัวเขาเจอจนได้
“คึหึหึ อุตส่าห์อยากจะอยู่คนเดียวให้นานกว่านี้อีกหน่อยแท้ๆ คุณดันหาผมเจอง่ายๆซะได้”
ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนจะเบียดตัวลงไปนั่งบนม้านั่งยาวด้วยอีกคน
“เธอพูดแบบนี้ ฉันก็น้อยใจนะ ฮันนี่~ ฉันอุตส่าห์ทำเตียงให้ว่างรอเธอไปปลุกแต่เช้า เธอกลับหนีฉันมานั่งโปรยสเน่ห์อยู่ในที่ที่เธอไม่คิดว่าฉันจะหาเจอซะได้~”
หากแต่...แทนที่จะได้รับเสียงหัวเราะหรือแววตาที่ระริกไปด้วยอารมณ์ขัน เจ้าของเรือนผมสีน้ำทะเลข้างๆกลับเงียบสนิท
“...” นัยเนตรสีอเมทิสต์เสมองคนข้างๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน “เรื่องของนากิจังใช่ไหมล่ะ”
“...ผมไม่เคยปิดอะไรคุณได้เลยนะครับ” มุคุโร่เอ่ย พลางยกน้ำขึ้นจิบ
“นากิจัง...หัวดื้อกว่าที่คิดแฮะ เมื่อคืนฉันอุตส่าห์ช่วยพูดแท้ๆ...” เบียคุรันเอ่ย ก่อนจะคว้าส้อมที่มุคุโร่วางทิ้งไว้จะจิ้มเอาอาหารในถาดตรงหน้า หากแต่...
“ช่วยงั้นเหรอครับ...” มุคุโร่วางแก้วน้ำลง “ถ้าคุณอยากจะช่วยผม...”
นัยเนตรสองสีหรี่ปรือลงราวกับจะยวนยั่ว เมื่อยามจ้องมองเจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ตรงหน้า...
“กอดผม...แรงๆสิครับ”
TBC
เอ่อ...เขียนๆไปยิ่งยืดยังไงพิกล...หรือว่า...มันจะไม่ 3 ตอนจบซะแล้ว *ซีด*
ก็...จะพยายามไม่ให้มันยาวละกันนะคะ เพราะวางแผนเอาไว้เป็นฟิกสั้น (แต่เรื่องนี้เขียนสนุกแฮะ XP)
ยังไงๆก็...ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์ล่วงหน้านะคะ ♥
สำหรับเอนทรี่หน้า...มาเล่นเกมโชว์กันต่อค่ะ
(คิดถึงซ้อหนึ่งกันใช่ไหมล่ะ รู้นะ อย่ามาทำตัวซึนเดเร๊ะ~)
สำหรับเอนทรี่นี้...บายบี๋ค่า~ X3
ปล. สปอยสักนิด...ฟิกนี้...ตอนจบแอบมีเซอร์ไพรส์ละค่ะ อิอิ
ปลล. อ่านไม่เมนต์ขอให้ตกเป็นเคะอาเบะซัง~ อะฮรั้ง~~ ♥