[KHR FIC] [10069] Opheliac VIII: Insanity
posted on 18 Aug 2008 20:12 by hiyuura in Fanfiction+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Opheliac
Pairing: 10069
Rating: PG-15 (for this chapter)
Warning: BL, brainwash, blood and violence, spoilers
Previous Chapters: | Prologue | Chapter 1 | Chapter 2 | Chapter 3 | Chapter 4A | Chapter 4B | Chapter 5 | Chapter 6 | Chapter 7 |
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Look, look with your eyes
At my heart
I am smeared with blood as my wings are being taken
On this island district of madness
—Opheliac—
Chapter VIII: Insanity
หากฉัน...เป็นอัสนีที่สามารถทำให้ฟากฟ้าที่มืดมิดราวกับราตรีสว่างขึ้นได้...ฉันจะสามารถทำให้นัยน์ตาที่มืดบอดของเธอมองเห็นได้หรือเปล่า...ในเมื่อฉันรู้ว่าเพียงแค่ดึงผ้าปิดตาที่มืดทึบของเธอออก...ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอมองเห็น...
เธอ...ที่ถูกคุมขังให้สิ้นอิสรภาพอยู่บนหอคอยที่สูงเสียดฟ้า...บนหอคอยที่ยอดเสียดเมฆาที่เธอเชื่อว่าใกล้...จนอาจได้เอื้อมถึงสวรรค์...
มนุษย์...มิใช่เม็ดฝนที่อาจประสานผืนดินและแผ่นฟ้า...เช่นนั้นแล้ว...สวรรค์ที่มนุษย์พึงทะยานอยาก...เมื่อหอคอยนั้นพังทลายลงมา...เธอจะต้องเจ็บปวดอีกสักเท่าไร...
...กับความบ้าคลั่งวิปลาสที่ยังพยายามจะยึดเหนี่ยวไขว่คว้า...เอาสรวงสวรรค์ที่ไม่อาจเป็นจริงได้...
สรวงสวรรค์ลวงหลอกสีโลหิต...ที่เธอทั้งรักและชิงชัง
ลวงหลอก...หลอกลวง...ต้องเป็นเช่นนี้อีกนานสักเท่าไร...
...กับการรอคอย...ที่ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด...
หากฉันเป็นอัสนีที่สามารถทำให้ฟากฟ้าที่มืดมิดราวกับราตรีสว่างขึ้นมาได้...เธอจะยอมลืมตามองดูสิ่งอื่น...นอกจากความมืดมิดที่เธอปิดหูปิดตาตัวเองเอาไว้...บ้างหรือเปล่า...
เพียงเพราะฉันรู้ดีว่า...ไม่อาจทำให้เธอมองเห็นได้...เพียงแค่ดึงผ้าปิดตาที่สวมคลุมดวงตาแสนงามของเธอออก...
…
นภา...สว่างขึ้นราวกับกลางวัน...ในโลกใต้ผืนฟ้าที่สายฝนพร่างพรมลงมาไม่หยุดหย่อน...อัสนีบาตแลบปลาบโชติสว่าง...แม้เพียงพริบตาก่อนจะมืดดับ...หากแต่ไฟในตีกบัญชาการใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่กลับดับลงสนิทก่อนแล้ว...ไฟทุกดวงดับลงสนิทราวกับระบบวงจรไฟฟ้าขัดข้อง...และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างก็ปิดตัวเองลง...ใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
โชอิจิจ้องมองไฟดวงสุดท้ายที่สุดปลายทางเดินดับลง ก่อนจะหยุดฝีเท้า...หยุดรอให้ระบบไฟฉุกเฉินทำงาน หากแต่การรอคอย...แม้แสนสั้น แต่ก็อาจรู้สึกเหมือนยาวนานเป็นปีหรือนานกว่านั้นได้เสมอ ชั่วครู่วินาทีที่มืดมิด...กลับทำให้หัวใจที่คิดว่าได้ตั้งปณิธานไว้แน่วแน่แล้วหวาดหวั่น...หัวใจที่เคยสงบกลับเริ่มที่จะเต้นระรัว...
ไม่ได้หวาดกลัวศัตรู...ไม่ได้หวาดกลัววองโกเล่...ไม่ได้หวาดกลัวที่จะพ่ายแพ้...
โชอิจิเกลียดความพ่ายแพ้...แต่เขาไม่เคยหวาดกลัวมัน
เขากลัวการตัดสินใจของตัวเองต่างหาก
การตัดสินใจของคนอย่างเขา...คนที่ทุกอย่างต้องอยู่ในการคำนวณอย่างเขา...มันไม่อาจผิดพลาดได้...เพียงเพราะ...เขารู้ดีว่า...มันไม่ใช่แค่การคำนวณในข้อสอบคณิตศาสตร์...ความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวก็เป็นความผิดพลาดทั้งชีวิตได้...แต่หากใจอ่อน...ก็ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้เช่นกัน...
ชายหนุ่มกำปืนไว้ในมือแน่น...ความมืด...มันทำให้ใจเขาไม่สงบ...ความมืด...รั้งทุกอย่างให้ช้าลง...ราวกับพยายามล่อหลอกให้โลเล...
ความมืด...มันกำลังทำให้เขาเป็นบ้า
แม้ว่าจะรู้และพอจะคาดการณ์ได้ถึงเหตุผลและผลลัทธ์ที่น่าจะออกมาว่าจะเป็นเช่นไร...แต่...ชั่วขณะหนึ่งที่โลกทั้งใบดูราวกับมืดมิดไร้แสงสว่าง...เขารู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันสามารถดับวูบลงไปได้เอง...แม้แต่ความคิด...หากแต่...
ทุกอย่างเด่นชัดขึ้นเมื่อไฟสำรองติด...ชั่วขณะของความมืดเป็นดังความฝันที่ไม่ยั่งยืน...ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจที่ไม่รู้ว่ากลั้นเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้ว่าจะไม่อาจลืมเลือนฝันนั้น แต่ขาของเขาก็พาเขาก้าวเดินต่อไปตามทางเดิน...เขารู้ดีว่าจุดหมายของเขาอยู่ที่ไหน...และ...
ความไว้วางใจที่เคยทำให้เขาได้บทเรียนราคาแพง...กับความพ่ายแพ้ที่เขาเกลียดและไม่อยากจะยอมรับ...
เขาได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่ใจอ่อนอีก แม้ว่า...
มือหนึ่งกระชับอาวุธอันตรายในมือแน่น ขณะที่อีกมือหนึ่งเอื้อมไปเปิดประตูที่เขารู้ว่าควรจะพบอะไร...หรือใคร...อยู่เบื้องหลัง...
“เป็นนายจริงๆด้วยสินะ”
จะต้องหันปากกระบอกปืนเข้าหาคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เพื่อน’ ก็ตาม...
“…สปาน่า”
ชายหนุ่มผมบลอนด์ค่อยๆหันกลับมา เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่มาพร้อมกับเสียงขึ้นนก อมยิ้มของโปรดยังคงคาอยู่ในปาก...สปาน่าเอ่ยทัก
“ไง ไม่ได้เจอกันนานนะ...โชอิจิ”
…
เสี้ยววินาทีที่ไฟทั้งหมดในตึกดับลง ก่อนที่ไฟสำรองจะมา...สำหรับผู้เจนประสบการณ์แล้ว สามารถรู้ได้ทันทีว่า...นี่...คือสัญญาณ
“สปาน่าปิดระบบไฟทั้งตึกแล้ว คงถ่วงเวลาพวกนั้นได้อีกสักสองสามนาที พวกนายพร้อมกันรึยัง” แกมม่าชายตามองเด็กหนุ่มอีกสองคนที่ต้องมาร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน เสียงฝีเท้าของพวกลิ่วล้อรักษาความปลอดภัยมีลฟีโอเล่ใกล้เข้ามาแล้ว และสิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือ...
โกคุเดระควักไดนาไมต์ออกมาเตรียมจุด ขณะที่ยามาโมโตะปรายตามองทางเชื่อมต่อที่ใกล้ที่สุด...
1…2…
“เอาระเบิดไปกินซ-อุ๊บ!!!”
เสียงฝีเท้าจำนวนมากแห่แหนกันเข้ามาฟังอึกทึกครึกโครมผิดกับความเงียบก่อนระเบิดเปิดศึกที่พวกเขาหลบซ่อนอยู่ในทีแรก ยามาโมโตะกับแกมม่าไม่รอช้า...ไอ้หนุ่มซูชิซามูไรเอามือปิดปากโกคุเดระ ก่อนจะช่วยกันกับหนุ่มใหญ่ลากถูลู่ถูกังพ่อหนุ่มไดนาไมต์เข้าไปในหลืบของอีกทางเชื่อมหนึ่ง
“เอ้ย!!! อำอะไออ๋องอวกแออ่ะ!!!”
นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้าง ทำท่าจะสู้อยู่ดีๆ จู่ๆไหงไอ้พวกนี้มันเปลี่ยนแผนเผ่นซะล่ะ!!!
ยามาโมโตะยิ้มแห้งๆราวกับจะบอกขอโทษ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากบอกให้เงียบ พอเห็นโกคุเดระสงบสติอารมณ์ลงแล้วจึงปล่อยมือออกจากที่ปิดปากอีกฝ่ายไว้
“พวกแกป๊อดกันรึไง กะอีแค่พวกลิ่วล้อกระจอกน่ะ!!!” โกคุเดระเขม่นเบาๆ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะกระชากเสียง
“ชี่~~ ใจเย็นๆซี่ โกคุเดระ” ยามาโมโตะปราม “ไม่เห็นต้องไปเสียแรงกับเจ้าพวกนั้นเลยนี่”
คิ้วเรียวขมวดมุ่น เจ้าของเรือนผมสีเงินกระซิบกลับเสียงดุ “ไม่ต้องมาทำยิ้มร่าเลยนะ เจ้าบ้าเบสบอล”
“เจ้าหนูดาบญี่ปุ่นนั่นพูดถูกแล้วล่ะ จะสู้กับพวกนั้นแทบไม่ต้องใช้ฝีมือสักนิด เป้าหมายของพวกเราไม่ใช่การฟัดกับทั้งกองกำลังมีลฟีโอเล่ ถ้าไม่อยากเสียแรงเปล่าก็ทำตามที่บอกจะดีกว่า”
โกคุเดระเงียบด้วยจำนนต่อเหตุผล เจ้าตัวแกล้งทำเป็นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่สบอารมณ์ “เฮอะ...เป้าหมายของ ‘พวกเรา’ พูดได้ดีนี่”
แกมม่าหรี่ตาลง หากแต่ชายหนุ่มก็ปล่อยให้คำพูดประชดส่อเสียดของอีกฝ่ายผ่านไป...จริงอยู่...จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การชิงมาเล่ริงแห่งนภา...หรือการช่วยผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก โรคุโด มุคุโร่...ที่เขายอมร่วมมือกับวองโกเล่...ก็เพื่อโค่นเบียคุรันเท่านั้น บอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่...หากไม่มีผู้ชายคนนั้น...อำนาจที่ครอบงำเจ้าหญิงน้อยยูนิอยู่ก็จะหมดไป...และหากสิ้นอำนาจที่ครอบงำนั้น...
แกมม่า...ฉันก็รักเธอ...เหมือนที่แม่รักเธอนะ
อาจจะเป็นความหวังลมๆแล้งๆ...อาจจะเป็นเหตุผลที่ถ้าหากพูดออกมาคงจะฟังดูไร้สาระและโง่เง่า...แต่...
เขาอยากจะเห็นรอยยิ้มสดใสขององค์หญิงอีกสักครั้ง
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอากำลังทั้งหมดทุ่มเข้าสู้กัน...สำหรับการศึกแล้ว หากจะพิชิตชัยให้เร็วที่สุดก็คือการเด็ดหัวแม่ทัพ...หากเอาชนะแม่ทัพแค่คนเดียวได้...กองทัพที่เกรียงไกรก็มิอาจเคลื่อนต้องยอมสดุดีพ่ายแพ้...
ทว่า...การจะพิชิตคนคนนั้น...มันง่ายอย่างที่คิดรึเปล่านะ
…
“เธอไม่คิดว่าจะฆ่าฉันได้ด้วยการเหนี่ยวไกปืนเลยทำเป็นขู่ว่าจะเสนอทางเลือกให้ เป็นการเล่นสงครามจิตวิทยาที่ไม่เลวนะ...แซนซัสคุง”
ริมฝีปากของกล้วยไม้ขาวเหยียดรอยยิ้มที่ราวกับไม่ยี่หระ หากแต่นัยเนตรสีดังเพลิงกาฬของบอสแห่งวาเรียกลับหรี่เล็กลงอย่างอันตราย
“เออ ก็แล้วยังไง” เสียงเข้มเอ่ยถาม เมื่อปลายดาบของนักดาบแห่งวาเรียก็หันชี้มายังเจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ด้วยเช่นกัน “ถึงจะเป็นแกก็ออกไปจากที่นี่แบบครบ 32 ไม่ได้หรอก”
เบียคุรันหัวเราะ “หึหึ มั่นใจจริงนะ...หรือว่า...” นัยเนตรสีอเมนทิสต์เป็นประกายระริกด้วยอารมณ์ขัน “จะบอกว่ากลัวว่าจะผิดพลาดเลยพยายามทำเป็นมั่นใจดีนะ...คำสั่งที่พวกเธอได้รับมา คือการมาพา ‘ร่างจริง’ ของมุคุโร่คุงกลับไป ‘อย่างปลอดภัย’ ใช่ไหมล่ะ” นิ้วยาวเกลี่ยเอาเส้นไหมสีเข้มเปียกปอนที่ตกลงมาปรกใบหน้างามออกไป...เปิดให้มือแกร่งได้สัมผัสลูบไล้ใบหน้านั้น...แผ่วเบา...นุ่มนวล...ราวกับจะเย้ยเยาะและถากถางเป็นนัย หากไม่เป็นเพราะ...
ชั่วขณะหนึ่งที่นัยเนตรคมกริบนั้นอ่อนโยนลง...ในเสี้ยววินาทีที่ราวกับเรื่องโกหก...
หากความอ่อนโยนที่มีเป็นเพียงภาพลวงตา...ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘รัก’ ก็คงเป็นเพียงภาพลวงตาด้วย...ใช่หรือไม่...
มือแกร่งเลื่อนไล้จากใบหน้าสวยคมลงมาสัมผัสที่ต้นคอระหง...ร่างที่ได้แต่หลับใหลยังคงมีชีวิต...ยังคงมีลมหายใจแผ่วอุ่น...แม้จะไร้ดวงวิญญาณ...
เพราะไม่ได้รัก...เป็นเพียงแค่ความหลง...
สัมผัสได้ถึงชีพจรที่ยังคงเต้น...
เพราะไม่ได้รัก...จึงได้อยากครอบครอง...
ใต้ผิวกายสีซีดที่ปลายนิ้วสัมผัส...
เพราะไม่ได้รัก...จึงได้อยากทะนุถนอม...แม้ว่า...
ที่ไหลเวียนคือโลหิตที่ง่ายแสนง่ายที่จะทำให้รินหลั่ง
จะต้องเด็ดกลีบบุปผาสะพรั่งให้ร่วงโรยไป
ง่ายแสนง่าย...ที่จะปลิดชีพที่เป็นดังบุปผาง่ายต่อการบดขยี้และเหยียบย่ำ
ทำลาย...เพื่อให้ได้ดอกไม้ที่แสนงามนั้นมาครอบครอง...
“หากฉันลงมือที่นี่...ตอนนี้...งานของพวกเธอก็จะสูญเปล่า...ใช่ไหมล่ะ”
แม้ว่าสุดท้ายแล้ว...สิ่งที่ได้มาครอง...จะเหลือเพียงบุปผาที่ไร้กลีบ...ก็ตาม...
กล้วยไม้ขาวยิ้มเย็น “ฉันจำได้ว่าพวกวาเรียไม่ชอบที่จะทำงานพลาดนี่...ใช่ไหม แซนซัสคุง”
“แก!!!” ฉลามหนุ่มทำท่าจะขยับ หากแต่กลับถูกสายตาของบอสแห่งวาเรียห้ามเอาไว้
“...แล้วแกจะเอายังไง” แซนซัสเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาฟังดูไร้อารมณ์ หากแต่...สควอโล่กลับรู้ดี แม้จะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ชัดในคุกมืดอันมีเพียงแสงสว่างสลัว...แซนซัสแค่แสร้งทำเป็นไร้อารมณ์...บอสของเขาเกลียดการต่อรอง คนอย่างแซนซัส...ไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้หรือเจรจาประนีประนอม...แซนซัสเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ...เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด และ...เกลียดความพ่ายแพ้เป็นที่สุด...ตอนนี้...บอสของเขาก็แค่...
สะกดอารมณ์โกรธ
ภายนอกอาจมองดูสงบนิ่ง...แต่ก็...เป็นดังภูเขาไฟที่ไม่รู้ว่าจะประทุจริงๆเมื่อไหร่
นัยน์ตาสีน้ำแข็งจับจ้องร่างของศัตรูตรงหน้า...แม้ว่าจะดูเหมือนมีช่องโหว่ให้เล่นงานมากมาย...และทั้งๆที่มีภาระอยู่ในครอบครอง แต่กลับไม่มีช่องโหว่จริงๆสักนิดเดียว...ภาระที่ว่ากลับกลายเป็นตัวประกัน...
...พวกเจ้าหนูวองโกเล่ชอบหาเรื่องเล่นกับไฟอยู่เรื่อย...
กี่ปีๆก็ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ...
…
ปากกระบอกปืนถูกหันเข้าหาอดีต ‘เพื่อนสนิท’ นัยน์ตาสีอ่อนเบื้องหลังกรอบแว่นปิดซ่อนทุกความรู้สึกที่อีกฝ่ายพยายามอ่าน
“วางมือจากสิ่งที่นายกำลังทำซะ หันมาทางนี้ แล้วยกมือขึ้นเหนือหัว” โชอิจิสั่ง
“…อมยิ้มนี่ก็ด้วยเหรอ ใจร้ายจังแฮะ” สปาน่ายิ้มน้อยๆ ก่อนจะทำตามที่สั่ง หากแต่ยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงดวงตา...
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น” เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้มว่า “ฉันไม่คิดจะใจดีกับคนทรยศ ยังไงซะกฎก็ต้องเป็นกฎ”
นัยน์ตาสีท้องฟ้าจ้องมองร่างตรงหน้า ก่อนจะเลื่อนลงมามองอาวุธอันตรายที่อีกฝ่ายถืออยู่ในมือ
นับตั้งแต่วันที่รู้จักกันเป็นครั้งแรก...จนถึงตอนนี้...คนตรงหน้าแทบไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม...ไม่ว่าจะเป็นเรือนผมสั้นสีน้ำตาลอมส้มที่บางครั้งอาจจะดูยุ่งเหยิงไปบ้าง...กรอบแว่นตาทรงเดิมที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนเลนส์ให้หนาขึ้น...มันก็ยังคงเป็นทรงเรขาคณิตน่าเบื่อเหมือนเดิม หรือแม้แต่ท่าทีที่โหมงานจนเหนื่อยอ่อนอิดโรยผิดกับอายุนั่น...
จะผิดไปก็แต่เพียง...สิ่งที่อยู่ในมือนั่น...กับรอยยิ้มที่เขาจะไม่ได้แล้วว่าหายไปจากริมฝีปากนั่นเมื่อไหร่
“...นายก็รู้ ฉันยึดมั่นเฉพาะกฎในการทำงานของฉันเท่านั้นแหละ”
คนสองคนที่เป็นนักประดิษฐ์และค้นคว้า...เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน...สำหรับสปาน่าแล้ว แค่ได้ทำงานที่เขารัก...วิจัยค้นคว้าไปเรื่อยๆ...ทำงานของเขาไปในแต่ละวันโดยไม่มีใครรบกวน...นานๆทีก็มีแขกบ้าง...พักจิบชาบ้าง...เขาเคร่งครัดก็แต่ในกฎของตัวเอง...แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว...แต่สำหรับโชอิจิแล้ว มันต่างกัน...
“ฉันไม่เหมือนนาย”
โชอิจิไม่เคยมีความสุขกับงานที่ตัวเองทำ...เขาสู้กับงาน...พยายามเอาชนะ...พยายามพิสูจน์ตัวเอง...ผลักดันตัวเอง...แต่ไม่ได้ทำด้วยความรัก...ไม่ได้ทำเพราะมีความสุข...
“...นาย...พยายามผลักดันตัวเองขนาดนี้...นายต้องการจะพิสูจน์อะไร”
ผู้ครองมาเลริงแห่งอรุณกระชับปืนในมือ “...ฉันเป็นคนตั้งคำถาม”
“…” สปาน่าเงียบไปพักหนึ่ง เขาไม่คิดว่าการพูดกับอีกฝ่ายจะเป็นเรื่องง่ายมาแต่แรก แต่ว่า... “โชอิจิ...”
“…”
เขาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องพูด
“วิศวกรอย่างเรา...จำเป็นต้องฆ่าคนเพื่ออุดมการณ์ด้วยเหรอ”
ในฐานะเพื่อน...และคนที่ร่วมเดินบนเส้นทางสายเดียวกัน...
นัยน์ตาสีอ่อนเบื้องหลังกรอบแว่นอ่อนลงวูบหนึ่ง หากแต่ก็เพียงชั่ววินาทีเดียวก่อนที่ชายหนุ่มจะปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวใดๆลงสนิท เขาได้ตัดสินใจไปแล้ว...บอกตัวเอง...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเมื่อมาถึงเวลานี้จะไม่มีการลังเล...
“ฉันถอยหลังกลับไปไม่ได้แล้ว”
ดังกระสุน...หลังจากที่นิ้วนั้นเหนี่ยวไก...เมื่อพุ่งออกไป...มันจะไม่อาจหยุดยั้งได้...เขาเลือกเดินมาทางนี้แต่แรก...เพื่ออุดมการณ์และความสำเร็จ...สิ่งที่แลกมาอาจเป็นหายนะ...แต่...เขาไม่อาจแพ้...และไม่อาจถอยหลังกลับไป...
“นายพูดจริง...” เจ้าของเรือนผมสีทองเอ่ยเบาๆ...ราวกับจะรั้งพยางค์สุดท้ายที่เป็นคำถามให้ติดไว้แต่เพียงริมฝีปาก มีเพียงนัยน์ตาสีฟ้าดังทิวาที่ไร้เมฆสบมองมาทางเขา...สีฟ้าที่ราวกับจะเข้มและเจนชัดขึ้นด้วยนานาคำถามจนอยากจะหลบตาหนี...
“ฉัน...พูดจริง” หนี...ไปจากความตึงเครียดนี้เสีย...
เขาจะไม่ลังเล บอกตัวเองแล้วว่าจะไม่ลังเล...เขาจะไม่ผิดพลาด ไม่อาจผิดพลาดซ้ำสอง...เขาไม่อาจให้อภัยความผิดพลาด...วินาทีนี้เขาจะได้แก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง...ไม่...ไม่...ไม่...เขาจะต้องทำมันให้ถูก...เขาแก้ไขสิ่งที่ผิดไม่ได้...เขาไม่อาจหยุดการไหลของเวลาได้...เขา...เขา...เขา...เขาต้องตัดสินใจให้ถูก...เขามีปืนในมือและ...
“ถ้านายพูดจริง...ทำไมมือของนายถึงได้สั่นล่ะ”
คำพูดเรียบๆที่ทำให้สติแทบขาด...
“สปาน่า!!!”
โครมมมมมมมม!!!
ทันทีทันใดกับที่วินาทีนั้น...ประตูห้องควบคุมแผงวงจรก็ถูกยันเปิดออก...
“อิริเอะ โชอิจิ...” โกคุเดระ ฮายาโตะจดจำโจทก์เก่าที่เคยเผชิญหน้ากันที่ฐานเมโลเนได้ทันที “แก...อย่าอยู่เลย!!!”
คนใจร้อนบุกเข้าไปก่อนโดยไม่ทันฟังเสียงปรามของยามาโมโตะ
“โกคุเดระ เดี๋ยว!!!”
ปัง!!!!!
แผงวงจรไฟฟ้าสว่างพรึ่บขึ้น...หน้าจอมอนิเตอร์กระพริบ ขณะที่บางหน้าจ่อแตกซ่า โลหิตสีแดงสดไหลรินจากที่ที่ถูกลูกกระสุน ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งล้มลง ขณะที่ร่างอันควรจะเป็นเป้าหมายถูกผลักออกไปกระแทกกับแผงวงจรไฟฟ้า...
ในความตกใจ...ตึงเครียด...และโกลาหล...คนที่พลั้งมือเหนี่ยวไกยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง!
“แกมม่า!!!”
ยามาโมโตะกับโกคุเดระมองอดีตหัวหน้าหน่วยอาเฟลันดราที่สามทรุดตัวลงกับแผงควบคุมวงจรไฟฟ้า...รอยเลือดสีแดงเปื้อนเป็นดวงขนาดใหญ่บนอกเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวม สปาน่าเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
หากแต่...ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับ...
ตุบ!!!
ปืนที่เป็นตัวการก็ตกจากมือของผู้เป็นเจ้าของ...
ใครกัน...ที่ว่าปืนนั้นไวจนไม่หลงเหลือความรู้สึกว่าได้ฆ่า...
การฆ่าไม่เหมือนการสั่งการให้ผู้อื่นปลิดชีวิต...
และการฆ่าคนต่อหน้าต่อตาด้วยมือตัวเอง...
“อย่าหนีนะ แก!!!” โกคุเดระทำท่าจะวิ่งตามไป แต่ไม่ทันเสียแล้ว...
อิริเอะ โชอิจิหายไปจากสายตา...ไวเกินกว่าที่พวกเขาจะจับตัวได้
…
เคร้ง! เคร้ง! เคร้งงง!!!
เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นในห้องชั้นบนสุดของศูนย์บัญชาการมีลฟีโอเล่...ดังไม่แพ้เสียงของวายุอัสนีที่โหมกระหน่ำให้เห็นอยู่นอกบานหน้าต่างใส และแสงจากไฟสำรอง...ไม่สว่างพอจะส่องภาพทุกอย่างให้สว่างเด่นชัด หากแต่ความมืดสลัว...และการละเล่นของแสงเงาไม่อาจหยุดจังหวะการโจมตีที่เกรี้ยวกราดของหนึ่งคนที่กำลังสนุกและอีกหนึ่งที่ไม่คิดจะหยุดหากไม่กำจัดผู้บุกรุกตามหน้าที่
ฮิบาริ เคียวยะเหยียดรอยยิ้ม รู้สึกถึงความพอใจอย่างประหลาดที่ได้ปะทะฝีมือกับร่างตรงหน้า...ถึงแม้ว่าเขาจะพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ตุ๊กตาที่ถูกชักใยมากกว่าที่จะเป็นคนทรยศจริงๆ...แต่อีกฝ่ายจะเป็นคนทรยศหรือไม่...มันไม่สำคัญสำหรับเขาเลยสักนิด เพราะสำหรับฮิบาริ เคียวยะ...ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม หากมาทำให้งานของเขาต้องยุ่งยากแล้ว...อะไรก็ตามที่ขวางหน้า...
เขาจะขย้ำมันให้ตายให้หมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...หากเป็นคนที่เหม็นขี้หน้าอยู่ด้วยแล้ว...ความผิดพลาดใดๆย่อมไม่ได้รับการละเว้น
หอกสามง่ามต้องประกายแสงอัสนีสว่างราวกับเปลวไฟสีเงิน...แทงกระหน่ำซัดเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือ...ใช่...ไม่มีการยั้งมือ...ฮิบาริเหยียดรอยยิ้มก่อนจะป้องกันด้วนทอนฟาคู่มือและสวนโจมตีกลับไป
ต้องให้ได้อย่างนี้สิถึงจะไม่น่าเบื่อ...บางที...นี่อาจจะเป็นเรื่องเพียงเรื่องเดียวที่เขาจะขอบคุณเบียคุรัน
เพียงเพราะก่อนหน้า...สายหมอก...แค่ยุแหย่เขาเพื่อเล่นสนุก...หยอกเล่นจนพอใจไม่ยอมปะทะจนสุดแรง...และจะมลายหายไปราวกับสายหมอกยามต้องแสงตะวันในยามเช้า...หายไปก่อนที่คมเขี้ยวของเขาจะได้ฝังลงขย้ำ...หายไป...พร้อมกับเสียงหัวเราะที่น่าเจ็บใจ...
“ฉันจะขย้ำแกให้ตาย”
ไม่จำเป็นต้องยั้งมือ...และไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้อาวุธกล่อง...เพราะสิ่งที่เขาต้องการ...คือการต่อสู้นัดล้างตาที่เขารอมานานเกือบสิบปี...
แม้ว่า...อีกฝ่ายจะจำได้หรือไม่ก็ตาม...
…
นัยน์ตาสีดอกไวโอเลตจ้องมองภาพการต่อสู้เบื้องหน้าด้วยความหวาดหวั่น...ฮิบาริ เคียวยะ...ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มาช่วย...นัยน์ตาสีรัตติกาลที่คมกริบดังพญาเหยี่ยวนั่น...ไม่บ่งบอกถึงความเมตตาใดๆ...หากแต่เป็นนัยน์ตาของผู้ล่าที่ซุกซ่อนความเกรี้ยวกราดไว้ภายใต้เปลือกนอกของการล่าเหยื่อด้วยความสนุก
เก่ง...
ผู้ชายคนนี้สามารถสู้กับท่านมุคุโร่ได้สูสี ไม่สิ...บางที...หากเป็นชั้นเชิงในการต่อสู้เพียงอย่างเดียวแล้ว...อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
น่ากลัว...
ยิ่งจ้องมองภาพตรงหน้าก็ให้ยิ่งหวาดหวั่น...
ทำไม...ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกถึงตัวตนของท่านผู้นั้นแม้ว่าจะอยู่ต่อหน้า...ทำไม...แม้ว่าจะร้องเรียกสักเท่าไร...สิ่งที่มีอยู่กลับว่างเปล่า...ไม่มีแม้รอยยิ้มที่คุ้นเคย...หรือมืออบอุ่นที่หยิบยื่นมา...
นัยน์ตาสองสีที่เคยคุ้นเคยดีนั้น...มันไม่ใช่นัยน์ตาคู่ที่เธอรู้จักอีกต่อไป...ไม่โศกเศร้าหรือพยายามปิดบังความรู้สึก...หากแต่เย็นชาและไร้น้ำใจ...
เขาคนนั้นอยู่...และก็ไม่อยู่ที่ตรงนั้น...
ดุจดังแม้มีร่างกาย...แต่ก็...ไม่มีหัวใจ...
เป็นได้แต่เพียงตุ๊กตา...
ตุ๊กตาที่ทำตามแต่เพียงคำสั่งของเจ้านายที่ถือสายสุดของปลายสายป่านที่คอยชักไว้ในมือ
เช่นนั้นแล้ว...ดวงใจที่ถูกเหยียบย่ำ...บัดนี้จะเป็นเช่นไร...เมื่อสิ่งที่บัดนี้เป็นได้...คือตุ๊กตา...ที่สิ้นไร้ซึ่งศักดิ์ศรี...
ฉัน...อยากจะเป็นกำลังให้บ้าง...
เคร้งงงงงงงงงงง!!!
ตุ๊กตา...ก็สู้ได้แต่ในแบบของตุ๊กตา...เจ้าตุ๊กตาที่ไร้หัวใจ...หลงใหลแต่เพียงสีเลือดที่วิปลาส...กับคำพูด...ลมปากที่เป็นดังยาพิษแสนหวานของผู้เป็นนาย...
หอกสามง่ามถูกทอนฟาดีดกระเด็นออกจากมือของเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินในชุดเครื่องแบบสีขาว ทอนฟาอีกท่อนซัดเอาร่างนั้นกระเด็นไปอย่างไร้น้ำใจ
ฮวบ!!!
ตุ๊กตาทรุดลงคุกเข่า...ผู้พิทักษ์แห่งเมฆาเยื้องย่างมาเบื้องหน้าหมายลงทัณฑ์ด้วยนัยน์ตาสีนิลที่เย็นเยียบ...
ความผิดพลาดหมายถึงความตาย...พญาเหยี่ยวแห่งนามิโมริไม่เคยมีคำว่าปรานี...
“เตรียมใจพร้อมรับบทลงโทษของแกรึยัง”
สิ่งที่ตุ๊กตาให้คำตอบมีเพียงรอยยิ้มหยันที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา...
“...ท่านเบียคุรัน...ผมขอโทษ...”
หากฉันเป็นอัสนีที่สามารถทำให้ฟากฟ้าที่มืดมิดราวกับราตรีสว่างขึ้นมาได้...เธอจะยอมลืมตามองดูสิ่งอื่น...นอกจากความมืดมิดที่เธอปิดหูปิดตาตัวเองเอาไว้...บ้างหรือเปล่า...
ฉัน...แค่อยากจะช่วยคุณ...
...ก่อนที่ท่อนโลหะหนักอึ้งจะฟาดลงมา...
“อย่า!!!!!”
เด็กสาวกรีดร้อง...ก่อนจะวิ่งเข้าไปขวาง...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินการณ์...
เพียงเพราะฉันรู้ดีว่า...ไม่อาจทำให้เธอมองเห็นได้...เพียงแค่ดึงผ้าปิดตาที่สวมคลุมดวงตาแสนงามของเธอออก...
TBC







