[KHR FIC] [1006918] Black Rose - HBD lvlelody

posted on 23 May 2008 19:35 by hiyuura  in Fanfiction

จริงๆยูระต้องโพสต์ฟิกนี้วันที่ 25/5 แต่ว่าด้วยเหตุสุดวิสัยทำให้ห่วงว่าจะเข้ามาโพสต์ไม่ทันเวลาเลยต้องขอสุขสันต์วันเกิดเมเม่จังล่วงหน้าโดยการเอาเข้ามาแปะก่อน สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้านะจ๊ะ เมเม่~ หวังว่าฟิกคงจะถูกใจไม่มากก็น้อยน้า~ <3

คำเตือนสำหรับคนทั่วไป...สับปะรดแรดมากx69 + เด็กดีต้องครอบขาว ใช้วิชามือมารกันเอาเองนะก๊ะ >w<

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ

Title: Black Rose
Pairing: 1006918 
Rating: NC-169 NC-17
Warning: AU, shounen-ai/yaoi and vampirism 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไม่รู้…ว่าทำไม...ถึงได้กลับมาที่นี่...
ไม่รู้...ว่าทำไมถึงได้คิดจะกลับมาเยี่ยมเยียนที่นี่อีก...
เพียงเพราะ...ไม่เคยคิดอยากจะกลับมา...
กลับมา...ยังที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง...


—Black Rose—
Slavish Devotion


ใครกัน...ที่บอกว่าเมฆานั้นมีอิสระ...ใครกันที่บอกว่าเมฆขาวที่ลอยล่องบนฟากฟ้านั้นมิอาจถูกผูกมัด...เมฆาลอยเลื่อนคล้อยเคลื่อนมา...มิอาจหนีจากโลกาได้สักที... แม้นหมู่เมฆที่เป็นดังนาวาแห่งอิสราบนสายธารของฟากฟ้า...ก็ไม่อาจลอยไปไกลเกินกว่า...ที่โลกจะไม่อาจไขว่คว้าได้...ยังคงถูกผูกมัด...เอาไว้กับโลก...โลกใบนี้...ที่ไม่หลงเหลือสิ่งใดเอาไว้ให้เมฆานั้น...

นอกจากความทรงจำ...


สีอันแดงฉานของโลหิต


ไม่ได้...มีช่อดอกไม้มาให้ ไม่ได้...มีคำหวานมาเยี่ยมเยียน คงมีแต่ความเงียบที่หนักอึ้งยิ่งกว่าแผ่นหินที่สลักนามของผู้เป็นที่รัก...ผู้ที่เขาเคยรัก...เพียงเพราะ...หัวใจที่ตายไปแล้ว...ไม่อาจรู้สึกถึงความรักได้อีก...ไม่รู้จักความรัก...เพราะว่า...เมื่อยามเมียงมองแผ่นป้ายเหนือหลุมศพที่เงียบเหงานั้น...ความรู้สึกโศกเศร้าที่คิดว่าน่าจะมี...กลับว่างเปล่า...


ฉันมาที่นี่...เพื่ออะไร


ว่างเปล่า...ราวกับไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น...


ฉันกำลังจะไป...ที่ไหน


เพราะอะไรบางอย่างที่ควรจะอยู่ตรงนั้น...มันไม่สามารถเรียกคืนมาได้อีก...ไม่อาจได้พานพบอีกแล้ว...กับสิ่งที่เสียไป...


แล้วเมื่อไหร่...การเดินทางที่ไร้ความหมายนี้จึงจะจบลง


ลมเย็นกรรโชก...หอบเอาเมฆฝนสีครึ้มปกคลุมฟากฟ้า...นัยน์ตาสีรัตติกาลจับจ้องสิ่งที่เมื่อชั่วครู่พริบตาหาได้มีมาก่อนไม่...กุหลาบสีดำบานสะพรั่งอวดโฉมและสีสัน...ที่ราวกับจะล้อเลียนความมืดดำของฟากฟ้าทมิฬกาฬ...นภาส่งเสียงคำรามครืน...และแล้ว...

หยดน้ำฝนหยดแรกก็ตกลง...

-(x)(X)(x)-

สายฝน...สาดเทลงมาไม่หยุดหย่อน...ม่านฝนสีเทาปกคลุมเมืองที่ไร้ชีวิตชีวาอยู่แล้วจนทึบหม่นสนิท...สีเทาอันชวนให้หดหู่จนแม้แต่สีสันของบุปผาแรกแย้มที่เรียงรายกันบนแผงหน้าร้านขายดอกไม้ก็มิอาจช่วยทดแทนอะไรได้... เสียงกีบเท้าหุ้มเหล็กของอาชาสีดังถ่านไหม้ย่ำไปตามพื้นถนนหินที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน รถม้าคันหนึ่งกำลังเคลื่อนผ่านตัวเมืองอันเงียบเหงาไปอย่างช้าๆ...

หยาดน้ำฝนตกกระทบบานหน้าต่างใสที่สะท้อนภาพเงารางของผู้โดยสารด้านในซ้ำแล้วซ้ำเล่า... นัยน์ตาสีอเมนทิสต์มองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกอย่างเบื่อหน่าย...ก่อนมือแกร่งจะดึงผ้าม่านให้บดบังทิวทัศน์อันน่าเบื่อนั้นเสียสนิท

“เลโอคุง~” เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นัยน์ตาคมสีอเมนทิสต์เหลือบมองเด็กหนุ่มผมดำที่นั่งมาด้วยกัน ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาดเปลี่ยนจากท่านั่งเท้าคางหันกลับมาขยับรอยยิ้ม “ช่วยบอกคุณสารถีทีสิว่าฉันเปลี่ยนใจแล้ว จะกลับล่ะ”

เลโอนาร์โดอ้าปากค้าง “หา~~~!!!  กลับเหรอครับ!? ต...แต่ว่า...ท่านเบียคุรัน...”

“อื้ม กลับ” เบียคุรันยิ้ม “บอกยูนิไปว่า เรื่องธุระเอาไว้คุยกันวันอื่นก็ได้...” ราวกับ ‘ธุระ’ ที่ว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญพอจะเก็บมาคิดกังวลในหัว “วันอื่น...แล้วก็...”

แม้ใบหน้าจะยังมีรอยยิ้มอยู่ หากแต่สายตาเย็นเยียบที่ชายมองมา กลับทำให้ความหนาวสะท้านแล่นปลาบไปตามแนวสันหลังของเด็กหนุ่ม

“ที่อื่น...น่ะนะ”

“ค...ครับ...ผมจะ...จะเรียนตามที่สั่ง” เลโอนาร์โดกลืนน้ำลายหนืดลงคอ ก่อนจะลุกขึ้นเปิดหน้าต่าง ชะโงกออกไปตะโกนบอกสารถีถึงคำสั่งของผู้เป็นนาย ไม่ช้า...บังเหียนหนังก็ถูกดึงกระชากให้อาชาเทียมรถเปลี่ยนทิศทาง...

จ๋อม...

เสียงฝีเท้าม้าย่ำไปตามทางถนนลาดหินที่เจิ่งนองไปด้วยแอ่งน้ำขัง...

กุบกับ...กุบกับ...กุบกับ...

เลี้ยวออกไปอีกทิศทางที่ห่างจากตัวเมืองอันซบเซาไป...

-(x)(X)(x)-

หากตัวเมืองที่รถม้าแล่นผ่านเมื่อครู่ว่าซบเซาแล้ว...ตัวเมืองเก่าที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกลนักกลับดูเงียบเหงาเสียยิ่งกว่า...เงียบงัน...รกร้าง...ไร้ผู้คน ราวกับมีเพียงดวงวิญญาณเท่านั้นที่อาศัยเฝ้ามอง...รอคอยผู้มาเยือนสถานที่อันเงียบหงอยจากเงามืดที่มองไม่เห็น ผู้คนย้ายจากตัวเมืองเก่าไปอาศัยอยู่ที่ตัวเมืองใหม่กันหมดแล้ว บ้างก็ย้ายจากเมืองนี้และไม่หันหลังกลับมาอีก...จนตัวเมืองเก่าแห่งนี้มีสภาพไม่ต่างจากเมืองร้าง...เป็นดังสุสาน...ที่ทับฝังสุมซ้อน...ของความทรงจำที่สมควรลืมเลือน...

ลมฝนกรรโชกแรง...หอบพัดเอาป้ายบอกทางเก่าๆที่จวนจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ให้ปลิวไปตามกระแส สารถีชราปัดป้ายเก่าๆที่ปลิวมาติดหมวกใบโปรดของเขาออกเสียให้พ้นทาง ก่อนจะลงแส้เร่งให้ม้าเทียมรถเร่งฝีเท้าขึ้นไปตามทางที่ขรุขระลาดชันสูงขึ้นไปบนเนินเขา...สูงขึ้นไป...ตามทางลูกรังที่คดเคี้ยวราวกับงู...สูงขึ้นไป...จนแลเห็นยอดปราสาทหินแกรนิตที่ตั้งอยู่ริมชะง่อนผาเด่นตระหง่าน...ทะมึนเป็นเงาดำมืดยิ่งกว่าม่านเงาฝน

กุบกับ...กุบกับ...กุบกับ...

รถม้าเคลื่อนเข้าไปใกล้ตัวปราสาทขึ้นเรื่อยๆ...จนกระทั่ง...ปราสาทที่เห็นเล็กเพียงเท่าปลายก้อย...บัดนี้กลับสูงตระหง่านจนมองไม่เห็นยอดอยู่ตรงหน้า... สารถีดึงบังเหียนให้ม้าชะลอฝีเท้าลง ก่อนรถจะจอดสนิทที่ปลายสะพานหินตรงหน้าประตูรั้วทองเหลืองที่กรำแดดฝนมานานจนดูเก่าคร่ำคร่า

เลโอนาร์โดหยิบร่มสีดำคันใหญ่ที่วางพิงผนังรถอีกฝั่งหนึ่งไว้ ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตู หากแต่... “!?” มือแกร่งกลับรั้งห้ามเด็กหนุ่มเอาไว้

“ส่งแค่นี้แหละ เลโอคุง” เบียคุรันยิ้ม ก่อนจะหยิบเอาร่มมาจากมือเด็กหนุ่ม “รีบกลับไปส่งข่าวให้ยูนิจะดีกว่านะ เดี๋ยวจะโกรธเอาได้อีก”

ไม่รอคำตอบ ชายหนุ่มกางร่ม ก้าวลงจากรถ โบกมือบ๊ายบายให้ ก่อนจะผลักประตูทองเหลืองแล้วเดินหายลับจากครรลองสายตาของเด็กหนุ่ม...ไวเสียยิ่งกว่าจะทันให้กล่าวอะไรได้... พอรู้สึกตัวอีกที...เลโอนาร์โดก็ถึงกับหน้าซีดเมื่อรู้ชัดถึงชะตากรรม...

“คุณยูนิ...ต้องโกรธแน่ๆ...”

-(x)(X)(x)-

สนธยายังไม่มาเยือน หากแต่ม่านฝนกลับบดบังตะวันที่เจิดฟ้าจนมืดมิดสนิทไร้สิ้นแสง เปลวไฟในตะเกียงแก้วไหววูบสั่นระริก เมื่อลมฝนโหมกระหน่ำพัด ก่อนจะดับวูบลง ให้พื้นที่ที่นั่งใต้ร่มซุ้มหินทรงหลังคาโค้งมืดดำกลืนหายไปกับเงากาฬ หนังสือปกหนังถูกปิดลงวางข้างๆเมื่อแสงไฟดับวูบ คงเหลือแต่เพียงนัยน์ตาข้างหนึ่งที่เด่นชัดแม้ในเงามืดด้วยสีสันอันแดงฉาน...ดังอัญมณีที่เปื้อนเลือด

“กลับมาไวจังนะครับ” ริมฝีปากสวยเหยียดรอยยิ้มบาง เมื่อร่างสูงใต้คันร่มสีดำสนิทตัดกับเรือนผมสีพิสุทธิ์โผล่พ้นมุมหนึ่งของปราสาทตรงเข้ามายังสวน

“ถ้าจำไม่ผิด...โบสถ์อยู่อีกฟากหนึ่งของตัวเมืองใหม่ไม่ใช่เหรอครับ”

มือเรียวลูบไล้ตะเกียงแก้วในความมืดเบาๆ พลันเปลวเพลิงก็ลุกโชติคืนชีวิตอีกครั้ง แสงไฟฉายภาพของเจ้าของมือเรียวขาวซีดให้เด่นชัดขึ้น


ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า...พระองค์ทรงอยู่หนใด...


นัยน์ตาสีอเมนทิสต์จับจ้องใบหน้าคมที่ติดจะสวยหวานมากกว่าคงความงามตามแบบบุรุษเพศ “คงเพราะ...นัดในที่ที่ไม่อยากจะไปล่ะมั้ง?” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาดเหยียดรอยยิ้มตอบ “ว่าแต่...เธอล่ะ ออกมาข้างนอกแบบนี้ ไม่เป็นอะไรแน่เหรอ”


ที่ที่ได้ชื่อว่าใกล้พระเจ้า...เพื่อรอการอภัย...


“คึหึหึ...คงเพราะผมกลัวคุณไปแล้วไม่ได้กลับมาละมั้งครับ เลยต้องมานั่งรออยู่ที่นี่” ร่างงามเอียงคอน้อยๆ พลางหรี่แพขนตาสีเข้มลง


ทุกบาปให้อภัย...ได้หรือ...


เบียคุรันหัวเราะ มือข้างที่ว่างอยู่ค่อยๆปลดหูกระต่ายที่คอเสื้อที่ผูกไว้เรียบร้อยดีออก “หึหึ ถ้าฉันไม่กลับมาจริงๆ เธอคงไม่มานั่งรออยู่ที่นี่ละมั้ง?”


จึ่งได้ต้องสารภาพ เพื่อรอเพียงพระเมตตา


เปลวไฟจากตะเกียงเต้นระริกไหว...เงามืดฉายทาบลงบนใบหน้าคมสวยจนยิ่งเห็นเด่นชัดว่าใบหน้างามนั้นซีดขาวราวกับไร้สีเลือด จะมีก็เพียงแต่...ริมฝีปากคู่สวยที่ยังคงสีสดอิ่มราวกับเป็นที่เดียวที่จะทาแต้มด้วยโลหิต ร่างงามหัวเราะเบาๆ นัยน์ตาสองสีใต้แพขนตาที่หรุบต่ำจับจ้องไปที่ต้นคอของอีกฝ่ายเมื่อยามกระดุมสองเม็ดบนถูกปลดราวกับหลงใหลและเคลิบเคลิ้ม


แล้วบุตรที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้งเล่า...


ร่างสูงเลิกคิ้วน้อยๆ เมื่อเห็นความหิวกระหายสะท้อนในอัญมณีสองสีคู่นั้น มือแกร่งลูบต้นคอตัวเองเบาๆ หากแต่สายตากลับบอกว่ายุกระเซ้ามากกว่าเชิญชวน  


ไยจึงไม่เคยเอ่ยขอร้อง...


“หิวแล้วไม่ใช่เหรอ มุคุโร่คุง”

ลมแรงกรรโชกพัด...เปลวไฟจากตะเกียงดับวูบลง...และเพียงชั่วพริบตา...ร่างงามก็หายไปจากภาพตรงหน้า...ร่มสีดำคันใหญ่หลุดลอยจากมือแกร่ง...สายฝนเย็นเยียบสาดเทลงมา...หากแต่...

สัมผัสของร่างที่ปรากฏตรงหน้ากลับเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง

เล็บคมสีดำสนิทกรีดลงบนต้นคอขาววาดเป็นรอยกากบาทสีแดง ลิ้นเล็กลากเลียไปตามรอยแดงที่วาดไว้อย่างช้าๆ ราวกับจะทดสอบขีดจำกัดความอดทนของอีกฝ่าย

เมื่อได้รับการปลุกเร้า แขนแกร่งกระชับเอวร่างบางดึงเข้ามาใกล้จนสะโพกของทั้งสองแนบชิดกัน ขณะที่มืออีกข้างจับใบหน้าของอีกฝ่ายให้ประชิดกับซอกคอของตนเร่งให้รีบดื่มแทนที่จะเล่นซุกซน

ร่างบางลอบสบถเบาๆถึงคนเอาแต่ได้ที่ไม่ยอมเล่นตามเกม แต่ก็นั่นแหละ...ใช่ว่าเขาเองจะไม่เคยเล่นโกงเสียเมื่อไหร่ เพราะในเกม...การเป็นผู้ชนะย่อมเป็นที่พึงปรารถนาเสมอ เพราะการเดินหมาก...ที่ราวกับทำให้ตัวหมากต้องเดินตามเส้นทางที่ขีดไว้...เริงเต้นไปตามจังหวะราวกับแมลงตัวจ้อยที่สิ้นไร้กำลัง...เป็นเพียงเศษธุลีดินบนหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าน่ะ...


…ว่าต้องการการให้อภัย


น่าสนุกที่สุด...ไม่ใช่เหรอ

“ดื่มสิ”

ในสวนที่ต้องสาป...ที่ซึ่งกุหลาบสีดำเบ่งบาน คู่เขี้ยวขาวของบุตรที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้งฝังคมลงดื่มโลหิตของมนุษย์...บุตรแห่งอาดัมผู้หนึ่งหยิบยื่นโลหิตของตนให้แก่ปีศาจร้าย หันหลัง...ให้กับสวนเอเดนศักดิ์สิทธิ์ชั่วนิรันดร เพียงเพราะ...

โลหิตสีสดแปดเปื้อนดวงหน้าขาว เมื่อยามคมเขี้ยวและเรียวปากนุ่มดังกลีบกุหลาบถูกถอดถอน ร่างงามใช้นิ้วเรียวปาดเลือดนั้นมาเลียเอา ก่อนที่สายฝนจะชะล้างให้เลือดนั้นจืดจางสูญเปล่า... ร่างสูงมองกริยานั้นโดยไร้สิ้นความหวาดกลัว...ราวกับร่างตรงหน้าหาใช่ปีศาจกระหายเลือดแต่เป็นเพียงลูกแมว มือแกร่งเชยคางมนขึ้นเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวลงประทับจุมพิต...ลิ้มเอารสเลือดที่ยังคงติดอยู่บนลิ้นเล็กและกลีบปากนุ่มนั้น

บุรุษนั้น..มีสวนที่สะพรั่งด้วยกุหลาบที่แดงฉานยิ่งกว่าโลหิต...และดำมืดยิ่งกว่ารัตติกาลข้างแรม...ที่ซึ่งบาปที่หยิบยื่นโลหิตให้ปีศาจไม่อาจให้อภัย...เป็นเอเดน...ของเขาเอง เมื่อเขาปรารถนา...เพียงจะครอบครองปีศาจที่แสนเย้ายวนที่เขาหลงใหลนั้น

ลิ้นเปียกเกี่ยวกระหวัดกันและกันด้วยความร้อนรุ่มดังเพลิงกาฬที่ยากจะดับได้...วรุณโปรยปรายลงมาไม่หยุดหย่อน หากแต่เพลิงแห่งราคะกลับยิ่งโหมกระหน่ำเผาผลาญร้อนแรงเสียยิ่งกว่า ร่างงามขาวซีดถูกกดลงกับผืนหญ้านุ่มในสวน...

กลิ่นไอดินผสมปนเปกับกลิ่นหอมหวานของพฤกษาลอยขึ้นฟุ้งกับละอองฝน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เปียกจนชุ่มโชกเกาะแน่นติดผิวกายราวกับเนื้อหนังที่สอง เม็ดฝนใสกลิ้งผ่านสันจมูกคมและจากปลายเส้นผมสีดังหิมะตกลงอย่างเชื่องช้ากว่าที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าลงบนเปลือกตาบาง...พรมรดพวงแก้มนุ่ม...หรือแม้แต่เกาะอยู่...บนกลีบปากสวยเบื้องใต้...

มือแกร่งเกลี่ยเอาเส้นไหมสีน้ำเงินที่เปียกปอนออกจากดวงหน้าขาว เปิดทางให้อีกคู่เรียวปากซ้ำลงจุมพิตซับเลียเอาหยาดวรุณเย็นใสออกไปราวกับด้วยริษยา

“ถ้าฝนเกิดหยุดตกตอนนี้ มุคุโร่คุง กลัวรึเปล่า...แสงตะวันน่ะ”

แสงตะวันเจิดจ้าที่หลังม่านเมฆามืดหม่น...

“คึหึหึ...ถึงผมจะตอบว่ากลัว คุณเองคงไม่คิดจะปล่อยผมไป...ใช่ไหมละครับ” 

กี่ร้อยกี่พันปีแล้วที่ไม่ได้ทอดสายตามองแผ่นฟ้าสีคราม...

“คุณอยากให้ผม...รอคอยความตาย...”

นานแสนนาน...ในนิรันดรกาลที่ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับว่างเปล่า...นิรันดรกาลในความไม่จีรังนั้นคือความไม่มี...แล้วในโลกอันแสนมืดมนที่เขาอยู่นี้...ที่ซึ่งมีเพียงจันทราและดาราแขวนห้อยบนฟากฟ้า...จะอีกนานสักเพียงไรนะ...ก่อนที่สติทั้งมวลจะสูญให้กับความบ้าคลั่งวิปลาส...สูญเสียตัวตน...และความทรงจำเก่าๆที่เคยมี...

“มุคุโร่คุง...ชอบการรอคอยไม่ใช่เหรอ”

ยังจำได้หรือเปล่า...ว่าครั้งหนึ่งยังเคยมีหัวใจเช่นมนุษย์...จำได้หรือเปล่า...ว่าครั้งหนึ่ง...ก็เคยมีความรัก...จำได้หรือเปล่า...ว่าความรักที่มิใช่ความใคร่นั้นเป็นเช่นไร...

“อา...อา...”


จำได้...แต่ก็เลือนรางเต็มที...


โกหก...โกหก...โกหก...


จำได้...ความทรงจำที่สดใหม่ที่สุด...มันคลับคล้าย...เหมือนว่าจะใช่...ลวงหลอก...แต่ก็หลอกว่าได้รัก...


วิปลาส


เพราะฉะนั้น...เพราะทั้งโหยหาและชิงชัง...จึงต้องขยี้มันให้ป่นปี้ไป...จึงได้...

“รอ...” นัยน์ตาสองสีเหม่อมองท้องนภาที่กำลังร่ำไห้...ที่ซึ่งม่านฝนสีเทาซุกซ่อนดวงตะวันที่ใกล้จะลาลับขอบฟ้า...ที่ซึ่ง...เมฆา...ไม่เคยจางหายไป... “อา...”


รอคอย...


ก่อนเสียงครางหวานจากลำคอจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบ...

“ผมกำลังรอคุณ...อยู่นะครับ”

กุหลาบดำบานสะพรั่งในสวนของปีศาจ...การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลง...กำลัง...จะสิ้นสุด...

มือแกร่งฉุดรั้งร่างบางให้ลุกขึ้น เสื้อผ้าอาภรณ์สูงราคาที่สวมใส่ถูกปลดเปลื้องดึงทึ้งจนหลุดลุ่ย เส้นไหมยาวสีน้ำเงินเข้มเปียกน้ำเกาะอยู่บนเนินไหล่ขาวลู่ไปตามผิวกายสีซีด เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์เกลี่ยเอาเรือนผมยาวนั้นไปด้านหลัง นิ้วยาวเรียวสัมผัสลากไล่ไปตามผิวกายนุ่มที่ถูกเผยจากที่ซุกซ่อนอยู่ใต้อาภรณ์สีมืดมิด

ไม่มี...ความเย็นเยียบใด...จะทำให้เขาปรารถนาได้มากมายถึงเพียงนี้...


รักอื่นใดเล่าจะยั่งยืน...


ไม่มี...หิมะใด...จะแปดเปื้อนโลหิตได้งดงาม...ให้ร้อนผ่าว...ยามสัมผัสได้เท่าหิมะที่เป็นดังเหมันต์นิรันดรนี้...


ความใคร่อื่นใดเล่าจะยากมอดดับ...


ไม่มีบาปใด...จะหอมหวานและเย้ายวนดังเช่นบาป...ที่ทำให้เขาหันหลังให้กับพระผู้เป็นเจ้า...ดังเช่นความสัจจริงใจความลวงหลอก...และความลวงหลอกแสนมดเท็จในความเป็นจริงที่รวดร้าวนี้


ความปรารถนาอื่นใดเล่าจะไร้จุดสูญสิ้น...


“ถ้าให้ผิวสวยๆโดนแดดเผาก็น่าเสียดายแย่สิ” เสียงนุ่มกระซิบที่ข้างใบหู...ให้ลมหายใจอุ่นที่ปริ่มล้นไปด้วยความปรารถนาพรมรดร่างที่เย็นเยียบ ก่อนจะช้อนเอาร่างนั้นขึ้นอุ้มในอ้อมแขน

ร่างงามกระพริบตา สะบัดเอาเม็ดน้ำฝนใสออกให้ร่วงหล่นจากแพขนตายาว ก่อนจะคลี่คืนรอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าจางหายไปจากริมฝีปากเมื่อใด “คนอย่างคุณ...เสียดายเป็นด้วยเหรอครับ”

ไม่ช้าสวนใต้นภาที่ร่ำไห้ก็เลือนหายไปหลังบานประตูที่ถูกลมพัดให้ลั่นปิดลงเองสนิทราวกับต้องมนตร์คาถา เช่นเดียวกับเปลวเทียนนับร้อยที่สว่างขึ้นฉับพลันที่ก้าวเข้ามาในปราสาทที่ไร้สุ้มเสียง 


ดังเช่นเธอผู้เป็นนิรันดร...


“นั่นเป็นคำถาม...จากแวมไพร์ที่มีชีวิตนิรันดรงั้นเหรอ” ก่อนที่คำถามหนึ่งที่ถูกยอกย้อนกลับจะดังขึ้นทำลายความเงียบที่สมบูรณ์แบบนั้น

จากคำถามตามมาด้วยเสียงเอียดอาดของบันไดเก่า จริงอยู่ว่าสามารถบูรณะได้...แต่ดูเหมือนว่ามุคุโร่จะชอบให้มันเป็นอยู่เช่นนั้น...เขาจึงปล่อยให้มันเก่าและผุพังไป...


นิรันดรกาลดังสายหมอก...ไหลมาแล้วก็ไหลไป...ไม่อาจจับต้องได้


“…” นัยน์ตาสองสีหรี่ปรือลง แวมไพร์รูปงามเสมองกระจกที่ไม่อาจสะท้อนเงาของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “...เกี่ยวกันด้วยเหรอครับ”

ผ่านรูปปั้นบนกำแพงและชุดเกราะไร้ผู้สวม...ร่างสูงใช้ขาถีบประตูห้องที่แง้มอยู่ก่อนแล้วให้เปิดออกกว้าง...นำพาสู่ห้อง...ที่ไร้ซึ่งบานหน้าต่าง...ที่ซึ่งเตียงสี่เสาที่คลุมด้วยฉากม่านสีดำที่ราวกับจะบ่งบอกถึงสัญลักษณ์แห่งบาปตั้งแน่นิ่ง...รอคอยอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง

ร่างสูงวางร่างบางลงบนเตียงนุ่ม ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งอาภรณ์ที่เปียกปอนออกจากเรือนกายหมดจดนั้น สัมผัสเรือนร่างนั้นด้วยสิเน่หาราวกับคลั่งไคล้ในนิรันดรกาลอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น...ราวกับเทิดทูน...ในสิ่งที่ไม่อาจทำลายได้ ในเมื่อ...

ริมฝีปากคม...ขบเม้ม...ทิ้งรอยจุมพิตเอาไว้ทั่ว...

นี่...เป็นยิ่งกว่าความลุ่มหลง...

“อะ...อา...” สองขาเรียวแยกออกกอดรัดเอวของคนตรงหน้าเอาไว้...ยั่วยวน...เร่งเร้า...ให้สนองความต้องการ...

แค่คำพูดของเขาเพียงคำเดียวก็สามารถปลิดชีวิตคนได้

นัยน์ตาสองสีที่ลึกล้ำยิ่งกว่าก้นบึ้งสมุทร...จ้องมองมายังเขา...วิงวอนอย่างไร้สุ้มเสียง...ด้วยพิษไฟปรารถนา

นี่...คือสิ่งที่เขารู้ดีว่าตามหามาทั้งชีวิต...

กริ๊ง...

ไม้กางเขนเงินถูกนำออกมาจากที่ซุกซ่อน...สีเงินของมันทอประกายในความมืดราวสายป่านของใยแมงมุมที่แน่นเหนียว...คมกริบราวคมดาบที่ถูกตีจนบางเฉียบ...เบียคุรันเหยียดยิ้ม ก่อนจะวางกางเขนเงินลงนาบประทับต้นขาขาว...

เบื่อหน่าย...กับเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก...กับรอยยิ้มที่ได้ยินหลายๆคนบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่สมัยเด็ก... ‘เธอมีรอยยิ้มที่เหมือนเทวดา’ หากแต่...มีเทวดาใดเล่าจะเสแสร้งและลวงหลอก...เมื่อรอยยิ้มนั้นไร้ซึ่งสิ่งที่มาจากก้นบึ้ง... หากเขาเป็นเทวดา เทวดาย่อมไม่ทุกข์...ย่อมไม่โศกเศร้า...ย่อมจีรังยืนยั่ง...แต่รอยยิ้มของเทวดาก็ไม่อาจทำให้เขาเป็นเทวดา...ก็แค่...

“อ๊า!!!” เสียงหวานครวญคราง...กรีดร้อง...เล็บดำคมจิกครูดลงบนแผ่นหลังของมนุษย์ผู้อุกอาจ... เมื่อไม้กางเขนที่ควรจะเย็นเยียบในมือของผู้ไร้ศรัทธากลับร้อนรุ่มดังเพลิงกาฬที่แผดผลาญผิวกายสีอ่อนจางให้มอดไหม้

เทวดาจอมปลอมที่สามารถมอบได้เพียงความตาย

“ฉันรักเธอ...” กางเขนเงินลากไล่ให้ความร้อนรุ่มดังไฟนั้นแผดผลาญ...ร่างเบื้องใต้บิดเร่าด้วยความทรมาน...ร้อนรุ่ม...เล็บยาวกรีดเสื้อของอีกฝ่ายจนฉีกขาด...ครูดเนื้อใต้อาภรณ์ผ้าจนโลหิตซึมไหล... “อา...อะ...” จะต่างกันก็แต่เพียง...

...เพื่อสนองต่อความปรารถนาที่ว่างเปล่า...

เมื่อริมฝีปากบางที่เผยออ้า...ขยับเข้าหาต้นคอของอีกฝ่ายอย่างโหยหาที่สุด...เมื่อริมฝีปากนั้นสัมผัสผิวเนื้อที่ร้อนผ่าว...คมเขี้ยวสีขาวก็ถูกฝังลงซ้ำที่เดิมที่เขาปรารถนาอีกครั้ง...ดื่มเอาโลหิตสีครั่งเข้าไปด้วยความหิวกระหายเพื่อหล่อเลี้ยงลำคอที่แห้งผาก...


หันหลังให้กับพระผู้เป็นเจ้า


บาดแผลที่เกรียมไหม้...ก็ผสานจนไม่เหลือเค้าใด...และที่รินไหล...ก็มีเพียงโลหิตของมนุษย์...

กริ๊ง...

กางเขนเงินร่วงหล่นลงบนพื้น...และถูกลืมเลือนไร้ความหมาย...เมื่อร่างสูงโน้มตัวลงประทับจุมพิตที่ต้นขาที่เขาเคยสร้างบาดแผลนั้น...มือเรียวเลื่อนลงสัมผัสเรือนผมสีขาวสะอาดตาเบาๆราวกับจะแสดงความรักใคร่ หากแต่เมื่อนัยน์ตาสองคู่สบประสานกัน...ค่ำคืนนั้น...ก็ไร้ซึ่งคำพูดอื่นใด...ร่างสูงทิ้งตัวลงทาบทับเร่งเรียกเอาเสียงครางครวญหวานให้ดังสะท้อนสะท้านไปในราตรีที่เต็มไปด้วยบาป...กับบททำนองรัก...ที่ถูกเริงเล่น...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

นี่...เป็นมากกว่าความใคร่...มากกว่าเพียงตัณหาราคะ...หรือมิใช่...?


แด่เธอ...ผู้เป็นนิรันดร

-(x)(X)(x)-

ได้ยิน...เสียงกระซิบที่ดังแว่วไม่หยุดหย่อน...กระซิบพร่ำถึงคำถามไม่ยอมเงียบหาย...ราวกับยิ่งพยายามจะไม่เงี่ยฟังเสียงนั้นเท่าไร...เสียงที่น่ารังเกียจกลับยิ่งดังขึ้น...ราวกับกำลังตะโกนอยู่ในหู...


เธอมาที่นี่เพื่ออะไร...เธอมาที่นี่เพื่ออะไร


น่ารำคาญ...


เธอมาที่นี่เพื่อหวังจะพบใครหรือ


ไม่อยากจะได้ยิน...


ทั้งๆที่เธอรู้ว่าไม่มีใครอยู่รอพบอีกแล้ว


เมื่อไหร่เสียงที่น่ารังเกียจนี้...จะเงียบหายไปเสียที...

นัยน์ตาสีเดียวกับรัตติกาลกวาดมองไปทั่ว...เมืองสีเทาแห่งนี้...ไม่หลงเหลือคงเค้า...ของสิ่งที่เขาจดจำได้อีกในวันวาน...และ...

“พี่ชาย...มาจากที่อื่นเหรอ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย” เด็กหญิงตัวเล็กๆเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้ ดวงตาดำขลับราวลูกปัดบนใบหน้าอ่อนเยาว์จ้องมองมาทางเขาไม่กระพริบราวกับกำลังสำรวจพิจารณาสิ่งแปลกปลอม หากแต่...น่าแปลก...ที่แม้ยังอ่อนเดียงสา...แต่ใบหน้าของเด็กหญิงกลับไม่มีแม้รอยยิ้ม...จนดูราวกับตุ๊กตา...

คงไม่มีผู้ใดจดจำเขาได้...
 
“ฉันจะมาจากที่อื่นหรือเปล่าก็ไม่เกี่ยวกับเธอ” ชายหนุ่มเอ่ยตอบอย่างขอไปที เขาไม่มีเวลาว่างขนาดจะมาเอ็นดูเด็กตัวเล็กๆ

เมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้...มักจะตื่นก่อนที่อรุณจะขึ้น...ราวกับหวาดระแวงเสมอ...ว่าหากเชื่องช้า...อาจต้องสูญเสียอะไรไป


แล้วเวลาที่เธอเสียไป...กับการตามหาสิ่งที่เธอตามหา...มันคุ้มค่ากันแล้วหรือ


ตั้งแต่มาที่นี่เสียงเล็กๆที่น่ารำคาญนั่นก็กวนประสาทเขาไม่หยุด...คอยร้องบอกคำพูดจี้ใจดำและประชดเสียดสี...จนบัดนี้..เสียงเล็กๆนั่นกลายเป็นเสียงตะโกนที่ประดังเข้ามาไม่หยุดราวกับน้ำป่าหลาก...มันทำให้ความอดทนของเขาแทบขาดสะบั้น...


ต่อให้ตามหา...ก็ใช่ว่าจะพบ...


หุบปาก


ต่อให้พบ...แล้วจะทำอะไรได้...


หุบปาก


ล้างแค้น...สำเร็จแล้ว เคยคิดไหมว่าจะเป็นยังไงต่อ


หุบปาก...


เพราะสุดท้าย...ก็ไม่มีที่...ให้เธอกลับไป...


“หุบปาก!”

เสียงตะคอกดังทำให้ผู้คนรอบๆหันมามองกันหมด หากแต่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเอ่ยต่อว่าอะไร...เพียงเพราะสายตาคมกริบดังพญาเหยี่ยวของชายหนุ่มสะกดทุกความเคลื่อนไหวเอาไว้ให้หยุดนิ่ง...ราวกับเวลาหยุดเดินไปชั่วครู่...จนกระทั่ง...

“…” เด็กหญิงกระชับตุ๊กตากระต่ายในอ้อมกอดแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบสนิทราวกับไร้ความรู้สึก “ขอโทษนะ พี่ชาย แต่ว่าที่เมืองนี้น่ะ ไม่ค่อยมีคนแปลกหน้ามาเยือนสักเท่าไหร่หรอก”

“…” ชายหนุ่มไม่เอ่ยอะไร นัยน์ตาคมมองตามร่างเล็กของเด็กหญิงเดินลับหายไปที่สุดมุมถนน...และ...เขาคงจะไม่รู้สึกติดใจอะไรหากทางที่เด็กหญิงจากไปคือถนนเส้นที่เชื่อมระหว่างตัวเมืองใหม่กับตัวเมืองเก่า

ในเวลาก่อนที่ฟ้าจะสางและตะวันจะขึ้น...

นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่เล็กลง...

ชายหนุ่มตัดสินใจตามเด็กหญิงลึกลับไป...

-(x)(X)(x)-

ที่ระหว่างตัวเมืองใหม่กับตัวเมืองเก่า...คือชานชาลาที่เขาจำได้ดีว่าอยู่มาตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิด เขาจำได้...ว่าสมัยก่อนชานชาลาแห่งนี้ผู้คนเคยพลุกพล่าน แต่บัดนี้...มันกลับเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกเส้นแบ่งของเมืองที่มีผู้คนมีชีวิต...กับเมืองที่...คงจะมี...เพียงวิญญาณ ชานชาลาแห่งนี้...ร้างแล้ว...ไร้สิ้นซึ่งผู้คนใดๆ...เป็นเพียงสถานที่เก่าๆที่ถูกเลิกใช้...ทอดทิ้ง...นานนับปี

สายลมเย็นโชยพัดให้สายหมอกที่คลุมแผ่เบาบางลง...เสียงที่น่ารำคาญเงียบหายไปแล้ว...บัดนีเสียงที่ดังอยู่ในหูกลับเป็นเสียงของหัวใจตัวเองที่กำลังเต้นระรัวเร็วขึ้น...ชายหนุ่มกำมือแน่น...รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่วิ่งพล่านสูบฉีดราวกับโลหิต...ตื่นเต้นและ...

...หวาดกลัว?

คนอย่างเขา...ต้องหวาดกลัวอะไร...

ความหวาดกลัว...ความอ่อนโยน...ความรัก...เขาทิ้งมันไปนานแล้ว...นานพอจะให้หัวใจนี้ตายด้าน...ไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดนอกจากให้บรรลุเป้าหมาย...ว่างเปล่า...จนลืมสิ้นแม้วิธีจะหัวเราะ...ลืมเลือนแม้แต่...รอยยิ้มของตัวเอง

แล้วเขาต้องหวาดกลัวอะไร...เมื่อเขาเข้มแข็ง...พอๆกับที่หัวใจนั้น...ตายด้านสนิท

พยายามควบคุมตัวเองให้สงบ...ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้า...เอนกายพิงผนังกำแพงที่สีหลุดลอก...ก่อนจะหลับตาลง...

เสียงพูดคุยของเด็กหญิงกับใครบางคนดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ...เรื่องที่คุยกัน...เขาไม่คิดจะสนใจ...

มาเฟีย...สังหาร...เป้าหมาย...ค่าตอบแทน...ธุรกิจร่วม...คำเหล่านี้ลอยมาให้ได้ยินเป็นระยะ หากเป็นคนธรรมดา หากได้ยินคำพูดบอกสังหารที่ราวกับไร้น้ำใจจากปากเด็กสาวอายุไม่เท่าไหร่คงต้องตื่นตกใจ...หากแต่สำหรับเขา...มันก็เป็นแค่...เสียงลมที่ผ่านหู...ไร้ความหมาย...ไร้ความสำคัญใดๆ...หากแต่...

“ธุระมีแค่นี้ใช่ไหม ฉันต้องรีบกลับนะ...ยูนิ”

เสียงนุ่มที่ฟังแล้วชวนให้มีน้ำโหมากกว่าไพเราะเสนาะเอ่ยบอกจุดสิ้นสุดของบทสนทนา...เขาได้ยินเสียงเด็กหญิงบริภาษอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะควรกับวัยวุฒิเบาๆ ก่อนที่เสียงฝีเท้าที่เขาจับจังหวะได้ว่าเป็นของฝ่ายชายจะดังสะท้อนให้ได้ยินในความเงียบของสุสานชานชาลา

ชายหนุ่มไม่รอช้า...เด็กหญิงไม่ใช่เป้าหมายของเขา...หากแต่เป็นชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเดียวกับหิมะตกใหม่...ที่กำลังจะเลือนหายไปในเงามืด...

-(x)(X)(x)-

ในเงามืดใต้เรือนพักผู้โดยสารของชานชาลาเก่า...เจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาดหยุดฝีเท้าลง นัยน์ตาสีอเมนทิสต์ทอประกายระริกด้วยอารมณ์ขัน เมื่อรู้สึกถึงความเย็นเยียบของโลหะบางอย่างที่เขาคุ้นเคยดีจ่อระประชิดที่แผ่นหลัง

“เอาของอันตรายแบบนั้นมาเล่น คิดดีแล้วเหรอ” คนโดนปืนจ่อแย้มรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี ราวกับไม่ยี่หระต่อกระบอกปืนอันเป็นดังมัจจุราชที่พร้อมจะลงเคียวปลิดชีพเขาได้

“แก...” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทเอ่ยเสียงเข้ม นัยน์ตาคมสีรัตติกาลที่จับจ้องร่างสูงตรงหน้าทอประกายกร้าว...ไร้ปราณี และ...อันตราย...

“แก...มีกลิ่นของแวมไพร์”

เบียคุรันหัวเราะ “ถ้าเดาไม่ผิด...เธอคงจะเป็นนักล่าล่ะสิ”

“ฉันเป็นคนตั้งคำถาม”

“แอบฟังพวกฉันคุยกันอยู่ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนี่”

“ถ้ายังไม่เงียบ ฉันยิงแกทิ้งแน่”

เจ้าของเรือนผมสีขาวหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะดังก้องในเรือนพักร้างราวกับเหล่าวิญญาณพากันช่วยกู่ก้อง และ...ทันใดนั้น! ฝูงค้างคาวที่ควรจะหลับใหลในยามใกล้จะเช้าก็พวยพุ่งออกมาจากหน้าต่างรถจักรไอน้ำเก่าที่จอดนิ่ง

กี๊~~~~~!!!

พร่างพรูเข้าใส่มนุษย์ผู้บุกรุกอาณาเขตแห่งความเงียบของพวกมัน

เสี้ยววินาที...หากแต่ผู้เป็นนักล่ากลับรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ...ปากกระบอกปืนเคลื่อนจากแผ่นหลังของเจ้าของเรือนผมสีขาว กลิ่นอายแวมไพร์ที่ชัดเจนเข้มข้นกว่าแผ่ออกมาจากหลังคารถจักรด้านหลัง ชายหนุ่มหันหลังกลับไป...ไวแค่พอจะสบเห็น...นัยน์ตาสีแดงก่ำแปลกประหลาดเบื้องหลังม่านปีกค้างคาวจำนวนมหาศาลที่สยายปีกมืดครึ้มจนดูราวกับเป็นความมืดที่มืดดำยิ่งกว่าความมืดเดิมในชานชาลานั้น

“ชิ!” อย่างรวดเร็ว ปืนในมือถูกสับเปลี่ยนกับทอนฟาคู่ ท่อนโลหะหนักอึ้งรุกไล่ฝูงค้างคาวที่โฉบเข้าใส่เพื่อเร่งไล่ตามสายหมอกปีศาจที่ลอยลับออกไปต่อหน้า บุรุษอีกคนหายตัวไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะใส่ใจ...กลิ่นอายแวมไพร์ที่รุนแรงจนชวนให้เลือดในกายเดือดพล่านนี้...เขาจำได้ดีไม่มีวันลืม...

มัน...ผู้ที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา...

มัน...ผู้สมควรชดใช้ด้วยความตายตลอดกาล

ที่อยู่ตรงหน้า...คือสุสานรถไฟ...รถไฟเก่าที่ไม่สามารถใช้การได้อีก...ถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่ บรรยากาศที่ดูเศร้าสร้อยชวนให้ผู้มาเยือนสบพบภาพอันแสนเศร้าต้องรำลึกถึงความหลัง หากแต่...นักล่าที่ไม่หลงเหลือหัวใจ...ไม่แม้เพียงอยากจะเมียงมองรำลึกถึงมัน...ในเมื่อใต้โดมหลังคาที่ผุพัง...คือเงามืดที่ปีศาจหนึ่งกำลังเร้นกาย...

ปีศาจกระหายเลือดที่เขาไล่ตามมาตลอดชีวิต

นัยน์ตาคมสอดส่ายไปรอบๆ...มองหาแต่เพียงเป้าหมายที่ทำให้ชีวิตของเขานั้นว่างเปล่า เพียงแต่ไม่ต้องตามหานาน...เสียงที่คุ้นเคยจนน่าประหลาดก็ดังมาจากซากหลังคารถไฟบุโรทั่งคันหนึ่ง

“มองหาใครอยู่เหรอครับ”

ชายหนุ่มค่อยๆหันหลังกลับไป...ทอนฟาคู่มือถูกสลับเปลี่ยนเป็นปืนบรรจุกระสุนเงิน หากแต่ก่อนที่ปากกระบอกจะได้ทันจ่อเป้าหมายดี...รูปลักษณ์ที่สายหมอกตรงหน้ารวมตัวให้ปรากฏ...กลับทำให้นัยน์ตาสีนิลต้องเบิกกว้าง

“นาย...” เสียงที่จะเอ่ยพูดพลันเงียบหาย...ลำคอพลันแห้งผาก...น้ำลายพลันหนืดเหนียวจนยากจะกลืนลงคอ...

“คึหึหึ...ผมดู...คล้ายกับใครบางคนรึไงครับ” ร่างที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนหลังคารถเอ่ยถาม พลางเหยียดรอยยิ้ม นัยน์ตาสองสีทอประกายราวกับมีเลศและรู้ทัน

“ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะครับ...ฮิบาริ เคียวยะ”

-(x)(X)(x)-

ในปราสาทหินแกรนิตหลังงาม...ยังมีห้องหนึ่งที่ไร้ซึ่งบานหน้าต่าง...

มันควรจะเหม็นอับ...ไร้ชีวิตชีวา...และซึมเซา...

หากแต่เสียงหัวเราะใสกลับดังก้องให้ยินแว่ว...ในห้องอันควรจะไร้ชีวิตชีวานั้น...

“คึหึหึ...เคียวยะคุงนี่หน้าตาไม่เป็นมิตรเอาซะเลยนะครับ” เสียงหัวเราะเป็นของเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินแปลกตา “หน้าตาก็น่ารักดีออกแท้ๆ” เขาพูด...กับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆที่ยืนทำหน้าปั่นปึ่งบูดบึ้งอยู่ในห้อง...

“เรื่องของฉันน่ะ ผู้ใหญ่น่ะยุ่งแต่เรื่องของผู้ใหญ่ก็พอแล้ว” เด็กชายย่นคิ้ว นัยน์ตาคมดุถลึงมองคนตรงหน้าราวกับจะขู่ให้กลัว

“หึหึหึ...ก็ถ้าให้ผู้ใหญ่ยุ่งแต่เรื่องของผู้ใหญ่ แล้วเด็กอย่างเคียวยะคุงมาอยู่กับผมทำไมละครับ” เรียวปากสวยเหยียดรอยยิ้มรู้ทัน จนร่างเล็กถึงกับสะอึก

ใบหน้าอ่อนเดียงสาแดงจัดด้วยความโกรธและอาย “งั้นก็ออกไปสิ นายก็เหมือนกับคนอื่นๆนั่นแหละ!” เด็กชายตะโกนไล่ แต่กลับเป็นฝ่ายจะเดินออกจากห้องไปเสียเอง

อุตส่าห์คิดว่านายไม่เหมือนคนอื่น...ไม่เหมือนคุณพ่อกับคุณแม่...อุตส่าห์คิดว่ามีคน...ที่มองเห็นเขาอยู่ในสายตา...มองเห็นเขาเป็นอย่างอื่นมากกว่าผู้สืบทอด...แต่ไม่ว่าใครๆก็เหมือนกัน...ไม่ว่าใครๆก็...

“ไล่ผมแล้วจะให้ผมไปอยู่ที่ไหนละครับ”

แขนเรียวดึงร่างเล็กเข้ามาสวมกอด...

“ผมไม่มีบ้าน...ที่ที่จะให้ผมกลับก็มีแค่ที่ที่คุณอยู่เท่านั้นนะ”

ริมฝีปากบางสัมผัสจุมพิตหน้าผากมนแผ่วเบา แต่ก็เรียกให้สีเลือดฝาดแต่งแต้มใบหน้าของเด็กชายจนแดงก่ำไปถึงหู ร่างเล็กปูดแก้ม ก่อนจะเชิดหลังขึ้นตรงอย่างที่คิดว่าสง่าผ่าเผยที่สุด มือเล็กกอบกุมมือเรียวของคนโตกว่าเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยสั่ง

“ถ้าอย่างนั้นก็ห้ามไปเด็ดขาด นายจะต้องอยู่จนกว่าฉันจะสั่งให้ไป เข้าใจไหม”

นัยน์ตาสีแซฟไฟร์เหลือบมองใบหน้าจริงจังของเด็กชายตัวน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะ “เยส มายลอร์ด” ประทับจุมพิตลงบนมือเล็กที่กุมมือของเขาไว้แน่นนั้น...

“ผมจะไม่ไปจากคุณ...จนกว่าความตายจะพรากผมไป”

-(x)(X)(x)-

ปัง!

ไกปืนถูกเหนี่ยว...กระสุนเงินนัดแรกถูกยิงออกไป ตัวกระสุนเฉียดใบหน้าที่คุ้นเคยดีไปเพียงหนึ่งเส้นขน

ไม่ได้พลาด...แต่จงใจขู่....

“นัดต่อไป...ไม่พลาดแน่” นัยน์ตาสีรัตติกาลแข็งกร้าวจ้องร่างตรงหน้าเขม็ง “ตอบคำถามของฉันมา...ทำไม...แกถึงมีใบหน้านั่น”

ใบหน้าเดียวกันกับคนที่เขารักที่สุด...คน...ที่ผิดสัญญา...


“ฉันไม่ได้สั่ง...แล้วทำไมถึงตาย...ทำไมไม่อยู่รอ...”


...คนสำคัญเพียงคนเดียวคนนั้น...


“ดุจังเลยนะครับ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินหัวเราะคิก นัยน์ตาสองสีพิศมองร่างของชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า “เมื่อก่อนก็น่ารักดีออกแท้ๆ”

ปัง! กระสุนนัดที่สองถูกยิงออกไป...หากแต่แวมไพร์ตาสองสีหาได้นั่งนิ่ง...ร่างงามแวบหายไปจากบนหลังคารถไฟที่ผุพังราวสายหมอกที่ไม่อาจจับต้อง

อยู่ที่ไหน...นัยน์ตาคมราวกับเหยี่ยวสอดส่ายหาร่างของปีศาจกระหายเลือดที่สมควรถูกฆ่า หากแต่พื้นที่รอบกายนั้นกลับว่างเปล่า...มีเพียงอากาศธาตุ...

มองไม่เห็น...ไม่ได้ยินเสียง...

หายไป...

...อยู่ที่ไหน...

สายลมเย็นโชยมาพัดพากลิ่นหอมหวานที่คุ้นเคยดีว่าเป็นกลิ่นกุหลาบ...มือเรียวเย็นดังน้ำแข็งลูบไล้สัมผัสพวงแก้มของชายหนุ่มจากเบื้องหลัง พลางเสียงนุ่มก็กระซิบที่ข้างหู...

“ผมอยู่ที่นี่ต่างหาก”

ไวกว่าความคิด ฮิบาริคว้าข้อมือบาง จับร่างงามเหวี่ยงลงอย่างไม่ปราณี เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินถูกเหวี่ยงล้มลงบนเศษเหล็กที่คาดว่าคงจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของรถไฟเมื่อนานมาแล้ว...ชิ้นส่วน...ที่เคยมีความสำคัญ

คิ้วเรียวเลิกขึ้นราวกับไม่ยี่หระ หากแต่เยาะเย้ย...เมื่อปากกระบอกปืนถูกจ่อมาที่ตรงหน้า

“ตอบคำถามของฉันมา”

“คึหึหึ...แล้วคุณคิดว่ายังไงละครับ...ทำไมกัน...ผมถึงมีใบหน้าของคนที่สำคัญที่สุดของคุณ”

แกร๊ก

นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าวกระด้าง...ไม่ให้อภัย...ปากกระบอกปืนเลื่อนมาจ่อตรงริมฝีปากของแวมไพร์

“อย่ามาเล่นลิ้น ไม่งั้นแกได้กินกระสุนแน่”

“คึหึหึ...หึหึหึ...” ร่างงามหัวเราะ “นั่นเป็นคำสั่งให้ผมไปตายเหรอครับ...เคียวยะคุง”


คำเรียกที่บาดหู...


วินาทีเดียวที่ฮิบาริชะงัก ริมฝีปากสีสดก็เผยออ้า...อมเอาปากกระบอกปืนแสนอันตรายนั้นเข้าไป...ลิ้นเปียกตวัดเลียลำปืนโลหะยาว...ราวกับมันเป็นอะไรบางอย่างที่น่าพิสมัยและกระตุ้นอารมณ์ราคะ

ภาพตรงหน้าแทบทำให้ชายหนุ่มลืมหายใจ ภาพของคนที่มีใบหน้าเดียวกันทับซ้อนขึ้นมาในความทรงจำ ก่อนหน้านี้...ตอนที่ยังเป็นเด็กไม่เคยแม้แต่จะคิด...แต่ภาพตรงหน้า...กลับทำให้เขารู้สึกร้อนและชาวูบขึ้นมาอย่างน่าประหลาดจน...สะกดเขาเอาไว้...ราวกับถูกมนตร์สะกดให้แน่นิ่ง...ได้เพียงแต่จ้องมอง...

เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินยิ้ม “เคียวยะไม่อยากจะยิงผมแล้วเหรอครับ” มือขาวซีดจับปากกระบอกที่เปียกชุ่มด้วยน้ำลายของตนลากไปตามวางที่ต้นคอระหง “ยิงตรงนี้” เสียงนั้นเอ่ยกลั้วหัวเราะ พลางนิ้วเรียวก็สะกิดคอเสื้อให้เปิดออก ก่อนจะจับอาวุธนั้นนาบวางที่อกซ้าย...เหนือตุ้มเนื้อสีหวาน...ที่ที่หัวใจที่ไม่เต้นดำรงอยู่

“หรือว่าตรงนี้ดีละครับ”

นัยน์ตาสองสีใต้แพขนตายาวช้อนขึ้นเหลือบมองคนตรงหน้าอย่างท้าทาย

“ผมจะได้ตายสนิทอย่างที่คุณต้องการ แต่...ไม่นึกไม่ฝันเลยนะครับว่าจะมีวันที่เด็กขี้เหงาอย่างคุณ...ไม่ต้องการผมอีกต่อไป”

คำพูดและสายตาท้าทายของอีกฝ่าย ราวกับจะทำให้ฮิบาริได้สติ  มือแกร่งกระชากปืนออกจากในครอบครองของปีศาจร้ายที่พยายามจะทำให้เขาไขว้เขว  ข้อมูลตัวหนังสือมากมายที่เคยอ่านจากห้องสมุดของนักล่าไหลบ่าเข้ามาในหัวรวดเร็วราวน้ำป่าหลาก

“แกอย่าพูดเหมือนกับรู้จักฉัน!”

เจ้าปีศาจที่หลอกลวง

‘แวมไพร์...สามารถขโมยรูปลักษณ์ของบุคคลที่ต้องการจะปลอมแปลงได้ สวมหนังและร่าง...และเปลี่ยนถ่าย...ราวกับเสื้อผ้า...’

กริ๊ก...

เสียงขึ้นนกดังขึ้นทำลายความเงียบที่เข้าครอบงำอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เสียงปืนในมือของเขา นัยน์ตาคมสีรัตติกาลตวัดมองคนที่สามารถเข้ามาประชิดด้านหลังของเขาโดยไม่รู้ตัวได้ด้วยหางตา

“พอแค่นั้นจะดีกว่านะ...ฮิบาริคุง”

สิ่งที่สบกลับมาคือรอยยิ้ม...อ่อนโยน...สว่างใส...ราวกับเทวดา...หากแต่นัยน์ตาสีเดียวกับดอกไวโอเลตกลับบ่งบอกชัดว่า...ไม่มีคำว่าให้อภัย

หากเขาลงมือเหนี่ยวไก...คนข้างหลังก็พร้อมจะเหนี่ยวไกของเขาด้วยเช่นกัน

“ช้านะครับ คุณเบียคุรัน” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินแสร้งทำเป็นตัดพ้อ “คิดจะให้ผมโดนยิงตายไปจริงๆรึไงกัน”

กลัวรึเปล่า...เสียดายหรือเปล่า...ชีวิต...

เจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาดยิ้ม “ฉันเห็นว่าเธอกำลังสนุกตะหาก”

“คึหึหึ...เหลือเกินจริงๆนะครับ” ร่างงามขยับรอยยิ้มตอบ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืน “ทีนี้...จะเอายังไงดีละครับ”


...ไม่เลย...


“ฉันจะขย้ำแกให้ตาย” ฮิบาริขู่คำราม ก่อนจะปัดมือซีดขาวที่ยื่นมาหาเขาออกไปด้วยความรังเกียจ

ร่างงามมองมือของตนที่ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี อะไรบางอย่างที่ไม่สามารถอ่านได้สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสองสีคู่นั้น...ชั่วครู่ก่อนจะจางหายไปในสีสันไม่เข้าคู่อันไร้ก้นบึ้ง “อา...ถ้าอย่างนั้น...”

ลมแรงกรรโชกพัด...ฝูงค้างคาวส่งเสียงหวีดแหลมก่อนจะบินฮือเข้ามาในสุสานรถไฟ บดบังทุกสิ่งทุกอย่างในขอบเขตสายตาจนหมดสิ้น...คงเหลือแต่เพียงน้ำเสียงนุ่มที่ฟังแสนจะคุ้นหู...

“ถ้าแค้นนักก็มาสิครับ...มาหาผม...ที่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้น...และสิ้นสุด”


แค่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อ...เพื่อถามเรื่องบางเรื่องให้แน่ใจเท่านั้น...


สิ้นคำ...ฝูงค้างคาวก็สลายลง...ไม่คงเหลือสิ่งใด...นอกจากสุสานรถไฟของชานชาลาเก่าอันว่างเปล่า...เงียบงัน...ไร้ซึ่งวี่แววของแวมไพร์ที่น่ารังเกียจตนนั้น และบุรุษ...ผู้หันหลังให้กับพระเป็นเจ้า...

เมฆดำทำท่าจะตั้งเค้า...วันนี้ทั้งวันคงจะไม่เห็นสุริยา...

-(x)(X)(x)-

ไม่มีดอกไม้มาให้...และไม่มีแม้แต่คำหวาน...มีเพียงความเงียบกับความคิดมากมายที่วนเวียนไม่รู้จบ เมื่อยามจ้องมองแผ่นป้ายหินที่สลักนามของผู้จากไปนั้น...

ใครกัน...ที่ว่าเมฆาบนฟากฟ้านั้นเป็นอิสระ...ในเมื่อมันยังถูกผูกมัดเอาไว้กับโลก...


“นายเท่านั้นที่ห้ามไปจากฉัน...เพราะฉันไม่อาจลืมนายได้...” เด็กน้อยเอ่ยสั่งชี้ชัดคำสัญญา


ใครเลยจะรู้ว่า...เพราะปรารถนาอิสระ...เมฆาจึงได้ลอยละล่อง...เฝ้ามองหาที่ใดสักแห่งบนแผ่นฟ้า...ที่มันจะลอยได้สูงกว่าที่อ้อมแขนแห่งโลกาจะเอื้อมถึง...เพราะการที่ถูกโลกใบนี้ผูกมัดเอาไว้...มันเจ็บปวดที่สุด


“...เพราะนายคือโลกของฉัน” เพราะรู้ว่า นอกจากคนคนนี้แล้ว...เขาไม่มีใคร


โลก...ที่บัดนี้ช่างว่างเปล่าเหลือเกิน...

โลงศพที่ขุดขึ้นมาจากใต้แผ่นหินสุสาน...ไม่มีซึ่งร่างอันไร้วิญญาณหรือแม้แต่กระดูกและธุลีฝุ่นของผู้เป็นที่รัก...คงมีเพียงแต่กุหลาบสีดำ...ที่บานสะพรั่งอยู่เต็มโลง...ราวกับจะเย้ยหยัน...ในสิ่งที่ไม่มีวันลืม...


ของสำคัญที่ถูกช่วงชิงไป


ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะสิ้นสุด...แทนที่ความว่างเปล่า...


ของของฉัน...


...ด้วยความว่างเปล่า...

-(x)(X)(x)-

“อา...ฝนตก...อีกแล้วล่ะครับ” นัยน์ตาสองสีหรี่ปรือฉ่ำเยิ้ม บานกระจกใสที่เย็นจัดเพราะน้ำฝนไม่สะท้อนภาพของร่างงาม...หากแต่พร่ามัวด้วยลมหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ ปลายนิ้วเรียวยาวที่แตะสัมผัสบานกระจกสั่นระริก...มากพอๆกับที่เรียวปากบางเผยออ้าหอบหายใจที่ราวกับจะกระตุกขาดได้ทุกเมื่อ

“มุคุโร่คุง...คิดว่าฮิบาริคุงจะมาไหม” เสียงเจือหัวเราะเอ่ยถาม หนึ่งมือแกร่งวางทาบลงบนมือเรียวสวยที่ประทับบนแผ่นกระจก ขณะที่อีกหนึ่งรั้งสะโพกมนเอาไว้มิให้ขยับหนี

ส่วนอ่อนไหวที่แข็งขืนไล้วนบริเวณปากช่องทางอ่อนนุ่ม ถูไปมาซ้ำๆแต่ไม่ล่วงล้ำราวกับจะแกล้งให้ทรมานเล่น

“อ......อ๊ะ...” มือเรียวที่สัมผัสกระจกสั่นระริก...หากแต่ไม่กล้าที่จะออกแรงมากไปกว่านี้ด้วยกลัวกระจกบางจะปริร้าว...ลมหายใจหอบถี่กระชั้น...จนน้ำเสียงที่เอ่ยตอบฟังขาดห้วง “ม...มาสิครับ...เขาต้องมาแน่”

“หือม์ อะไรทำให้เธอมั่นใจขนาดนั้นกัน” มือแกร่งลูบไล้สะโพกสวย ต่อเมื่อสะโพกนั้นพยายามจะขยับดันให้อีกฝ่ายรุกล้ำเข้าไปในร่างให้พ้นจากความต้องการแสนทรมาน มือนั้นจึงจับ...บังคับให้หยุดนิ่งลงอีกครั้ง ก่อนจะใช้ส่วนอ่อนไหวไล้ที่ปากทางเข้าสีชมพูนั้นอย่างเนิบช้า

เสียงครางท้วงหลุดลอยจากริมฝีปากสีแดงสดบ่งบอกถึงความทรมานจากความต้องการที่มากล้ำ  หากแต่นัยน์ตาคู่สวยกลับเป็นประกายระริกราวกับกำลังสนุก “หึหึ ต้องมาสิครับ เพราะว่าผม...เป็น ‘ของของเขา’ นี่นา...อา...ไม่สิ...จริงๆแล้ว...”

เล็บคมสีดำครูดไปตามกระจกบางใสเกิดเสียงกรีดแสยงหู

“จริงๆแล้ว...เขาต่างหาก...ที่เป็น ‘ของของผม” สิ้นคำเสียงร้องแหลมก็ดังสะท้อนก้อง อีกฝ่ายรุกล้ำเข้ามาในร่างโดยไม่ให้สัญญาณก่อน แก่นกายร้อนที่แทรกเข้ามาในร่างที่เย็นเยียบของเขา...ราวกับเปลวเพลิงที่จะแผดผลาญธารหิมะให้ละลายได้ 

“พูดแบบนี้...ไม่คิดว่าฉันจะหึงเหรอ”


หิมะนิรันดรตรงหน้า...มีหรือจะอยากยกให้ผู้อื่นครอบครอง


“คึหึหึ...แล้วไม่คิดบ้างหรือครับว่าบางที...ผมอาจจะจงใจทำให้คุณหึง...”

มือแกร่งเลื่อนไล้จากสะโพกมน...เปะป่ายไปทั่ว...ก่อนจะเลื่อนขึ้นสูง...สัมผัสกลีบปากนุ่มรสชาติเหมือนกับไวน์ที่เขาไม่เคยดื่มอิ่ม ก่อนนิ้วยาวเรียวจะสอดผ่านกลีบปากนั้น...สัมผัสเขี้ยวคมที่แสนอันตราย

“ฉันไม่ชอบใจที่จะเห็นเธอไปกัดคนอื่น รู้ไหม”

นิ้วเรียวกดเข้ากับเขี้ยวนั้น...กดให้ผิวปริแตก...และโลหิตซึมไหล... มือบางผละจากกระจกที่อีกฝั่งฟาก...หยาดวรุณสัมผัสเกาะและไหลกลิ้งลงมาไม่หยุด...กุมมือใหญ่เอาไว้ ก่อนจะดูดเอาโลหิตจากบาดแผลเล็กๆนั้น ก่อนจะเลียปิดแผลเบาๆ

“หึหึหึ ผมยังไม่เคยกัดเขาเลยนะครับ” เสียงหัวเราะกระตุกขาดห้วง เมื่ออีกฝ่ายโถมกายเข้าหาอย่างรุนแรงผิดกับอารมณ์ที่แสดงบนใบหน้า “อะ...อ๊า!”

ริมฝีปากของร่างสูงจรดประทับบนเนินไหล่เนียน เบียคุรันกระซิบ “งั้นให้ฉันกัดเธอบ้างดีไหม” ก่อนจะขบกัดผิวกายสีอ่อนจางจนปริแตก...ดื่มเอาโลหิตสีขุ่นที่ต้องสาปเข้าไปราวกับเลือดนั้นเป็นไวน์รสเลิศที่แสนหวาน


คำสาปที่ไม่อาจถอดถอน


“ฮ้า...อึก...” กลิ่นเลือดปนเปกับอารมณ์ราคะ...ความร้อนรุ่มที่ถาโถมทำเอามุคุโร่แทบคุมสติไม่อยู่ ขาขาวสั่นระริก...เสียงครางกระเส่าสลับกับเสียงลมหายใจถี่...เนิ่นนาน...กว่าร่างงามจะเอ่ยอะไรได้

“รู้ไหมครับ...คุณเป็นมนุษย์คนเดียวที่ทำให้ผมจนมุมได้” คนที่ทำให้ร่างของเขาต้องสั่นเทิ้ม

“แล้วบนโลกใบนี้จะไม่มี ‘มนุษย์’ คนนั้นเมื่อไหร่กันละ หือม์” เสียงเอ่ยเน้นถามอย่างมีเลศ

“คึหึหึ...ก็...จนกว่าผมจะเลิกเสียดายความสามารถในการยืนเป็นเทวดาแสนเจิดจ้ากลางเปลวแดดของคุณละมั้งครับ”

โลกที่มีเพียงราตรียาวชั่วกัลป์...ไม่ได้สวยงาม...เช่นความฝัน...

เพราะนิรันดรกาลที่โดดเดี่ยว...คือความฝัน...ที่ไม่มีวันตื่นจากได้..


...จนกว่าความตายที่ทั้งหวาดกลัวและโหยหา...จะพรากไป


เบียคุรันเหยียดรอยยิ้ม...ยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงนัยน์ตาสีอเมนทิสต์คมปลาบ...

“อือ......อะ...ฮั่ก......อา......อา....อ๊า!”

นภาส่งเสียงคำรามก้องเมื่ออัสนีบาตแบ่งแยกแผ่นฟากฟ้า

“โลกนี้...ไม่มีเทวดาหรอกนะ”

เพราะรู้ว่าไม่มีเทวดา...จึงได้หลงใหลปีศาจตรงหน้า...และปรารถนามากยิ่ง...กว่าสิ่งใด...

-(x)(X)(x)-

ไม่เคยคิด...ว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่...ไม่เคยปรารถนา...จะได้เห็นปราสาทแห่งนี้...อีกเป็นหนที่สอง เขารักที่แห่งนี้...พอๆกับที่เขาเกลียดมัน

ที่...ที่จะให้กลับ...


“ไล่ผมแล้วจะให้ผมไปอยู่ที่ไหนละครับ”


ชีวิตคนดังมายา...ความทรงจำคือภาพลวงตาที่ไม่อาจคว้า...หากแต่รอเวลาสลายไป...


“ผมไม่มีบ้าน...ที่ที่จะให้ผมกลับก็มีแค่ที่ที่คุณอยู่เท่านั้นนะ”


กุหลาบดำเบ่งบานในสวนสวย กลีบละมุนและใบสะบัดไหวเมื่อลมฝนสาดซัด...ดอกเล็กดอกใหญ่ละลานตา...สายลมกระซิบพร่ำบอกถึงความปรารถนาในความหมายของบุปผาในเวลาที่ไม่อาจได้กลับไป

รักนิรันดร...

นิรันดรกาลคือสายหมอกที่ไม่อาจจับต้อง คำว่านิรันดรในคำเอ่ยของมนุษย์ไม่เคยจริงแท้...เหมือนกับสัญญา...ที่ใครบางคนไม่อาจที่จะรักษา...จนหัวใจของเด็กคนหนึ่งที่มีเพียงสัญญาผูกพันกับคนสำคัญเพียงผู้เดียวนั้นหงอยเหงาจนตายด้าน...แต่กระนั้น...แม้กาลเวลาจะผันผ่านไป...เด็กชายกลายเป็นชายหนุ่ม...ภาพความทรงจำที่ราวกับมายาฝันนั้น...กลับไม่เคยซีดจาง


จำได้ว่าพบหน้าครั้งแรก...ที่นี่


สวนที่เคยวิ่งเล่น...ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม...กระทั่งประตูที่สีสันหลุดลอกไปตามกาลเวลาก็ยังคงอยู่ที่เก่า

แอ๊ด...

บานประตูเก่าส่งเสียงลั่นเอียดอาด เมื่อยามผลักเปิดเข้าไป...เชิงเทียนทอแสงนวลสว่างไสวจากที่ที่มันเคยตั้ง ชุดเกราะนักรบโบราณยังคงยืนนิ่งราวกับไม่เคยอ่อนล้า และ...แม้ภาพบนผนังจะซีดสีลงไปบ้าง แต่มันก็ยังคง...อยู่ที่เดิม

แม้แต่รอยเลือดในตอนนั้นก็ยังไม่ถูกชะล้าง...

แม้จะซีดจางแต่เขากลับยังจำได้ดีถึงห้วงเวลานั้น...


สีแดง สีแดง สีแดง


สีสันอันแดงฉานของโลหิตที่แปดเปื้อนร่างของพ่อแม่และคนที่เขารัก...รวมถึงอีกหนึ่งสาวใช้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อปีศาจร้ายในครานั้น

ที่ที่ความรักเริ่มต้นและสิ้นสุด...ที่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพรากไป...โลกของเขา...ไม่เคยเหมือนเดิมอีก

เปียโนหลังเดิมถูกฝุ่นเกาะจนแทบมองไม่เห็นสภาพเก่า มือที่เคยนุ่มนิ่มบัดนี้กลับหยาบกระด้างด้วยการฝึกซ้อมหาความเข้มแข็ง...

เพียงเพื่อเมื่อเข้มแข็งแล้ว...อาจสามารถลืมอะไรบางอย่างได้

แต่เขาไม่เคยลืม...ไม่อาจลืม...

มือแกร่งจับลูกบิดประตูห้องที่เขาจำได้ว่าเคยมาเยือนบ่อยแค่ไหน...ลูกบิดประตูที่เมื่อก่อนต้องเขย่งเอื้อมเพื่อที่จะเปิดมัน บัดนี้กลับอยู่ต่ำกว่าที่เคยคิด ลูกบิดประตูถูกบิดหมุนไป...และประตูที่นำไปสู่จุดหมายสุดท้ายก็เปิดออก...อย่างช้าๆ...

ช้าเสียจนหัวใจที่คิดว่าตายไปแล้วนั้นปวดแปลบ...

“มาแล้วเหรอครับ เคียวยะคุง”

ที่หลังบานประตู...คือรอยยิ้มบนริมฝีปากคู่เดิม...ที่เขาคุ้นเคย...


แต่มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


เส้นไหมสีน้ำเงินยาวสลวยแผ่กระจายเต็มเตียงนอนกว้าง ผ้าซาตินสีดำสนิทยับยู่ยี่และเปื้อนเปรอะ...เสียงนภาคำรามครืนราวกับจะตอกย้ำถึงเหล่าคนบาปดังกึกก้อง เรือนกายขาวหมดจดบิดเร่าด้วยภิรมย์ตัณหา

สังหารแวมไพร์มากี่ตนแล้ว...ใช่ว่าเขาไม่รู้...เหล่าปีศาจกระหายเลือดที่น่ารังเกียจที่หลงใหลเคลิบเคลิ้มในกามราคะ...ใช่ว่าไม่เคยบุกสังหารยามร่างงดงามที่ร้ายเล่ห์เหล่านั้นกำลังเริงรัก เขาฆ่าได้อย่างไม่รู้สึกอะไร หากแต่...

เหมือนเกินไป...ใบหน้านั้น...เหมือนกับคนคนนั้น...เหมือนจนน่ารังเกียจ ไม่สิ...

มันคือใบหน้าและร่างกายของคนคนนั้น...ที่กำลังถูกเอาไปกระทำย่ำยี

มือแกร่งยกปืนขึ้นเล็งยิงอย่างไม่รอช้า...ไม่มีความลังเลอีกต่อไป หากแต่...

นัยน์ตาสีนิลเบิกกว้าง จู่ๆร่างกายของเขาก็หยุดกึกโดยไม่ฟังคำสั่ง...นิ้วยาวค้างคาไม่อาจลั่นไก และสองขาก็แน่นิ่งยากจะขยับ...


กับดัก


ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?

“อะ...อา.....อือ.....อะ....อ๊า...!!!”

ความปรารถนาถูกเติมเต็ม...เสียงครางแว่วหวานที่หวานเกินไปจนชวนให้เป็นบาปดังสะท้อนในห้องที่ไร้บานหน้าต่าง...ก่อนที่คำตอบที่ชวนให้เลือดในกายเย็นเยียบจะส่งผ่าน

“อา...เคียวยะ...จำไม่ได้เหรอครับ” ร่างงามดันตัวลุกขึ้น ก่อนจะเอนกายซบพิงแผ่นอกของผู้มีนามแห่งกล้วยไม้ขาว นิ้วยาวขาวซีดปาดเอาของเหลวขุ่นข้นที่เปื้อนเปรอะหน้าท้องแบนราบของร่างสูงขึ้นมาลิมรส ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังเพ้อฝัน

“ว่าคุณก็เคยดื่มเลือดของผม”

-(x)(X)(x)-

“อย่าเพิ่งเดินเข้ามานะครับ เดี๋ยวเศษแจกันจะบาดได้”

แจกันใบสวยร่วงหล่น...เศษกระเบื้องลายครามกระจัดกระจายไปทั่วห้อง

“ขอโทษนะครับ เคียวยะคุงอุตส่าห์เอามาให้แท้ๆ” มือเรียวหยิบเก็บเศษแจกันมารวมกันเอาไว้ ที่ใกล้ๆกัน...ดอกไม้สีสดไร้ที่พักพิงนอนรอแน่นิ่ง

“…” เด็กชายมองภาพตรงหน้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะเข้าไปคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้ “แจกันกับมือนายมันแทนกันได้หรือไง ทำไมไม่เรียกคนใช้มาเก็บ”

“…”

“ไม่ได้เรื่องเลย เป็นพืชไร่ที่อ่อนแอจริงๆ” มือเล็กดึงมือที่โดนเศษแจกันบาดเข้ามาใกล้ ก่อนจะเลียทำความสะอาดแผลให้

“กลืนลงไปไม่ดีนะครับ เลือดน่ะ สกปรกออก” คนอายุมากกว่าเอ่ยเตือน หากแต่เด็กชายกลับกลืนมันลงไปแทนที่จะบ้วนทิ้ง นัยน์ตาสีรัตติกาลคมกริบผิดวัยจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ราวกับจะเตือนว่าไม่ได้รังเกียจและอย่าขัดใจ

“คึหึหึ ดื้อจริงๆเลยนะครับ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินมองเด็กชายแล้วก็หัวเราะ
 
“แต่เลือดผมไม่ใช่น้ำสับปะรดนะครับ เคียวยะคุง”

-(x)(X)(x)-