[KHR FIC] [10069] Opheliac II: Oblivion Is Bliss
posted on 22 Jun 2008 11:12 by hiyuura in Fanfiction++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Opheliac
Pairing: 10069
Rating: R (for this chapter)
Warning: BL, brainwash, yaoi
Previous Chapters: | Prologue | Chapter 1 |
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
When everything and everyone
Becomes my enemy and when
There's nothing more you can do
—Opheliac—
Chapter II: Oblivion Is Bliss
“ท่านเบียคุรัน...มีสายด่วนฉุกเฉินติดต่อมาจากฐานของเราที่ญี่ปุ่นครับ”
บอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่หยุดมือจากเกมต่อก้อนขนมสีขาวให้เป็นตัวอักษร นัยน์ตาคมเหลือบมองชายชราผมสีดอกเลาที่เข้ามาทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ส่งสารประจำของเขาอย่างที่สมควรจะเป็น
“จากโชจังเหรอ? ติดต่อมาตอนนี้...” นิ้วยาวบีบก้อนมาร์ชเมลโล่นุ่มนิ่มเบาๆ “คงจะไม่ใช่เรื่องดีซะแล้วแฮะ” ชายหนุ่มแสร้งถอนหายใจเบาๆ เอนศรีษะลงพิงโซฟาหนังตัวโปรด ก่อนจะเอ่ยสั่ง
“ต่อสายเข้ามาได้เลย...เลโอคุง”
ชายชราวัยหกสิบกว่าผู้นี้คือ เลโอนาร์โด ลิปปี ตัวจริงที่อิริเอะ โชอิจิได้แนะนำให้มาทำงานกับเขา ถึงจะชราภาพแล้ว แต่ก็นับว่าทำงานได้ฉับไวและมีประสิทธิภาพไม่แพ้คนหนุ่มจนน่าทึ่ง หากแต่เบียคุรันไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรมากนัก เพราะหากไม่ใช่เพราะช่องทางข่าวสารถูกรบกวนจนทำให้การมาถึงของชายชราผิดพลาดล่าช้า เขาคงไม่มีโอกาสที่จะได้ตัวสายหมอกมายาแห่งวองโกเล่มาเชยชม...
ตุ๊กตาแสนงามที่ฟังแต่เพียงคำสั่งของเขา...บัดนี้คงกำลังหลับใหลในห้วงนิทราที่ลึกล้ำยิ่งกว่าความตาย...เพียงเพราะ...ตุ๊กตานั้น...
ไม่อาจร้องขอความตายได้
ตุ๊กตาของฉัน...
ลิ้นเปียกสอดผ่านคู่กลีบปากสีสด ละเลียดเลียเอารสชาติหวานที่โปรดปรานของก้อนขนมในมือราวกับก้อนขนมนั้นเป็นผิวกายของร่างงามที่น่าพิสมัย ก่อนจะบรรจงกัดผิวนุ่มนิ่มนั้นเบาๆ... ฉับพลัน หน้าจอที่ว่างเปล่าก็ปรากฏภาพของหญิงสาวผิวสีคล้ำเข้มแทนที่จะเป็นชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้มกับแว่นกรอบหนาอย่างที่เคย
“เชลเบคโลเองเหรอ” หากแต่ชายหนุ่มกลับยังคงรอยยิ้มบนใบหน้า ทำราวกับทองไม่รู้ร้อน “สถานการณ์ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”
ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว...
“...ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ ท่านเบียคุรัน...ฐานเมโลเนของเราถูกวองโกเล่โจมตี...เสียหายไปมากกว่าครึ่ง ขณะนี้กำลังทำการอพยพกำลังส่วนที่เหลือออกมาตั้งหลักใหม่”
“งั้นเหรอ ใช้กำลังคนแค่นิดเดียวก็ยึดฐานของเราได้แล้ว วองโกเล่นี่น่าทึ่งจริงๆ”
“...หากเกลือไม่เป็นหนอน ผลลัพธ์คงไม่ออกมาเป็นเช่นนี้เป็นแน่ค่ะ”
เบียคุรันเลิกคิ้วน้อยๆ หากแต่มือใหญ่ยังคงควานหยิบเอาก้อนขนมหวานในถุงออกมากินและเรียงเล่นราวกับไม่ทุกข์ร้อน
“แล้วโชจังว่ายังไงบ้างล่ะ”
หญิงสาวเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “ท่านอิริเอะได้รับบาดเจ็บ-”
ซ่า~~~!!!
ภาพบนหน้าจอสั่นพร่าก่อนจะแตกซ่ารับสัญญาณอะไรไม่ได้ หากแต่ก็เพียงชั่วครู่ก่อนที่ภาพบนจอจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง...
“คุณเบียคุรัน...”
เป็นภาพของอิริเอะ โชอิจิ หากแต่ใบหน้าของชายหนุ่มสวมแว่นตากลับดูอิดโรยกว่าทุกที
“ว่าไง โชจัง ได้ข่าวว่าสถานการณ์ทางนั้นไม่ค่อยเข้าท่า?”
ใบหน้าของบอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่ยังคงแย้มยิ้ม หากแต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้มที่อีกฟากของคู่สายกัดฟันแน่น
“...พวกแบล๊คสเปลบางส่วนทรยศไปเข้ากับวองโกเล่ หน่วยอาเฟลันดราที่ 3 เป็นแกนนำ...ผมประมาทเกินไปจริงๆ...”
“ประมาท...?” ก้อนขนมที่ถูกเรียงบัดนี้ปรากฏเป็นอักษร ‘ทรยศ’ เด่นชัด เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์เหยียดรอยยิ้มกว้าง “เป็นคำที่ไม่น่าจะออกจากปากของโชจังเลยนะ”
คิ้วของอิริเอะขมวดมุ่น...แม้จอภาพจะแสดงอาการทุกอย่างออกมาได้ไม่หมด แต่เพียงความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าก็บ่งบอกถึงความตึงเครียดที่แทบจะถึงขีดสุดได้
กดดัน...
คนคนนี้กำลังกดดันเขา...ปากก็บอกว่าไว้ใจในฝีมือ แต่ยิ่งบอกว่าเชื่อมั่นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เขาไม่อาจทรยศต่อความเชื่อมั่น...ถึงภายนอกจะแสร้งทำเป็นยิ้มแย้มอารมณ์ดี แต่คนคนนี้กำลังกดดันเขา...ไม่สิ เบียคุรันชอบที่จะกดดันทุกๆคน...มากเท่ากับที่เขาชอบที่จะลวงหลอกด้วยคำหวาน ยิ่งอีกฝ่ายแสดงอาการหวาดวิตกมากเท่าไหร่ เบียคุรัน...ก็ยิ่งสนุกเท่านั้น...ถ้าต้องถูกกดดันแบบนี้ไปนานๆเข้า...ใครสักคนก็คงเป็นบ้าขึ้นมาได้จริงๆ...
“...”
“เอาเถอะ...สายฟ้าฟาดแกมม่า...ผู้ชายคนนั้นจะทรยศเมื่อไหร่ก็ไม่แปลก ว่าแต่...งานวิจัยของโชจัง...คงไม่พังไปซะหมดหรอกนะ?”
‘ทรยศ’...อีกฝ่ายจงใจเน้นเสียงคำว่า ‘ทรยศ’ เป็นพิเศษราวกับจะจี้ใจดำกับความผิดพลาดที่เขาไม่อยากคิดถึง...
ผิดพลาดเพราะความไว้ใจ...
“…ผมทำการแบ๊คอัพข้อมูลสำคัญๆเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และถึงพวกวองโกเล่จะล่วงรู้อะไร...” นัยน์ตาสีอ่อนเบื้องหลังกรอบแว่นตาฉายประกายกร้าว
...การถูกทรยศของคนที่คิดว่าเป็นเพื่อน...หรืออย่างน้อยๆ...
เบียคุรันหัวเราะ “นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นก็...” นัยน์ตาสีอเมนทิสต์เป็นประกายระริก...
...ก็เคยคิดว่าหากได้เจอกันในสถานการณ์อื่นคงกลายเป็นเพื่อนสนิท...
“ให้ถอนกำลังทั้งหมดกลับมาที่นี่ทันที”
ความแข็งกร้าวไหววูบ นัยน์ตาสีอ่อนเบิกกว้างด้วยความตกใจในคำสั่ง
“อ...อะไรนะครับ!? ให้ถอนกำลัง...”
บอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่...เบียคุรัน...ไม่ใช่คนที่จะมาเป็นห่วงแค่เรื่องผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้รับบาดเจ็บ...
“อื้อ...ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ โชจังเอง...ก็บาดเจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอ”
ใครจะตายไปก็ไม่สำคัญ...หากยังสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการได้ เพราะฉะนั้น...
“...แค่บาดแผลเล็กๆเท่านั้นแหละครับ อีกอย่างวองโกเล่ริง...”
ตอนนี้...คนคนนี้...
“ไม่ต้องห่วงหรอก... ‘ของขวัญจากอดีต’ น่ะ...จะมีคนนำมาส่งให้ถึงที่เองนั่นแหละ” เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ยิ้ม ก้อนขนมก้อนริมสุดของตัวอักษร ‘ทรยศ’ ถูกหยิบขึ้นมาลิ้มรสชาติความหวานที่ชื่นชอบ
...กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ...
…
“รีบอร์น! โคลม...เด็กคนนั้นฟื้นแล้วล่ะจ้ะ!”
หญิงสาวเจ้าของสมญาแมงป่องพิษ เบียงกี้ รีบมาแจ้งข่าวดีทันทีที่เด็กสาวผู้ครองแหวนสายหมอกแห่งวองโกเล่ได้สติ เพราะการดำรงอยู่ได้ของเด็กสาว...ก็หมายถึงการยืนยันการมีชีวิตอยู่ของคนอีกผู้หนึ่ง...
“งั้นเหรอ...แสดงว่ามุคุโร่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆสินะ...” อัลโกบาเลโน่เจ้าของจุกนมสีเหลืองเอ่ย หากแต่แทนที่จะยินดี เด็กทารกในชุดสูทกลับยืนนิ่งและมีทีท่าครุ่นคิด
“รีบอร์น…?”
“...ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี...จางนินี ติดต่อพวกสึนะให้ที ฉันอยากรู้ความเคลื่อนไหวของทางมีลฟีโอเล่”
“รับทราบ” วิศวกรร่างท้วมพยักหน้า ก่อนจะทำตามที่สั่ง
…
ในโลกของความมืดมิดหลังเปลือกตา...ในห้วงนิทราที่ลึกล้ำยิ่งกว่าความฝัน...คือโลกแห่งจิตที่บัดนี้กลับถูกปิดกั้น...คงเหลือแต่เพียงกรงขัง...กำแพงกั้นสี่เหลี่ยมที่มองไม่เห็น...กักขัง...ให้ดวงจิต...ให้ดวงวิญญาณ...ไร้ที่ไป...ถูกกักเอาไว้...ในความมืดดำที่มืดบอดและน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าความตาย...
ใครกัน...เคยบอกว่า...ความตายไม่น่ากลัว...ใครกัน...เคยพูด...ว่าความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด...
น้ำเสียงคุ้นหูที่สะท้อนแว่วในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ...
คุณลืมผมแล้วเหรอ...
เสียงที่เอ่ยถาม...คือเสียงของตนเอง แต่ก็ไม่ใช่...เพราะว่า...ตอนนี้...ไม่ว่าจะพยายามเปล่งเสียงสักเพียงไร...กลับไม่มีแม้หนึ่งวจีคำพูด...ที่อาจเล็ดลอด...จากริมฝีปาก...
มองไม่เห็นสิ่งใด...ไม่อาจเอ่ยสิ่งใด...คงได้ยินแต่เพียง...เสียงสะท้อน...ที่ใช่และไม่ใช่เสียงของตนเอง...
ใคร...คุณเป็นใครกัน...
คุณลืมผมแล้วเหรอ...
เสียงนั้นยังเอ่ยถาม...พร่ำถาม...
จำได้ไหมสัญญาของเรา...
...สัญญา...?
ดวงวิญญาณของคุณ...มอบให้กับผม...เป็นของผม...ชั่วนิรันดร...แลกกับอ้อมกอด...แลกกับความรัก...ที่คุณโหยหา...
ทวงถาม...ในสิ่งที่ดวงวิญญาณไม่อาจจดจำได้...ลืมเลือนแล้ว...เลือนสิ้นไป...
คุณลืมผมแล้วเหรอ...ทั้งๆที่ผม...ไม่เคยทรยศคุณ...
ทรยศ…?
เพราะว่าไม่รู้...จึงได้ไม่เจ็บปวด...
ลืมแล้วเหรอ...มีเพียงอ้อมกอดของผมที่เปิดรับคุณ...แม้ว่าโลก...จะทอดทิ้งคุณก็ตาม...
และไม่เข้าใจ...ในเสียงร่ำร้อง...ของนัยน์ตาต้องสาปที่เขาเคยขายวิญญาณให้...อีกหนึ่งตัวตนที่ปรารถนาความมืดมิดแลกเปลี่ยนกับการปลอบประโลมดวงวิญญาณที่หงอยเหงา...และหวาดกลัว...ในความเดียวดาย...
…
อุ่น...
อะไรบางอย่างทั้งอุ่นและเปียกชื้นสัมผัสใบหน้าของเขา...ลากผ่านโหนกแก้ม...และพรมซับลงบนเปลือกตา...แผ่วเบา...นุ่มนวล...แต่ก็ชวนให้จั๊กจี้
แพขนตายาวกระเพื่อมขยับ เผยนัยน์ตาสีไพลินที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังเปลือกตาสีซีด...นัยน์ตา...ที่...หยาดน้ำใสยังคงไหลรินมาไม่หยุด...แม้ว่า...จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพียงเพราะ...ภาพของผู้เป็นนาย...ผู้เป็นเจ้าของชีวิตเบื้องหน้านั้น...เด่นชัดและจริงแท้ยิ่ง...กว่าสิ่งใด
“ท่าน...เบียคุรัน...?”
ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชีวิตแย้มรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ มือแกร่งประคองใบหน้างามก่อนลิ้นอุ่นจะซับเลียเอาหยาดหยดที่รินไหลจากนัยน์ตาสีฟ้าแสนงามที่บัดนี้ไร้สิ้นความเกลียดชังใดๆอีกครั้ง...ริมฝีปากนุ่มและลิ้นร้อนพรมจุมพิตทั่วใบหน้า...สัมผัสและลูบไล้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจะตีตราบ่งบอกความเป็นเจ้าของ...
“ฉันมาเยี่ยมเธอ...แผลผ่าตัดเป็นยังไงบ้าง...เจ็บขนาดนั้นเลยเหรอ เด็กดีของฉัน”
“...ไม่ใช่หรอกครับ ผมไม่เจ็บ...ไม่เจ็บเลยสักนิด”
ไม่เจ็บ...เพราะไม่รู้อะไร
มือเรียววางทาบลงบนผ้าปิดตา...ที่ซึ่งเบื้องหลังซ่อนนัยน์ตาสีแดงอันต้องสาปที่เก็บงำความทรงจำแห่งภพชาติเอาไว้ “ดอกเตอร์บอกว่านัยน์ตายอมรับผมเป็นเจ้าของง่ายกว่าที่คิด...”
ไม่เจ็บ...เพราะเจ้านัยน์ตาจะไม่มีวันทำร้ายผู้เป็นเจ้าของ...ผู้ที่มอบร่างและวิญญาณให้กับมัน...
มือแกร่งลูบไล้ใบหน้างามเบาๆ นิ้วยาวเรียวปาดเช็ดหยาดน้ำตาเปียกชื้นบนแก้มนุ่ม เจ้าของนัยน์ตาคมสีอเมนทิสต์จ้องมองรอยน้ำตานั้น ก่อนจะเลิกคิ้วน้อยๆเป็นเชิงถาม
“แล้วน้ำตานี่...?”
“...แค่ฝันร้ายเท่านั้นแหละครับ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินว่า ก่อนจะรีบเอ่ยตัดบท “...ผมได้ยินว่าฐานของเราที่ญี่ปุ่นแตกแล้ว...จริงเหรอครับ”
“...จริง แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันมีวิธีจัดการเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้...ฉันอยากฟังเรื่องความฝันของเธอมากกว่านะ” นิ้วยาวเกี่ยวเอาเส้นไหมสีสวยมาม้วนเล่น “อยากรู้จริง ฝันร้ายอะไร...ที่ทำให้เธอถึงกับร้องไห้ได้...”
“...” ร่างงามเงียบไปพักหนึ่ง...ไม่อยากที่จะพูดถึงมัน...เพราะไม่รู้อะไรจึงไม่อยากที่จะรับรู้...เพราะไม่รู้จึงได้อยาก...ที่จะลืมเลือน แต่คำสั่งของคนตรงหน้า...เขาไม่อาจขัด...ไม่ต้องการขัด “ผมได้ยินเสียง...”
เสียงที่เหมือนเสียงของตัวเองแต่ก็ไม่ใช่
“เสียงเหมือนกับเสียงของผม...ร้องเรียกผม...ถามว่าผมลืมสัญญาระหว่างผมกับเขาหรือเปล่า...เขาบอกว่า...” นัยน์ตาสีท้องฟ้าเหม่อมองที่ตรงหน้า...แต่ก็ไม่ได้จ้องมองสิ่งใด...เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่มองหานั้น...ไม่มี “บอกว่า...มีเพียงอ้อมกอดของเขา...ที่เปิดรับผม เมื่อโลกใบนี้ทอดทิ้งและไม่ต้องการผมอีกต่อไป...”
เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ได้ฟังก็เหยียดรอยยิ้ม แขนหนึ่งโอบดึงร่างบางเข้ามาใกล้ บังคับให้ซบหน้าลงกับอกแกร่ง “...แล้วมุคุโร่คุง...เชื่อเขารึเปล่าล่ะ”
“...” ร่างงามหลับตาลง สองแขนกอดรัดร่างสูงตรงหน้าเอาไว้แน่น “ผมเชื่อแต่เพียงท่านเบียคุรันเท่านั้น”
รอยยิ้มบนใบหน้าคมเหยียดกว้างขึ้น “เหรอ...เธอนี่...น่ารักจริงๆ” ร่างสูงว่า ก่อนจะผลักร่างบางให้นอนลงกับเตียงและปีนขึ้นคร่อม ใบหน้าคมซุกลงกับซอกคอขาวขบกัดหยอกล้อจนเสียงครางหวานหลุดลอยตามแรงเร่งเร้า
ร่างงามสวมกอดคนตรงหน้าเอาไว้ด้วยความต้องการ...อยากให้เขาสัมผัส...อยากให้เขาพอใจ...เพียงเพราะคำหวานไร้ความหมายที่อีกฝ่ายพร่ำกระซิบ...เพียงเพราะ...ตุ๊กตา...ไม่อาจฉุกคิดหรือสังเกตแววตาของอเมนทิสต์ที่เย็นเยียบ...ยิ่งกว่าทะเลสาบน้ำแข็ง...
เธอนี่...ดื้อด้านซะจริง...
(แอบครอบขาวนิดนึง ^^'')
มือแกร่งโลมไล้...ลูบคลำ...สัมผัสเอาตามชอบใจจากร่างตรงหน้า...ไม่มีเสียงประท้วงหรือแม้แต่เสียงหัวเราะที่หยามเหยียดและประชดเสียดสีนั้น
คงมีเพียงแต่เสียงครางหวานจากความยินยอมพร้อมใจที่ไม่อาจขัด
“อา...อา...”
ปลายนิ้วไล้วนรอบยอดอกที่ชูชันด้วยอารมณ์ปรารถนา...บีบเคล้นจนร่างงามไม่อาจหยุดเสียงกรีดร้อง
“ท่านเบียคุรัน...อ๊ะ...!”
ตอนนี้...คงยังเร็วไปสินะ...ที่จะใช้เธอ...
TBC
สารภาพว่า...ตอนนี้มันออกมาไม่ได้ใจยูระเท่าไหร่ค่ะ แต่เพราะยูระต้องการให้เนื้อเรื่องเดินเลยต้องตัดมืดออกไปบ้าง (ฮา)
แต่อย่างว่าค่ะ...อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสาววาย (โดยเฉพาะเมื่อชีมีหนุ่มหล่อหื่นเป็นเสะให้เขียน) ความเลวมีจริง เพราะฉะนั้น...ก็คอยดูกันต่อไปนะคะ หึหึหึ
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์เช่นเคยค่า~ <3<3<3
เป็นกำลังใจให้นะฮร๊า(จะตามอ่านต่อไปค่ะ 55555555+)
#1 By Syaolee on 2008-06-22 12:07