[KHR FIC] [10069] Opheliac IV: Dolce Veleno (Part A)
posted on 04 Jul 2008 22:05 by hiyuura in Fanfictionตอนแรกคิดว่าอาทิตย์นี้จะไม่ได้ลงซะแล้ว แต่เพราะเกิดอาการเซ็งเป็ด (ทำไมต้องเป็ด?) แปลกๆเลยเปิดไฟล์มานั่งปั่นต่อซะงั้น เนื่องจากตอน 4 มีความยาวมากเกินไป ยูระจะขอแบ่งออกเป็น Part A กับ Part B นะคะ ^^;; << จริงๆแอบขี้เกียจก็บอกมาเหอะ =_=!!
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Opheliac
Pairing: 10069
Rating: R (for this chapter)
Warning: BL, brainwash, yaoi
Previous Chapters: | Prologue | Chapter 1 | Chapter 2 | Chapter 3 |
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Moonlight shadow in solitary
It's just that I'm so thirsty...
The fruit I've sunk my teeth into...
Ravishes me with its sweet, sweet, but deadly poison
—Opheliac—
Chapter IV: Dolce Veleno (Part A)
“ฝนเทลงมาซะแล้ว...”
เบียคุรันเงยหน้ามองฟ้า หยาดวรุณใสเย็นตกแปะลงบนฝ่ามือของชายหนุ่ม ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่นด้วยม่านเมฆาสึครึ้ม...เหล่าแมกไม้เสียดสีกันราวเสียงกระซิบตอบเสียงหวีดหวิวของสายลมพัดที่ดูจะยิ่งครวญดังขึ้นทุกทีๆ...ใบไม้ถูกลมกรรโชกหอบลอยปลิวว่อน...หยดน้ำร่วงหล่นจากสวรรค์หยดแล้วหยดเล่า...สายฝนสาดเทลงมาไม่หยุดหย่อน...และราวกับจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ...
“แย่จังแฮะ ให้รถกลับไปแล้วซะด้วย”
เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะจูงมือร่างบางที่มาด้วยกันเข้าไปหลบฝนที่ชายคาย่านร้านค้าใกล้ๆ ถุงกระดาษที่หิ้วมาเปียกฝนนิดหน่อย แต่ของข้างในไม่ได้เปียกน้ำตามไปด้วย
ผู้คนในย่านร้านค้ายังคงพลุกพล่านแม้ว่าฝนจะตก คงเป็นเพราะสเน่ห์ของย่านคนเดินนี้กระมังที่ทำให้หลายชีวิตที่เดินกันขวักไขว่มิได้สนใจฝนฟ้า...อาคารร้านค้าตกแต่งศิลป์ตามแบบเก่าราวกับยกเมืองมิลานย่อมๆมาไว้ในมหานครที่มีตึกสูงระฟ้า กับน้ำพุเทพยดาที่กลางสวนสาธารณะที่เป็นเหมือนที่นัดพบกันของคู่รัก...
ในสถานที่แห่งนี้...ที่ผู้คนที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่...หากจะมีสายตาคู่ใดที่เมียงมองมา...ก็คงจะเห็นพวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาๆที่สองมือไม่เคยเปื้อนเลือด...เหมือนเพื่อน...เหมือน...
นัยน์ตาสีอเมนทิสต์เหลือบมองร่างงามที่มาด้วยกัน ก่อนจะถอดเสื้อนอกออกมาคลุมบนไหล่บางให้
...คนรัก...
“ท่านเบียคุรัน...?” นัยน์ตาสองสีละจากสินค้าละลานตาที่ตั้งโชว์อยู่หลังบานกระจกหน้าร้านที่พวกเขาอาศัยชายคาหลบ หันมามองร่างสูงที่หยิบยื่นเสื้อตัวอุ่นให้
คนถูกมองเพียงแต่แย้มรอยยิ้ม ก่อนจะเบนสายตาไปยังสิ่งที่อีกฝ่ายจ้องมองอยู่เมื่อครู่ก่อน “มุคุโร่คุงชอบช๊อคโกแลตเหรอ”
“...ครับ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินตอบ หากแต่มือเรียวกลับคว้าข้อศอกของคนตัวสูงกว่าไว้ “แต่...ผม...ชอบท่านเบียคุรันมากกว่า”
คิ้วเรียวของร่างสูงเลิกขึ้นน้อยๆราวกับจะตั้งคำถาม หากแต่ไม่รอคำตอบ เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะจูงร่างบางเข้าไปในร้าน
กลิ่นหอมหวานลอยอบอวลมาแตะจมูกทันทีที่ประตูหน้าร้านถูกผลัก เสียงกระดิ่งดังกรุ๋งกริ๋งบอกให้เจ้าของร้านรู้ว่ามีลูกค้ามาเยือน
“Benvenuto. [1]” เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนท่าทางอบอุ่นและเป็นกันเองดูน่าคบหามากพอๆกับที่ช๊อคโกแลตของเขาเรียกให้น้ำลายสอ “สวัสดีครับ คุณผู้ชาย สำหรับวันนี้ จะรับช๊อคโกแลตแบบไหนดีครับ”
ช๊อคโกแลตหอมหวานหลากหลายรูปแบบ...บ้างถูกเก็บไว้ในโหลแก้วใสผูกโบว์สีหวาน...บ้างวางเรียงอยู่ในกล่องสีสวย...หากแต่ช๊อคโกแลตที่ถูกเลือก...
เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ยิ้ม
“Cioccolato per il mio amore. [2]”
ชายหนุ่มหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ชายวัยกลางคน ก่อนจะหันไปกระซิบใส่เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินที่ข้างหู
“เลือกเอาไปเท่าที่ต้องการเลยนะ...เพราะฉันรู้แล้วว่าเธอชอบฉันมากกว่า”
…
“กลับมาแล้วเหรอครับ ท่านอิริเอะ” ชายชราผมสีดอกเลาเอ่ยทักทาย เมื่อพบว่าเมื่อเข้ามาในห้องรับรองก็พบหัวหน้าหน่วยโรซ่าที่ 2 แห่งไวท์สเปลมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“คุณเลโอนาร์โด คุณเบียคุรันล่ะครับ” ชายหนุ่มสวมแว่นตาเอ่ยถาม พลางกระชับซองเอกสารในมือแน่น แม้ว่าสีหน้าของชายหนุ่มจะดูดีขึ้นกว่าวันที่ติดต่อมาทางสายฉุกเฉิน แต่ความอิดโรยและอ่อนล้ายังคงมีแสดงให้เห็น
ชายชรามองชายหนุ่มด้วยความเห็นอกเห็นใจแกมสงสาร อีกฝ่ายยังเด็กอยู่มาก แต่ได้เป็นถึงหัวหน้าหน่วยของมีลฟีโอเล่...มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบสูง น้ำหนักที่กดทับลงมาบนบ่าทั้งสอง...หนักกว่าที่เด็กหนุ่มอายุเพียงเท่านี้จะต้องแบกรับ เพราะอย่างนั้นรึเปล่าถึงได้พยายามจะพิสูจน์ตัวเอง...ผลักดันตัวเองเพื่อเป้าหมายที่ดูเหมือนอยู่สูงจนเกินเอื้อมเสมอ...ชายชราส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะเอ่ย...
“ท่านเบียคุรันออกไปข้างนอกครับ”
“ออกไปข้างนอก!?” โชอิจิได้ฟังแทบจะลุกพรวดจากที่นั่ง ถึงคนคนนั้นจะเป็นพวกอยู่เฉยไม่เป็นแต่อย่างน้อยๆสถานการณ์ตอนนี้... “ได้บอกไว้รึเปล่าครับว่าไปไหน!?”
“บอกว่าจะออกไปซื้อของน่ะครับ” เลโอนาร์โดเอ่ยตอบโดยเลี่ยงเรื่องของผู้พิทักษ์สายหมอกแห่งวองโกเล่ตามที่บอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่ได้สั่งเอาไว้
โชอิจิเอามือกุมขมับ รู้สึกปวดหัวกับพฤติกรรมคนเป็นบอสใหญ่ขึ้นมาตะหงิดๆ ชายหนุ่มทำท่าราวกับครุ่นคิดหนักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจส่งเอกสารที่ถือมาด้วยให้กับชายชราผมสีดอกเลา “ถ้าอย่างนั้นฝากเอาไอ้นี่ให้คุณเบียคุรันด้วยนะครับ แล้วถ้าเขากลับมาเมื่อไหร่ ช่วยบอกให้รีบติดต่อกลับมาหาผมทีนะครับ”
ชายชรารับเอกสารมา “...เป็นเรื่องด่วนสินะครับ”
โชอิจิถอนหายใจ “ด่วน...แล้วก็สำคัญมากครับ”
…
สายฝนยังคงสาดเทลงมาไม่หยุดหย่อน...หยดน้ำใสกลิ้งลงมาตามแผ่นกระจกใสที่เมื่อยามมองออกไปสามารถมองเห็นเมืองมิลานจำลองได้อย่างถ้วนทั่วราวกับทอดมองลงไปยังเมืองตุ๊กตา เสียงฟ้าคำรามครั้งแล้วครั้งเล่าสลับกับฟ้าแลบปลาบที่เปลี่ยนโลกใต้สายฝนพรำให้สว่างขึ้นราวกับรัตติกาลเป็นทิวา... ร่างงามนั่งแน่นิ่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหรูในห้องพักของโรงแรมมีชื่อใกล้ย่านการค้า บนโต๊ะวางของทรงกลมตรงหน้าคือขวดแก้วใสที่บรรจุช๊อคโกแลตที่ทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆและถูกเปิดฝาทิ้งเอาไว้และโดนลิ้มรสไปเกินกว่าครึ่ง
นัยน์ตาสีไม่เข้าคู่จ้องมองออกไปนอกแผ่นกระจกใส...นั่งแน่นิ่ง...ไม่ขยับ...ราวกับตุ๊กตา...เฝ้ามองเมืองจำลองที่ดูเล็กกระจิ๋วหริวนั่นอย่างไม่รู้เบื่อ...
เมืองตุ๊กตาของตุ๊กตา...
จนกระทั่ง...ผ้าขนหนูผืนนุ่มถูกคลุมลงบนเรือนผมสีน้ำเงินที่เปียกปอนเพราะวิ่งตากฝน
“เอาแต่นั่งดูวิวเฉยๆเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้นะ มุคุโร่คุง”
เจ้าของเรือนผมสีพิสทุธิ์เอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะใช้ผ้าขนหนูขยี้เรือนผมที่เปียกมะล่อกมะแล่กนั่นเบาๆ
“…” นัยน์ตาสองสียังคงทอดมองออกไปนอกกระจก...ทอดมองลงไปยังภาพเบื้องล่าง...ราวกับไม่อาจละสายตาจากภาพนั้นได้ เบียคุรันเลิกคิ้วน้อยๆ ก่อนจะทอดสายตามองตามร่างบางลงไป...
น้ำพุเทพยดาที่กลางสวนสาธารณะ
เหล่าเทพยดาที่พากันขับร้องบทเพลงที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน...เสียงพิณรินไหลเป็นเสียงของสายน้ำ...ริมฝีปากหินอ่อนผิวขลุ่ยที่แว่วสะท้อนแต่เพียงเสียงที่ไม่ต่างจากสายฝน ปีกสีขาว...หินอ่อนสีดำ...เครื่องดนตรีสีทอง...สายน้ำรินไหลมาไม่หยุดหย่อนเสนาะกับเสียงวรุณที่ตกต้องจากสรวงสวรรค์ในยามนี้...
เด็กดื้อถอดรองเท้าออกมาเล่นน้ำฝน...พื้นถนนหินลาดเจิ่งนองด้วยน้ำ...เด็กน้อยกระโดด...เล่นสาดน้ำกันในบ่อน้ำพุที่เทพยดาจะไม่ปริปากบ่น...จนกระทั่งพ่อแม่ที่มาเดินตามหามาเจอเข้าและออกเสียงเอ็ด
ในความทรงจำที่ราวกับแสนไกลและพร่าเลือน...เบื้องหลังม่านหมอกที่บดบังทุกอย่างที่ควรจะเจนชัด...เจ้าตุ๊กตาแลเห็นภาพเด็กน้อยคนหนึ่ง...เด็กเงียบๆที่มีนัยน์ตาสองสีเหมือนกับเขา...นัยน์ตาสองสีที่จ้องมองน้ำพุที่คล้ายคลึงกันและถามกับชายร่างสูงใหญ่โตที่เขาเห็นหน้าไม่ชัด...ว่า...
หากเทพยดามีจริง...โลกนี้จะเป็นเช่นไร
แต่เจ้าของมือที่อบอุ่นที่เคยจับจูง...กลับตอบว่า...
มนุษย์สร้างเทพยดาขึ้นมาเพื่อให้ได้ฝัน
เจ้าของมืออบอุ่นที่แสนใจดีคนนั้น...คนที่เขาจำได้เลือนลางว่าได้หลอกใช้เช่นไร...
เพราะทุกอย่างนั้นลวงหลอก...ดังมายา
“...หากเราสร้างสรวงสวรรค์ขึ้นมาได้...คุณคิดว่าบนสวรรค์จะมีเทพยดารึเปล่า...” ร่างงามกระซิบเอ่ยถาม...คำพูดที่ไม่เคยคิด...เพราะคิดว่าไม่มีสิทธิ์และไม่ควรถาม...และกระซิบ...เพราะไม่รู้...ว่าคำถามที่ถาม...นั้นเอ่ยถามผู้ใด
หากแต่... “มีสิ” คำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้รับจากคำถามกลับดังมาให้ได้ยินชัด ลมหายใจอุ่นปนมากับเสียงแว่วกระซิบตอบที่หาได้อยู่แสนไกลหากเพียงใกล้...แค่เพียงเอื้อม “หากเธอปรารถนาให้บนสวรรค์มีเทพยดา...บนสวรรค์ก็มีเทพยดาได้”
แม้ว่ามันจะลวงหลอก...เหมือนกับสรวงสวรรค์
มือแกร่งจับใบหน้าสวยคมดึงให้หันกลับมาสบกับรอยยิ้ม หากแต่นัยน์ตาสีเดียวกับอเมนทิสต์กลับไหวระริกอย่างน่าประหลาดเมื่อรับกับแสงสว่างยามอัสนีบาตแบ่งฟากฟ้าให้เป็นสอง
“หรือว่ามุคุโร่คุงจะไม่เชื่อที่ฉันพูดแล้ว?”
ทำไม...ถึงได้หวาดกลัว...ทั้งที่ไม่มีอะไรที่ต้องหวาดกลัว
สรวงสวรรค์...สามารถสร้างขึ้นมาเองได้
ทำไม...ถึงได้กลัว...ทั้งที่ครั้งหนึ่งได้ลืมเลือนความรู้สึกที่จะกลัวไปแล้ว...
สีเลือดที่แดงฉาน...
ทำไม...ถึงได้กลัวที่จะร้องไห้...ทั้งๆที่อ้อมกอดของคนตรงหน้าที่เคยเช็ดน้ำตาให้อบอุ่น
ความหนาวเย็นที่แสนเดียวดาย...
และทำไม...ถึงได้หวาดหวั่น...แม้ว่าสรวงสวรรค์คือในอ้อมแขนนั้นเมื่อยามหลับตาลงสนิท
หวาดกลัว...ว่าจะร่วงหล่น...
“...ท่านเบียคุรัน...”
“หือม์...?”
นัยน์ตาสีไม่เข้าคู่ปรือปิดลง...
“ได้โปรด...กอดผมที”
…
โมงยามเคลื่อนคล้อยจนดึกดื่นในราตรีกาล...เมฆฝนเคลื่อนคลายออกไปแล้ว...คงเหลือเพียงจันทราสีซีดที่ห้อยประดับแขวนอยู่บนฟากฟ้า แสงซีดสลัวส่องผ่านความทึบดำดังหยดหมึก...ทอดลงบนผืนพิภพที่บัดนี้แสนเงียบงัน... ถนนที่คนเดินกันขวักไขว่...บัดนี้กลับเปลี่ยวร้าง...สวนสาธารณะของเทพยดาที่เคยมีเด็กซุกซนมาวิ่งเล่น...บัดนี้สงัดสิ้นได้ยินแต่เสียงไหลรินของสายน้ำและเสียงลมที่หวีดพัด...
สนธยากาลที่สิ้นไร้เสียงแว่วของสรรพชีวิต
หากแต่...ในยามที่เหล่าสรรพชีวาในรอบๆบริเวณสถานนั้นพากันหลับใหล นัยน์ตาคู่หนึ่งกลับยังคงมองดูโลกและแผ่นฟ้าที่มืดมิดเฉกเช่นเดียวกับที่เคยเฝ้ามองมาแสนนาน...และปรารถนา...ให้นภานั้นมืดมิดชั่วนิรันดร...
นัยเนตรแดงฉานดังโลหิตเรืองรองในเงามืด ร่างงามเปลือยเปล่าหลุดเล็ดจากอ้อมแขนที่เคยโอบกอดไว้ยามนิทรา จันทราสีซีดฉายแสงทาบลงบนเรือนร่างยวนเย้าและมีดที่แสนคมกริบ...อันตราย
คมมีดดังมัจจุราชเงียบวางทาบลงบนต้นคอของคนที่ยังหลับใหล
เมฆดำบังจันทร์...และสายลมแว่วกระซิบให้บานหน้าต่างที่โดนลมต้องส่งเสียงลั่นน้อยๆ มีดคมรอคอยแต่เพียงโลหิต...
“คิดจะลอบฆ่าฉันตอนหลับ...เป็นความคิดที่ไม่เลวนะ”
หากแต่เมื่อยามเมฆาเคลื่อนคล้อย...และแสงจันทร์สาดส่อง ภาพที่สะท้อนในคมมีดกลับเป็นนัยน์ตาสีอเมนทิสต์ที่คมกริบไม่แพ้ใบมีดมัจจุราชที่วางทาบ
“คึหึหึ...สมกับเป็นบอสใหญ่แห่งมีลฟิโอเล่ ยังอุตส่าห์รู้ตัวอีกนะครับ” คนมีอาวุธในมือเหยียดรอยยิ้ม มือบางกดลงบนแผ่นอกของร่างสูงราวกับจะเอ่ยบอกคำเตือนมิให้ขยับ
ริมฝีปากของเบียคุรันยังคงคลี่รอยยิ้ม บอสใหญ่แห่งมีลฟิโอเล่หาได้มีอาการหวาดผวา นัยน์ตาคมเหลือบขึ้นสบกับนัยน์ตาสีแดงฉานที่เป็นดังเพลิงกาฬที่ไม่ระริกไหวในเงามืดนั้น
“เธอ...ไม่ใช่มุคุโร่คุง แต่เป็น ‘นัยน์ตา’ สินะ คิดจะฆ่าฉันเพื่อปลดปล่อยเจ้าของร่าง...ซื่อสัตย์ดีจริง”
นัยน์ตาสองสี่หรี่เล็กลง หากแต่คู่อัญมณีใต้แพขนตาสีเข้มกลับวาวโรจน์ด้วยประกายอันตราย ร่างงามที่ขึ้นคร่อมกดน้ำหนักทับลงบนร่างสูง เส้นไหมยาวสีน้ำเงินเกลี่ยตกลงบนผิวกายของอีกฝ่าย “ดูเหมือนว่าจิตที่ครอบงำของคุณจะอ่อนลงเวลาที่คุณหลับ...หรือจะเป็นเพราะ...หึหึ...คุณเริ่มที่จะหลงเด็กคนนี้จนตายใจกันละครับ’”
เจ้าของเรือนผมสีพิสทุธิ์แลมองภาพน่าอภิรมย์ตรงหน้า ร่างงามเปลือยเปล่าต้องแสงจันทร์ขาวนวลเห็นร่องรอยฝากรักของเขาเด่นชัด...สะโพกกลมมนเว้าได้รูปที่ดูยวนเย้าผิดบุรุษเพศ... “ก็น่าหลงดีไม่ใช่เหรอ...มุคุโร่คุงเนี่ย...แถมรสชาติยังไม่เลว...กินได้ไม่มีเบื่อเลย” แล้วก็...
เธอที่ไม่เคยร้องไห้...แม้จะมีนัยน์ตาที่แสนเศร้าเบื้องหลังม่านมายาคนนั้น...
ริมฝีปากบางเหยียดยิ้ม มือเรียวกระชับมีดคมในมือให้แนบกับลำคอของฝ่ายตรงข้าม “รู้ไหมครับ ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงทั้งผมและก็เด็กคนนี้ก็คือคนคนเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะพยายามย้อมสีเด็กคนนี้ยังไง สีของผมก็ติดเขาจนแทบจะแยกจากกันไม่ออก”
“นั่นสินะ” เจ้าของนามกล้วยไม้ขาวหัวเราะ “จริงๆแล้ว...ฉันก็ชอบมุคุโร่คุงที่เป็นแบบนั้นมากกว่าเหมือนกัน”
สายหมอกมากเล่ห์ที่ยวนเย้า...
นัยน์ตาสีอเมนทิสต์เป็นประกายระริก ร่างสูงฉวยโอกาสคว้าต้นแขนร่างงามดึงพลิกให้เป็นฝ่ายลงไปนอนอยู่เบื้องใต้ มือแกร่งกดข้อมือบางเอาไว้มิให้เขยื้อนขยับ...จนคมมีดอันตรายวางนอนอยู่แน่นิ่ง
เมื่อคว้าจับได้ย่อมไม่อยากจะปล่อยให้หนีหาย...แม้ว่า...
“ถ้ารู้แบบนั้นแล้ว...เธอจะมาอยู่ข้างๆฉันไหม”
...จะต้องทำให้กลายเป็นเพียงตุ๊กตา...
ริมฝีปากคมประทับลง...เอ่ยกระซิบข้อเสนอแสนหวานบนนวลแก้มนุ่ม...ก่อนจะขยับเปลี่ยนให้ลิ้นเปียกลากเลียใบหูของร่างบางเล่น “...ในเมื่อเจตจำนงค์ของฉันกับเธอเหมือนกัน”
สรวงสวรรค์ที่จะสรรสร้าง...มนุษย์ที่อาจหาญจะมีอำนาจดังพระเจ้า
“คึหึหึ...คุณนี่...มีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยมเลยนะครับ”
เทวดาจอมปลอมที่ไม่ยอมให้ผู้ใดปฏิเสธ
แพขนตายาวหรี่ปรือลง
“รู้ไหมครับ...ผมไม่อาจขัดเจตจำนงค์ของเจ้าของร่าง”
“แล้วยังไงล่ะ” มือแกร่งเชยคางมนขึ้น สัมผัสกลีบปากสีสดดังกลีบกุหลาบด้วยปลายนิ้ว
“...นั่น...” ริมฝีปากคู่สวยเหยียดยิ้ม “เป็นเหตุผลที่ผมยังไม่ฆ่าคุณ” ก่อนที่ริมฝีปากอีกคู่จะปิดประกบลงมา...
TBC
[1] Benvenuto = Welcome
[2] Cioccolato per il mio amore = Chocolate for my love
เดาว่าตอนอ่านตอนต้นอาจมีคนอ่านบางท่านคิดว่ากำลังอ่านเรื่องเดียวกันอยู่รึเปล่าเพราะมันหวานเลี่ยนจนคนแต่งก็ยังรับไม่ได้ (ฮา) ที่ให้คำตอบของคุณป๋าเบียเป็นภาษาอิตาลีเพราะ...ถ้าเขียนเป็นภาษาไทยเลยมันจะโคตรเสี่ยว 555+
สำหรับตอนต่อไปเพราะว่าใช้ธีมเขียนเดียวกันเลยเป็น Part B ของตอนนี้นะคะ ก็...ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์เช่นเคยค่ะ บอกตรงๆ...อยากให้ถึงตอนสับป้าขาดเฮียเบียไม่ได้จริงๆซักทีค่ะ จะได้รังแกให้สะใจ กร๊ากกกกกกก << เลือด S พุ่งซะงั้น...
สุดท้ายนี้...ความเสื่อมไม่เข้าใครออกใคร...เพราะว่าว่างจัดยูระก็เลย...
http://i17.photobucket.com/albums/b61/chesierecat/sub.jpg
ทำซับนรก...กร๊ากกกกกกกกก ขออภัยค่ะ แต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้ เหมาะสุดหูรูดดดดด กร๊ากกกกกกก!!
ปล. เพราะ photoshop ยูระมันไม่ได้ลง font ไทยเอาไว้เลยต้องเอาเป็นปะกิดไปก่อนนะค้า~ แหะๆ ^^''
หลงรักจริงๆจังๆ 5555+
#1 By Syaolee on 2008-07-04 22:53