[KHR FIC] [10069] Opheliac V: Countdown to Zero
posted on 18 Jul 2008 19:54 by hiyuura in Fanfiction+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Opheliac
Pairing: 10069
Rating: PG-15 (for this chapter)
Warning: BL, brainwash and yaoi
Previous Chapters: | Prologue | Chapter 1 | Chapter 2 | Chapter 3 | Chapter 4A | Chapter 4B |
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Since our too-fickle lives cross over one another
With a wavering voice and shaking hands
I'm still searching for you
—Opheliac—
Chapter V: Countdown to Zero
ควันจางลอยกรุ่นจากถ้วยกระเบื้องสีอ่อน ใบชาลอยในน้ำร้อนที่ถูกต้มจนเดือดก่อนจะจมลงก้นแก้ว กลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยคลุ้งอยู่ในบรรยากาศทำให้รู้สึกสบายใจได้อย่างน่าประหลาด แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้...จะน่าประหลาดเสียยิ่งกว่า
“ขอบคุณครับ” สึนะเอ่ยตามมารยาท ก่อนจะรับถ้วยชาที่ชาวต่างชาติผมสีบลอนด์บอกยี่ห้อฝรั่งจ๋าเป็นผู้ชง
เขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องนอนของเด็กผู้หญิงในยามวิกาลที่ควรจะหลับ แถมคนที่ชงชาให้ดื่มยังเป็นชาวต่างชาติที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนอีกเสียนี่...แต่ถึงอย่างนั้น...ถึงจะบอกว่าเคยเป็นศัตรู แต่น่าแปลกที่คนคนนี้ไม่เคยทำให้เขารู้สึกกังวลใจ...อย่างน้อย...ก็ไม่ใช่ความกังวลที่มาจากตัวเขา
โคลมเอาแต่นั่งเงียบๆจ้องมองพวกเขาจากบนเตียงของเธอ เด็กสาวไม่ได้สวมชุดนอน และแม้จะไม่ได้ขยับลุกไปไหนอีก...เด็กสาวก็ไม่มีทีท่าว่าจะม่อยหลับ สึนะไม่เข้าใจโคลม...เขาไม่ชินกับการพูดคุยกับเด็กผู้หญิง แต่สำหรับโคลม...เทียบกับเด็กผู้หญิงทั่วไปแล้ว...โคลมก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงที่แปลก สึนะไม่เข้าใจเด็กผู้หญิงที่เรียกเขาว่า ‘บอส’ ทั้งที่แท้จริงแล้วคนที่เธอฟังคำสั่งคืออีกผู้หนึ่งคนนี้ เพียงเพราะ...แม้ว่าเขาจะรู้ว่าสิ่งที่โคลมต้องการคืออะไร เขาก็ไม่รู้วิธีที่จะพูดคุยกับเธอ...
ซาวาดะ สึนะโยชิ...บอสรุ่นที่สิบแห่งวองโกเล่...นายเห่ยผู้มีปัญหาด้านการสื่อสาร
บางทีอาจจะเป็นเพราะเรื่องบางเรื่องนั้นละเอียดอ่อนเกินกว่าที่เขากล้าที่จะยื่นมือเข้าไป...อาจจะเป็นเพราะต่อให้พยายามทำตัวให้เป็นที่พึ่งพาขึ้นมาได้ยังไง แต่สุดท้าย...ในใจลึกๆเขาก็กลัวว่า...หากยื่นมือเข้าไปจับต้อง...สิ่งที่เปราะบางนั้นก็อาจแตกสลาย
ไม่ใช่เฉพาะกับโคลม...แต่เขากลัวที่จะสูญเสียทุกๆคน...เพียงแต่...
ในตอนนี้...คนที่เปราะบางมากที่สุด...ย่อมเป็นคนที่สูญเสียสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไป
ใจจริงแล้ว...สึนะอยากจะรีบๆลุกหนีออกจากห้องไปด้วยซ้ำ...หนี...เหมือนกับนายเห่ยขี้ขลาดที่กลัวผิดพลาดถึงได้โดดเรียนกลับมาบ้านก่อนทุกครั้ง เขาอยากจะบอก...ว่าเขาไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวของเด็กสาว และหนีไปจากนัยน์ตาสีดอกไวโอเลตที่เอาแต่จ้องมองมาไม่กระพริบคู่นั้น...แต่เขาก็รู้...รู้ว่าไม่อาจหนีได้
หากหนีไปเสียตอนนี้...ก็จะไม่มีที่...ให้กลับไป
นาฬิกาบอกเวลากำลังเดิน...ถ้าหากเขาเลือกที่จะหนีตอนนี้...ก็ต้องหนีไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีที่ให้หนี...
“จะว่าไป...ฐานของวองโกเล่นี่ต่างกับฐานเมโลเน่โดยสิ้นเชิงเลยแฮะ...” เจ้าของเรือนผมสีทองบลอนด์เปรยขึ้นทำลายความเงียบ ถึงจะไม่ใช่ห้อง ไม่ใช่ที่ของเจ้าตัว แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้สนใจและทำตัวราวกับที่แห่งนี้เป็นบ้านของตัวเอง
เพราะว่า...
“ฐานเมโลเน่น่ะเหมือนฐานทัพสำหรับการรบจริงๆ แต่ที่นี่น่ะ...” สปาน่า [1] เอ่ยพลางยกชาขึ้นมาจิบ นัยน์ตาสีเดียวกับทิวากวาดมองไปรอบๆ
ทั้งฟูกที่นอนนุ่มนิ่มสีสบายตา...โต๊ะวางของและตู้เสื้อผ้าไปจรดผ้าม่านบางพริ้วที่ติดไว้กับบานหน้าต่างหลอก...แม้ว่าอยู่ใต้ดิน แต่ก็ให้ความรู้สึกไม่อึดอัด แม้จะเป็นฐานทัพ แต่ก็ให้ความรู้สึกไม่แข็งกร้าว ที่แห่งนี้...ให้ความรู้สึก...
“เหมือนกับ...บ้าน”
เพราะถ้าหนีไปตอนนี้...ก็คือหันหลังให้กับบ้าน...เพราะในโลกอนาคตแห่งนี้...ไม่มีบ้านที่เขารู้จัก เช่นเดียวกับที่ไม่มีตัวเขา...ในอนาคต
โลงศพของวองโกเล่รุ่นที่ 10 ที่บัดนี้ว่างเปล่า...หากหนีไปตอนนี้...ก็เท่ากับเป็นคนที่ตายไปแล้ว ทอดทิ้งบ้าน...ไว้เบื้องหลัง...
ตัวเขาในอนาคตจะคิดแบบนั้นหรือเปล่า...จึงได้สร้างที่นี่...ให้เหมือนกับเป็นบ้าน...
“…” เด็กหนุ่มไม่เอ่ยอะไร หากแต่หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ ชาที่ตั้งทิ้งเอาไว้เริ่มจะเย็นแล้ว แต่ก็ทำให้เขาเย็นใจขึ้นได้มาก
บ้าน...ป่านนี้แม่จะเป็นยังไงบ้างนะ...ที่เขาหายไปจะเป็นห่วงเขารึเปล่า แล้วถ้า...ถ้าศพของเขาในอนาคตไปโผล่ในอดีต...มันคงจะไม่น่าดูเอาเท่าไรนัก...
เด็กหนุ่มถอนหายใจ พอเลิกคิดเรื่องหนึ่งได้ก็กลายเป็นคิดเรื่องสารตะ...เรื่องให้คิดมากมายเกินกว่าที่เขาควรจะคิดไหลเข้ามาในสมอง...บทสนทนาเมื่อตอนกลางวันหวนเข้ามาให้เขาคิดทบทวนอีกครั้ง
…
“กับดัก! เห็นชัดๆว่านี่เป็นกับดัก!” รัล มิลจิลุกขึ้นแย้ง เมื่ออัลโกบาเลโน่เจ้าของจุกนมสีเหลืองตัดสินใจจะส่งกำลังไปอิตาลี “แถมส่งใครไปไม่ส่ง จะส่งเจ้าพวกไก่อ่อนนี่ไป! นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ!!!”
สายตาของสาวเจ้าปราดมองสมาชิกวองโกเล่ที่มาจากอดีตเรียงรายตัว...สายตาสุดเฮี้ยบคมกริบราวกับจะบอกว่าอย่าได้อ้าปากพูดขัด ไม่อย่างนั้นศพจะไม่สวยพาเอาทั้งสึนะและโกคุเดระกลืนน้ำลายเอื๊อก แม้แต่ยามาโมโตะที่อารมณ์ดีได้แทบจะตลอดเวลาก็พลอยจะหัวเราะแห้งๆไปกับเขาด้วย
“ฉันก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ” รีบอร์นเอ่ยตอบ น้ำเสียงยังคงสงบและราบเรียบ “มันเป็นเรื่องของเจ้าพวกนี้โดยตรง เพราะฉะนั้นเจ้าพวกนี้ก็สมควรต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง”
“รีบอร์น นายมันไร้ความรับผิดชอบ!”
“เธอจะว่าฉันอย่างนั้นก็ได้ แต่ รัล เธอเองก็เห็นแล้วว่าเจ้าพวกนี้ไม่ได้เป็นแค่ไก่อ่อนอย่างที่เธอคิด ส่งเจ้าพวกนี้ไปยังมีเปอร์เซ็นต์รอดมากกว่าส่งเธอไป ร่างกายแบบนั้น...ออกจากที่นี่ไปก็มีแต่ตายสถานเดียว ตั๋วเครื่องบินไปอิตาลีเจ็ดใบที่ฉันมีนี่ ไม่มีที่นั่งสำหรับเธอหรอกนะ”
“…” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้อัลโกบาเลโน่สาวถึงกับสะอึก รัล มิลจิกัดฟันด้วยความไม่พอใจ...ไม่ใช่แค่ไม่พอใจในคำพูดของรีบอร์น แต่ไม่พอใจตัวเองมากกว่า...สภาพร่างกายแบบนี้...ทนอยู่ได้ก็เต็มกลืนแล้ว ถึงจะพยายามปิด แต่อีกฝ่ายก็ยังรู้
“ถึงจะแก้แค้นให้โคโรเนลโล่ได้ แต่ถ้าเธอตาย ที่หมอนั่นทำลงไปมันก็ไม่มีความหมายไม่ใช่รึไง”
รู้...และจงใจพูดแทงใจดำ
“…เข้าใจแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่อย่ามาร้องไห้ฟูมฟายขอความเห็นใจในภายหลังล่ะ” หญิงสาวเอ่ย ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องประชุม
เพราะ...ตอนนี้...ถึงอยากจะช่วยแค่ไหน...อยากจะสู้สักเพียงไร...สภาพในตอนนี้...ก็เหมือนกับตายไปแล้วนั่นแหละ
“รัล...” สึนะได้แต่มองตามจนแผ่นหลังของรัลลับประตูห้องประชุมไป
รัลเองคงจะเจ็บปวดมาก...ที่ช่วยอะไรใครไม่ได้เลย...แม้แต่ตัวเอง...
“นี่ รีบอร์น...” เด็กหนุ่มผู้รั้งตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่ 10 เอ่ยขึ้น หากแต่กลับถูกอัลโกบาเลโน่ในชุดสูทพูดตัดบท
“ลืมมันไปซะ สึนะ ที่แกต้องคิดคือเรื่องที่จะไปอิตาลีวันพรุ่งนี้ตะหาก”
“เดี๋ยวก่อนซี่! รีบอร์น!”
“ไปกินข้าวเย็นแล้วไปนอนซะ พึงสังวรณ์เอาไว้ว่านี่อาจจะเป็นข้าวเย็นมื้อสุดท้ายของพวกแก”
…
“ยังกังวลเรื่องเมื่อตอนกลางวันใช่ไหม”
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้าง...ตกใจที่จู่ๆก็เหมือนกับถูกอ่านใจ หากแต่นักประดิษฐ์หนุ่มกลับแย้มรอยยิ้มพลางส่งอมยิ้มรูปประแจที่ยังไม่ได้ฉีกให้ ซ้ำยังหยิบอีกอันให้โคลมที่รับไปแบบงงๆอีกด้วย จนน่าสงสัยว่า...
ทั้งเนื้อทั้งตัวนั่นมีอมยิ้มรูปประแจซ่อนอยู่กี่อันกันแน่
“เรื่องแบบนี้ไม่ต้องถอดสมการก็คิดออก ถึงที่ญี่ปุ่นกำลังของมีลฟีโอเล่จะมีกำลังมากกว่า แต่ที่อิตาลี คิดว่าวองโกเล่จะมีแต่พวกเธอเหรอ”
“อ๊ะ...จะว่าไป...” สึนะเบิกตากว้าง...จริงด้วยสิ...เขาลืมไปเสียสนิทเลย “แต่ว่า...”
“แต่ว่าพวกเขาจะเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพที่คำนวณได้ของพวกเธอ” สปาน่าสรุปให้เสร็จสรรพ ก่อนจะขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่างลงในกระดาษ “สภาพการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็คือพรุ่งนี้เมื่อเราไปถึงอิตาลีจะต้องทำการลงมือกันเอง”
“เรา?”
“ถึงมีลฟีโอเล่จะมีกำลังมากกว่า แต่สำนักงานใหญ่ของมีลฟีโอเล่เป็นตึกรูปทรงเรขาคณิตแนวตั้งซึ่งต่างจากฐานเมโลเน่ที่เป็นแนวนอนและอยู่ใต้ดิน การเคลื่อนกำลังพลไม่สามารถทำได้อย่างสะดวกและพร้อมเพรียง”
เสียงแกรกๆจากการเขียนวาดอย่างรวดเร็วทำให้แม้แต่โคลมก็สนใจที่จะเข้ามาดู...หากแต่เด็กสาวยังคงรักษาระยะห่าง
“จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเอาจำนวนเข้าว่า แต่การควบคุมคุณภาพและแผนการที่รัดกุมก็สำคัญ...ซึ่งจุดแรกก็คือคำถามที่ว่าเราจะบุกเข้าไปทางไหน”
แบบร่างตึกบัญชาการมีลฟีโอเล่ที่อิตาลีที่ถูกส่งมาเมื่อตอนกลางวันถูกร่างขึ้นบนกระดาษอย่างคร่าวๆ
“คุณสปาน่า ที่บอกว่า-”
“…วิธีที่จะขึ้นไปข้างบนได้มีแค่สองทางคือ...เข้าทางประตูหน้ากับใช้บันไดหนีไฟ”
“เอ่อ...”
สปาน่าเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่ม หากแต่ปากกาในมือยังคงขยับส่งเสียงขีดเขียนได้ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่ได้มอง “ฉันไม่ชอบให้คนพูดขัดระหว่างที่ฉันพูดนะ”
สึนะอ้าปากค้าง หันไปมองหน้าโคลมที่เอาแต่กระพริบตาปริบๆหากแต่ในมือกลับมีอมยิ้มรูปประแจที่แกะเรียบร้อยแล้วอย่างขอตัวช่วยทีหนึ่ง แต่เด็กสาวก็ยังคงไม่ยอมพูดอะไรนอกจากจ้องมองมาเหมือนเดิม
พิลึก...ในห้องนี้มีแต่คนพิลึกสุดๆ
สึนะแอบคอตกเล็กๆ ก่อนจะจำใจเอ่ยตอบเสียงตะกุกตะกัก “ข...ขอโทษครับ”
เด็กหนุ่มปล่อยให้ชายหนุ่มพล่ามเรื่องแผนการและทฤษฎีว่าด้วยความน่าจะเป็นกับนานาสมการของเขาจนพอใจ...ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาบ้าง แต่ก็อดทึ่งและแอบใจชื้นขึ้นมาไม่ได้
บางทีที่สปาน่าพูดมาอาจจะถูก...
บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้กำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพัง...
บางที...พวกเขาอาจจะชนะ...หรืออย่างน้อยๆ...ก็ชนะในความหมายที่พวกเขาคิด...นั่นก็คือ...
การได้กลับบ้าน
…
นาฬิกาบอกเวลาขยับเดินไป...สิ้นวันเก่าขึ้นวันใหม่...ราตรีมืดดำรอคอยตะวันเจิดฟ้า...นภาค่อยๆซีดสีลงเมื่ออรุณใกล้มาเยือน สายฝนที่เคยโปรยปรายหยุดลงสนิทแล้ว...และโลกภายนอกกระจกบานใส...มีเพียงร่องรอยของสายพิรุณในวันวานที่คงเหลือเจิ่งนองอยู่บนพื้นถนน...ในเมืองที่ดูเหมือนถูกจำลองย่อส่วนเบื้องล่างยามมองลงมาจากตึกสูงนับสิบๆชั้น...น้ำพุของเทพยดายังคงมองเห็นได้เด่นชัด...เหล่าเทพยดาแสนงามที่เล่นดนตรีไม่เลิกรา...
อากาศในยามใกล้ฟ้าสางเย็นจัด...อากาศเย็นจับกระจกจนเมื่อต้องลมหายใจอุ่นนั้นก็จับขึ้นเป็นฝ้า นัยน์ตาคมสีอเมนทิสต์ละจากภาพที่พร่าเลือนของโลกเบื้องล่าง...เลื่อนกลับมามองร่างงามที่ยังคงหลับใหล ปลายนิ้วยาวเรียวคีบหยิบก้อนช๊อคโกแลตรูปสัตว์จากในขวดแก้วใสขึ้นมาลองลิ้มละเลียดรส
ช๊อคโกแลตสีเข้มต่างกับก้อนขนมสีขาวที่เขาชื่นชอบในความหวาน เพราะช๊อคโกแลตที่มุคุโร่ชอบนั้น...มันหวานปนขม
“เพราะเขาไม่เคยปรารถนาคุณ”
ไม่ว่านภาจะเป็นสีเลือดหรือไม่...ไม่ว่าท้องฟ้าจะเป็นสีอะไร...โรคุโด มุคุโร่ก็ยังคงเกลียดชังท้องฟ้า เพียงเพราะสายหมอก...หวาดกลัวนภาที่จะโอบอุ้ม...จึงได้จางหายง่ายดาย...ราวกับไม่เคยมีความปรารถนา...
ราวกับไร้ตัวตน...เป็นเพียงมายาลวงหลอกที่บังตาให้เห็นไปตามมายาที่ใฝ่ฝัน...หากแต่ก็เปราะบางแม้เพียงแค่สัมผัสก็จางหาย...มลายเป็นไอ...เป็นภาพลวงตา
เหมือนกับร่างงามบอบบางตรงหน้า...ที่แม้ว่าจะได้มาแต่ก็หาได้ครอบครอง...เพราะแท้จริงแล้ว...
ที่เขาถือครองก็คือตุ๊กตาที่ไม่ต่างจากซากศพ
ดวงจิตที่ถูกกักขังไว้...ถูกเขาสะกดตีตราเป็นเจ้าของ แต่แท้จริงแล้วเขาได้เป็นเจ้าของครอบครองอะไร...นอกจากความว่างเปล่า ร่างบางที่เปียกฝนจนตัวสั่นระริกที่ร้องขอให้เขาโอบกอด...ตุ๊กตาแสนงามที่เขาพยายามทำให้ติดสี...แม้กระทั่งเสียงกระซิบจากริมฝีปากสีหวานที่เรียกหาแต่นามของเขา...ทั้งหมดมันว่างเปล่า...
ไม่มีสิ่งใด...ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด...
ร่างที่เขาโอบกอด...คือภาพลวงเสมือนที่คงอยู่ได้เพราะดวงจิตที่ถูกกักขัง...เป็นจริงได้เพราะวิญญาณที่ไม่มีที่ไป...ร่างที่สั่นเทาเพราะความเหน็บหนาวแท้จริงเป็นเพียงซากศพของอีกบุรุษหนึ่งที่เย็นเยียบยิ่งกว่าผิวกายยามต้องพิรุณฝน...
เขาไม่ได้ครอบครองสิ่งใด เพราะตุ๊กตาตรงหน้าก็แค่ทำตามคำสั่ง...ตุ๊กตาที่ขยับเพราะถูกไขลานชักใย...หากสายป่านมันหลุด...หรือลานหมดเมื่อใด...ก็เป็นได้แค่ตุ๊กตาที่นั่งนิ่งๆ...เช่นนั้นแล้ว...
‘ถ้าเธอยังเป็นเธอ...ฉันจะได้เห็นเธอทำหน้าแบบนี้ไหม...หรือว่า...เธอจะยัง...’
ทำอย่างไร...ถึงจะทำให้เธอที่มีนัยน์ตาที่แสนเศร้าคนนั้นมีรอยยิ้มให้ได้
‘หัวเราะ...ทั้งๆที่ฉันรู้ว่านัยน์ตาคู่นั้นของเธอไม่เคยยิ้ม’
ทำอย่างไร...จึงจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ...
“ฉันจะทำให้เธอรักฉัน...ต้องการฉัน...ขาดฉันไมได้”
นัยเนตรคมทอประกายกร้าว...อันตราย...
ต้องให้ฉันทำยังไงนะ...เธอถึงจะขาดฉัน...ปฏิเสธฉันไม่ได้...
ลิ้นเปียกเลียเอาช๊อคโกแลตที่ติดเปื้อนอยู่บนปลายนิ้วอย่างช้าๆ...
มุคุโร่คุง...
…
อรุณรุ่งมาเยือนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็อาจรู้ได้...คงเพราะฐานทัพวองโกเล่อยู่ใต้ดินประกอบกับความตึงเครียดทำให้ประสาทรับรู้หลายส่วนทำงานผิดเพี้ยนไป...แต่ถึงกระนั้น...สึนะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเป็นคนเดียวที่สาย และไม่รู้ว่าเขากลับมานอนที่ห้องของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่...
“ปล่อยให้รอกันเงกเลยนะ เจ้าเห่ยสึนะ ไม่สมกับเป็นบอสเอาซะเลย” รีบอร์นนั่งอยู่บนโต๊ะประชุมตัวเก่า ทำท่าราวกับรอที่จะปราศรัยสุดท้าย ในมือเล็กๆนั่นถือตั๋วเจ็ดใบที่เป็นเหมือนคำสั่งประหาร “ฉันจะประกาศรายนามผู้โชคดีได้ตั๋วเที่ยวบินไปลงนรกเดี๋ยวนี้แหละ”
คำพูดของรีบอร์นทำให้หัวเราะไม่ออก
“สึนะ โกคุเดระ ยามาโมโตะ” รีบอร์นเอ่ยชื่อที่ฟังยังไงก็เป็นของตาย “แล้วก็โคลมกับเรียวเฮ ตั๋ว 5 ใบนี้เป็นของพวกนาย”
“เอ๋...เดี๋ยว แล้วตั๋วอีก 2 ใบ...”
“แกมม่ากับสปาน่าจะไปกับพวกนายด้วย”
“ห...หา!?”
“เดี๋ยวก่อนสิ จะให้เจ้าพวกนี้ไปด้วย คิดดีแล้วเหรอ ถึงจะบอกว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ใครจะไว้ใจได้ล่ะ!? ความปลอดภัยของท่านรุ่นที่ 10 ต้องมาก่อนนะ!!!”
โกคุเดระแย้งขึ้นแทบจะทันที หากแต่รีบอร์นกลับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกเช่นเคย
“เรื่องไว้ใจได้หรือไม่ได้ นายที่เป็นคนสู้กับแกมม่าน่าจะเข้าใจดีที่สุดไม่ใช่รึไง โกคุเดระ”
“หรือนายจะไว้ใจให้ฉันอยู่เฝ้าฐานวองโกเล่ล่ะ หือม์ เจ้าหนู” เจ้าของสมญา ‘อัสนีบาต’ เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเองบ้าง
“จะแกหรือไอ้พวกนั้นฉันก็ไม่ไว้ใจทั้งนั้น”
โกคุเดระว่าพลางพยัดเพยิดไปทางพวกแบล๊คสเปลที่ติดสอยห้อยตามพ่วงมายังวองโกเล่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทาซารุและโนซารุที่เป็นโจทก์เก่าด้วยแล้ว...ซ้ำยัง...ไอ้น้ำเสียงที่เรียกว่า ‘เจ้าหนู’ ที่ชวนให้ผู้พิทักษ์แห่งวายุมีน้ำโหได้ทุกที แม้จะพูดว่าฝีมือของอีกฝ่ายหากได้มาเป็นมิตรก็น่าจะอุ่นใจ แต่กับคนที่แทบจะเสมอกับเขา อย่างน้อยมันก็ควรจะเลิกใช้น้ำเสียงแบบนั้นสิถึงจะถูก
“เราจะไว้ใจให้พวกนี้อยู่ที่ฐานของเราได้ยังไง” เด็กหนุ่มย้ำถาม
ถึงการมีกำลังมาสมทบมากจะเป็นเรื่องดี แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีอะไรยืนยันว่าการล่อพวกเขาไปยังฐานของมีลฟีโอเล่จะไม่ใช่กับดักที่จะมาตีฐานทัพของวองโกเล่ที่ญี่ปุ่น ซ้ำร้าย...หากจะยกโขยงกันไปทั้งหมด ก็ไม่มีอะไรรับรองได้เช่นกันว่าพวกแบล๊คสเปลจะไม่ทรยศหรือทางฝ่ายตรงข้ามจะรู้ตัวก่อน
แผนการที่ตกลงกันไว้คือใช้กำลังส่วนน้อยให้ได้ประโยชน์สูงสุดเพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การถล่มมีลฟีโอเล่แต่เป็นการช่วยคนกับชิงมาเล่ริงแห่งนภาก็จริงอยู่ แต่เรื่องที่สำคัญขนาดนี้จะให้ไว้ใจคนนอกได้อย่างไร
ราวกับอ่านความคิดได้ อดีตหัวหน้าอาเฟลันดราที่สามเอ่ยขึ้น
“พวกเราที่มาที่นี่ล้วนมาด้วยความสมัครใจของตัวเองก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นคนที่ฉันรู้จักดีทั้งนั้น ถ้าไม่เชื่อใจพวกเขาก็เท่ากับไม่เชื่อใจฉัน ถ้าไปถึงอิตาลีแล้วเจ้าพวกนี้เกิดทรยศ...ก็เชิญเอาชีวิตฉันไปได้เลย”
“ลูกพี่!!!/ลูกพี่แกมม่า!!!”
เสียงดังมาจากสองพี่น้องที่ทำทีว่าจะค้าน หากแต่กลับถูกคนที่เรียกว่า ‘ลูกพี่’ ใช้สายตาปรามให้เงียบ
“ว่ายังไง โกคุเดระ ฮายาโตะ...หัวของฉันมีค่าพอสำหรับความไว้วางใจของพวกนายไหม”
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินสะบัดหน้า “ชิ...หัวของนายมันไม่ได้มีค่าอย่างที่นายคิดหรอก...แต่...ถ้าท่านรุ่นที่ 10 ว่าได้ ฉันก็ว่าได้”
“ฮะๆๆ...เอาน่า ตอนนี้เป็นพวกเดียวกันแล้วก็ดีๆกันไว้นะ” ยามาโมโตะว่าพลางตบไหล่เพื่อน ก่อนจะโดน ‘เพื่อน’ ที่ว่าหันมาค้อนขวับ
“อย่ามาทำตีสนิทนะ เจ้าบ้าเบสบอล!”
“ว่ายังไง สึนะ...?” รีบอร์นหันไปถามคนถูกโบ้ยการตัดสินใจให้
สึนะพยักหน้า “อ...อื้ม...ก็เอาอย่างที่ว่าแหละ” เด็กหนุ่มว่า ก่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจะเลื่อนไปยังชายหนุ่มนักประดิษฐ์ที่ได้รับตั๋วเที่ยวบินมรณะใบสุดท้าย “แล้วคุณสปาน่า...”
หัวหน้าชมรมคนนอนไม่หลับยิ้มน้อยๆ “ฉันมีเรื่องที่จะต้องไปสะสางน่ะ ยังไงแผนการบุกของพวกนาย ฉันก็เป็นคนคิด คิดว่าอย่างน้อยวองโกเล่ก็ควรจะให้เครดิตกันบ้าง”
“อ...เอ้อ...ถ้างั้นก็...ขอฝากตัวด้วยนะครับ”
รีบอร์นมองกลุ่มสมาชิกทั้งเจ็ด...แล้วก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจ
“เอาล่ะ ต่อจากนี้ฉันจะขอแบ่งหน้าที่ของพวกนาย ขอให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่แบ่งไว้...ถ้าใครบ่นหรือออกนอกลู่นอกทาง ฉันจะเจื๋อนมันซะ”
…
ศูนย์บัญชาการใหญ่มีลฟีโอเล่...
เสียงรอสายสัญญาณดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หน้าจอมืดดำจะปรากฏภาพของชายหนุ่มสวมแว่นตาเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้ม
“ไง โชจัง ตื่นนานรึยัง” บอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่ขยับรอยยิ้มทันทีที่สัญญาณภาพต่อติด หากแต่คนที่อีกฟากของสายสัญญาณไม่ได้ยิ้มด้วย กลับมีท่าทีเคร่งเครียดยิ่งกว่าทุกที
“ไม่ตลกนะครับ คุณเบียคุรัน ผมบอกให้รีบติดต่อมา ทำไมถึงเพิ่งติดต่อมาเอาป่านนี้ครับ!?”
“แหม ไม่เห็นต้องทำอารมณ์เสียไปเลยนี่ ฉันแค่ออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศเท่านั้นแหละ” เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ว่า ก่อนจะโยนซองเอกสารที่ได้อ่านเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า “อ้อ ฉันอ่านรายงานของโชจังแล้วนะ...เป็นข้อมูลที่ละเอียดดีทีเดียว สมกับเป็นโชจัง”
“…”
“แล้ว...” แววตาคมเป็นประกายวาว “ที่ให้รีบติดต่อนี่มีอะไรจะบอกฉันล่ะ คงไม่ใช่แค่จะบอกข้อมูลเกี่ยวกับพวกวองโกเล่ใช่ไหมล่ะ”
โชอิจิหรี่ตาลง...ถูกมองออกทันที...สมแล้วที่เป็นคนคนนี้ ชายหนุ่มหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม
“คุณเบียคุรัน...รับศึกวองโกเล่ครั้งนี้ให้ผมเป็นคนจัดการได้ไหมครับ”
เบียคุรันหัวเราะ “หึหึ นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก”
คิดอยู่แล้วว่าโชอิจิจะต้องพูดแบบนี้...นิสัยเสียของโชอิจิก็คือการยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์ เพราะความพ่ายแพ้ที่ฐานเมโลเน่และถูกสั่งให้ถอยทัพทันที อีกฝ่ายคงจะรู้สึกกดดันและอยากพิสูจน์ตัวเองมาก แต่นั่นก็เป็นข้อดีด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าเป็นแบบนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาต้องการพอดี...
“จะให้ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ‘คอยชมจากหอคอยงาช้าง’ หมายความว่าอย่างนั้นสินะ โชจัง”
“...ถ้าคุณจะอนุญาต...”
บอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่เหยียดรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็...ตามใจโชจังละกัน” มือหนึ่งหยิบขนมมาร์ชเมลโล่กลมเกลี้ยงขึ้นมาบีบเล่นตามนิสัย “อ้อ จริงสิ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว...ให้โชจังช่วยประกาศให้ด้วยละกัน”
“ประกาศ...?”
“หน่วย 0 ที่เป็นหน่วยอารักขาส่วนตัวของฉันที่เคยถูกยุบไป ฉันจะให้มีขึ้นมาใหม่” นัยน์ตาสีอเมนทิสต์เป็นประกายระริก “ชื่อของหัวหน้าหน่วยก็คือ...” ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนจะหันไปพูดกับอีกคนที่อยู่ห่างออกไปจากหน้าจอ
“เสร็จรึยัง...ใส่ได้พอดีรึเปล่า...?”
และไม่ช้า...ภาพของอีกบุรุษหนึ่งในชุดเครื่องแบบสีขาวของไวท์สเปลก็ปรากฏขึ้นให้คนที่อยู่อีกฝั่งฟากสัญญาณได้เห็น...
เส้นไหมสีน้ำเงินสวยที่ถูกรวบเอาไว้ยาวคลอเคลียสะโพก นัยน์ตาสองสีแปลกประหลาดบ่งบอกตัวตนและนามของผู้เป็นเจ้าของที่คุ้นเคย หากแต่ไม่มีรอยยิ้ม...หรือเสียงหัวเราะแต่งแต้มบนริมฝีปากคู่นั้น...นัยน์ตาสีไม่เข้าคู่คู่นั้นดูว่างเปล่า...และน้ำเสียงก็เรียบแผ่วจนฟังน่าขนลุก...
“ครับ...ท่านเบียคุรัน...”
เบียคุรันเชยคางร่างงาม ป้อนก้อนขนมกลมสีขาวให้...ริมฝีปากสีสดเผยอออกรับเอาก้อนขนมหวานไว้อย่างว่าง่าย แพขนตายาวสีเข้มหรุบลงต่ำทาบเงาลงบนนวลแก้มสีอ่อน...แม้จะดูเย้ายวนแต่ก็ไร้สิ้นจริต...หากแต่ยินยอมพร้อมใจโดยสิ้นเชิง เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์เหยียดรอยยิ้ม
“โรคุโด มุคุโร่คุง”
TBC
[1] ยูระจะขอเรียกชื่อ Spanner ตามวิธีอ่านแบบญี่ปุ่น (สปาน่า) นะคะ
หลังจากเขียนแบบไม่รู้ว่ามันจะไปไหนอยู่นาน ในที่สุดก็ได้เขียนอะไรเข้าเรื่องเข้าราวซะที (ฮา) ก็...เอามาต่อแล้วนะคะ ตอนนี้...โปรดสังเกตค่ะ...มันไม่มีเซนเซอร์ กร๊ากกกกกกกกกก แอบภูมิใจ (เนื่องจากตอนที่แล้วปุจฉาว่าป๋าทำอย่างอื่นไม่เป็นนอกจาก *beep*)
ก็...ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์เช่นเคยแล้วก็ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ส่วนนอกจากไอ้ที่จั่วหัว...ใครจะคู่ใคร ทิ้งไว้ให้ลุ้นกันเองดีกว่าค่ะ อิอิ
#1 By Hikari_Ai ~ * on 2008-07-18 20:21