[KIRIBAN FIC] [KHR] [G69] Butterfly's Ashes
posted on 25 Aug 2008 16:37 by hiyuura in Gift-Requestเพราะเมื่อวานซืนได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียนป.โทเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งคาดว่าหลังจากเปิดเทอมคงจะต้องเรียนหนักแล้วก็อาจจะมีเวลาให้งานอดิเรกน้อยลง
เลยคิดว่า...จะรีบเคลียร์ฟิกที่รีเควสกันไว้ตั้งแต่เมื่อคราวเปิดคิริบันครั้งแรกเสียที ^^''
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ
Title: Butterfly's Ashes
Pairing: G69
Rating: PG-15
Warning: BL, supernatural
Note: Based on ALTOR doujinshi game
Prompt: G69, dark fic
Requested by: lvlelody
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ผีเสื้อเอย...เจ้าผีเสื้อแสนงาม...
ปีกของเจ้าสุดสะคราญด้วยสีสัน
ระเริงเล่นโดดเด่น...เริงระบำ...
ชีพผีเสื้อ...ดุจดั่งฝันที่โรยไป
—Butterfly’s Ashes—
What is Left of Those Wings
เขา...เกลียดที่แห่งนี้...ทุกครั้งที่ต้องมาเหยียบย่าง...เขาเกลียดที่แห่งนี้...ทั้งๆที่ไม่เคยมาเหยียบย่างด้วยซ้ำ...เขาเกลียด...เพราะที่แห่งนี้...เรียกร้องให้หวนถึงความทรงจำ...ที่เขาไม่ควรจะจดจำได้...ร่ำร้องให้หลั่งน้ำตา...กับสิ่งที่เคยได้รับ...เคยมี...และสูญเสียไป...ที่ที่หยาดน้ำตาเคยตกต้อง...มากพอๆกับหยาดโลหิต...และเสียงหัวเราะที่ปนเปกับเสียงสะอื้น...ของสิ่งที่เป็นแต่ก็ไม่ใช่...ตัวเขา...
กลิ่นไอแห่งอดีตที่แม้จะตายจากไปนานแล้วแต่ก็ไม่เคยจางหาย...เขารู้สึกถึงมันได้ในบรรยากาศ...วังเวง...เงียบเหงา...เศร้าสร้อย...อ่อนจาง...แต่ก็ไม่เคยจางหาย...มันสัมผัสผิวหนังของเขา...พยายามจะทิ่มแทงราวกับคมมีดที่อาจกรีดได้แม้เหล็ก...เพรียกหา...เสียดแทง...ราวกับจะบอก...ให้เหลียวหันกลับมามองบางชิ้นส่วนสำคัญที่ทำตกหาย...
ชิ้นส่วนสำคัญ...ที่แท้จริงแล้วไม่ควรจะมีความสำคัญอะไรเลย
เพราะมันไม่เคยเป็นของเขา...มันไม่ใช่ตัวตนของเขา...และมัน...ควรจะถูกลืมเลือนไปกับอดีตที่เป็นเสมือนภาพสะท้อนของความสุขที่จบลงด้วยความเจ็บปวด...ความผูกพัน...ในสิ่งที่เขาไม่ควรจะมี...
เพียงเพราะ...ต้องเจ็บปวดเมื่อยามที่เสียมันไป
ไม่ว่าจะมองไปทางไหน...เมืองเก่าแห่งนี้ก็เป็นสีเทา...อากาศเย็นจัดจนเห็นลมหายใจเป็นควันขาว...อีกไม่กี่ชั่วโมง...หิมะคงจะร่วงหล่นลงมาและทุกอย่างก็คงขาวโพลนไปหมด...
ใกล้แล้วกับเทศกาลคริสมาสต์ที่เด็กทุกคนรอคอยของขวัญ แต่สำหรับเขา...ไม่เคยหวังของขวัญอะไร...เพราะรู้ดี...รู้มานานแสนนานแล้วว่าของขวัญที่เขาหวังไม่สามารถเป็นไปได้...เขาจึงรังเกียจวันคริสมาสต์ และบางที...อาจจะเป็นหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมา...ที่ทำให้เขาคิดถึงเทศกาลนี้ โดยเฉพาะ...ในเมืองแห่งนี้...ที่เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลา...ภาพอันเลือนรางในความทรงจำอันแสนไกล...ว่าครั้งหนึ่ง...ก็เคยมีมือหนึ่งจับจูงเดินย่ำหิมะไปบนสะพาน...ทำราวกับเขาเป็นเด็ก...
เด็กน้อยไร้เดียงสาที่เขาไม่มีวันเป็นได้
นัยน์ตาสองสีหรี่เล็กลง...เมื่อภาพที่ควรจะซีดเทาตรงหน้า...กลับสดใสชื่นบานขึ้นด้วยสีสันที่ไม่ควรจะมี...
ผีเสื้อตัวกระจ้อยร่อยตัวหนึ่ง...ปีกของมันมีสีสดและลวดลายสวยจนเห็นชัดตัดกับบรรยากาศที่แสนซึมเซา...มันบินเข้ามาใกล้...ราวกับจะกระซิบบอกถึงความลับบางอย่างที่มีเพียงมันที่ล่วงรู้
ผีเสื้อที่ไม่ควรจะมีในฤดูหนาว
ปีกคู่บอบบางขยับบินเข้ามาใกล้ หากแต่เจ้าของนัยน์ตาสองสีกลับขยับหนีจากมัน...ชั่วขณะหนึ่ง...อารามนั้นดูราวกับหวาดผวา...หวาดกลัวที่จะจับต้อง...มากกว่าที่จะเรียกว่ารังเกียจ
“ท่านมุคุโร่…?” โคลม โดคุโร่ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่มผู้เป็นดังเจ้าชีวิต “ผีเสื้อตัวนั้น มีอะไรเหรอคะ”
“…” นัยน์ตาสองสีค่อยๆละจากผีเสื้อสีสดอย่างเชื่องช้า...ก่อนจะเลื่อนไปสบกับนัยน์ตาสีดอกไวโอเลตของหญิงสาว พลันรอยยิ้มที่คุ้นเคยก็ปรากฏบนเรียวปากบาง “ไม่มีอะไรหรอกครับ โคลม แค่เผลอนึกถึงเรื่องที่ไม่ควรจะจำได้...เท่านั้นแหละครับ”
นัยน์ตาสีไม่เข้าคู่ชำเลืองมองเจ้าผีเสื้อหลงฤดูเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสาวเท้ายาวๆไปตามถนน
เขาเกลียดที่แห่งนี้...หากไม่เป็นเพราะวองโกเล่เจาะจงขอร้องเขามาสำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ เขาคงไม่คิดที่จะมาเหยียบย่างมัน...
นี่...โคลม รู้ไหม...
เขาเกลียดที่แห่งนี้...และเขาไม่คิดจะอยู่ที่นี่นาน...เขาหวังว่าเขาจะทำงานให้สำเร็จได้เร็วพอที่จะกลับไป...ก่อนที่ผีของอดีตจะตามมาหลอกหลอนเขา...เช่นเดียวกับเจ้าผีเสื้อหลงฤดูตัวนั้น...
เค้าว่ากันว่า...วิญญาณของคนที่ตายจะกลับมาหาคนที่รักพร้อมกับปีกของผีเสื้อนะ...
…
กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยมาเตะจมูก...ตามมาด้วยกลิ่นของต้นหญ้าที่เปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำค้างของยามเช้าที่สดใส...สดใสเกินไปจนอยากจะปิดหูปิดตาแล้วเดินหนีไปให้พ้นๆเสีย...หากไม่เป็นเพราะ...
“อรุณสวัสดิ์ โคลม”
...ถูกใครบางคนเห็นและเรียกรั้งตัวเอาไว้ก่อน...
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินหรี่ตาลงมองภาพตรงหน้า...เจ้าของเรือนผมสีทองเป็นประกายนั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวตัวใหญ่ในสวนกว้าง ในมือหนึ่งมีหนังสือปกหนังเล่มหนาเล่มหนึ่งที่เปิดค้างอยู่ที่เกือบกลางเล่ม ถ้วยชาพอร์ซเลนที่ชาในถ้วยยังคงส่งกลิ่นหอมกรุ่นอยู่ในอีกมือหนึ่ง ชายหนุ่มยังส่งรอยยิ้มหวานเจิดจ้าที่อีกนัยหนึ่งก็บ่งชัดว่า...‘ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด’ มาให้อีกด้วย
ร่างเล็กห้ามตัวเองไม่ให้สะบัดหน้าหนี ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก
“อรุณสวัสดิ์ครับ...วองโกเล่…วันนี้ยังมีอะไรให้ผมรับใช้อีกรึเปล่าครับ” นัยน์ตาสีแซฟไฟร์เขม่นมองคนหน้ายิ้มเหมือนลูกแมวอารมณ์บูดที่พร้อมจะเอาเรื่อง ก็แหงล่ะ...ตั้งแต่โดนยัดเยียดแหวนบังคับมัดมือชกให้เป็นผู้พิทักษ์สายหมอกแห่งวองโกเล่...งานที่คุณบอสหยิบยื่นมาให้มันไม่ได้โสภาสมกับตำแหน่งเลยสักอย่าง...
เจ้าของเรือนผมสีทองหัวเราะเบาๆกับท่าทีน่ารักน่าหยอก อะไรกัน...แค่เมื่อวานใช้ให้นวดไหล่ให้หน่อย มาวันนี้ก็ทำงอนพูดจาประชดประชันกันเสียแล้ว เด็กหนอ เด็ก...
“ฮะๆ ไม่ได้จะใช้งานอะไรซักหน่อย” ชายหนุ่มว่า ก่อนจะวางถ้วยชาลงแล้วปิดหนังสือปกหนังเบาๆ “แค่อยากชวนเธอมาดื่มชายามเช้าด้วยกันเท่านั้นเอง”
โคลมย่นคิ้ว เป็นอันรู้กันไปแล้วว่า..คำว่า ‘แค่’ ของวองโกเล่นั้น มันมีความหมายว่า...‘ห้ามขัดเด็ดขาด’ ตะหากล่ะ เด็กหนุ่มเหยียดรอยยิ้มไร้อารมณ์ขัน ก่อนจะก้าวยาวๆเข้าไปในบริเวณสวน...สวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณจนกลิ่นอบอวลชวนคัดจมูก กับต้นหญ้าที่สูงคอยสะกิดข้อขาให้รำคาญเล่น ร่างเล็กรอแค่ให้ร่างสูงลุกขึ้นมาดึงเก้าอี้แล้วเชื้อเชิญให้นั่งตามมารยาทอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรีบปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเสนอว่าจะอุ้มขึ้นที่นั่งให้
ชาอุ่นๆถูกเทลงในแก้วพอร์ซเลนใบสวย เด็กหนุ่มรับชามาดื่มอย่างว่าง่าย หากแต่สายตากลับยังคงสอดส่ายระแวดระวัง...ดูว่าคนแก่กว่าจะมาไม้ไหนอีก แต่ดูเหมือนว่านอกจากรอยยิ้มอบอุ่นที่ชวนให้ขนลุกนั่นแล้ว...สายตาของอีกฝ่ายดูจะสนใจกับอะไรบางอย่างบนเรือนผมของเขามากกว่า
“บนหัวผมมีอะไรน่าสนใจนักหรือครับ วองโกเล่”
คิ้วเรียวเลิกสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนคนตัวโตกว่าจะหัวเราะอีก
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว...ทำไมคนคนนี้ถึงได้หาเรื่องกวนประสาทเขาได้อยู่เรื่อยนะ...เป็นมาเฟียที่น่าขัดใจจริงๆ
หากแต่...ก่อนที่คำพูดเสียดสีจะหลุดออกจากปาก ชายหนุ่มกลับจุ๊ปากบอกให้เขาเงียบ...นิ้วยาวเรียวเอื้อมไปสัมผัสเอา ‘อะไรบางอย่าง’ ที่เรือนผมของเด็กหนุ่ม...สัมผัสแผ่วเบาเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะผละถอยออกมาให้ร่างเล็กได้เห็น ‘อะไรบางอย่าง’ บนข้อนิ้วของมือเรียวนั้น
นัยน์ตาสีแซฟไฟร์จ้องมองเจ้าของคู่ปีกสีเหลืองสดบนข้อนิ้วของอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ...แปลกใจที่มันไม่บินหนีไปเสียจากตรงนั้น
เจ้าผีเสื้อสีสวยสดที่มีปีกแสนบอบบาง
“นี่ โคลม รู้ไหม...” ชายหนุ่มพูด พลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ราวกับสิ่งที่จะพูดเป็นความลับที่ควรจะให้ได้ยินกันแค่ตรงนั้น
“เค้าว่ากันว่า...วิญญาณของคนที่ตายจะกลับมาหาคนที่รักพร้อมกับปีกของผีเสื้อนะ...”
เด็กหนุ่มได้ฟังก็จ้องมองเจ้าผีเสื้อบนมือนั้น ก่อนจะแค่นหัวเราะ... “หึหึ ถ้างั้นผีเสื้อตัวนี้ก็คงเป็นคนรักของคุณสินะครับ”
...ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นว่า...มีผีเสื้อจำนวนมากในบริเวณนั้น...ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง...รูปร่างของปีกต่างกันบ้าง...สีสันไม่เหมือนกันบ้าง...เริงระบำราวกับเหล่าภูติที่น่าจะมีอยู่แต่ในเทพนิยาย...
“สวยใช่ไหมล่ะ” ร่างสูงยิ้ม และไม่ลืมที่จะตอบคำถามเสียดสีของเด็กหนุ่ม “ถ้ามีคนรักเยอะขนาดนี้ก็คงมีความสุขดีไม่ใช่เล่นเนอะ”
ร่างเล็กนิ่งเงียบ...นัยน์ตาสองสีจ้องมองฝูงผีเสื้อเริงระบำ...สวยงามราวกับภาพฝัน...จนน่างงงวยว่าสิ่งสวยงามนี้กำลังเกิดขึ้นจริง...
บทเพลงเริงระบำของเหล่าภูติ...บทกระซิบรักจากปีกของผีเสื้อ...
“…” เด็กหนุ่มชายตามองอีกฝ่ายที่กำลังจ้องมองมาราวกับรอปฏิกริยาจากเขา ก่อนจะเหยียดรอยยิ้มหยัน “นิทานหลอกเด็กของคุณฟังดูเข้าทีนะครับ แต่ถ้า...มันเป็นเรื่องจริง...แล้ว...ถ้าผีเสื้อตายซะเองละครับ”
ชายหนุ่มนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ มืออบอุ่นขยี้เรือนผมสีน้ำเงินแปลกตาเล่น “เธอนี่คิดมากจริง ดื่มชาดีกว่า เดี๋ยวจะเย็นซะหมดนะ”
…
นัยน์ตาสองสีลืมโพลงในความมืด...อากาศเย็นจัดกว่าเมื่อก่อนที่ฟากฟ้าจะคืนทิวาสู่พลบค่ำ...และเมื่อล่วงเลยจวบดึกดื่น...ราตรีก็เย็นเยือกราวกับจะจับแม้ดวงจิตให้ติดกับอยู่ในเหมันต์อันเหน็บหนาว...ราวกับเหมันต์...จะจับแม้ความฝันที่แสนเปราะบางนั้น...ให้คงอยู่ราวกับภาพ...ราวกับน้ำแข็ง...ที่ยากจะมลายไป...
หากแต่แม้อากาศจะเยียบเย็น...เหงื่อกาฬกลับโชกชุ่ม...เม็ดเหงื่อเกาะพราวเปียกชื้นอยู่บนดวงหน้าและผิวกายสีซีดอ่อน...และลำคอ...ก็แห้งผากราวกับไม่อาจเปล่งเสียง...ราวกับขาดน้ำ... ไม่ได้ดื่มน้ำเสียนาน...
ทว่ายามที่แก้วที่ปริ่มไปด้วยน้ำที่อยากกระหายถูกยื่นส่งมาให้...น้ำนั้น...คือสิ่งที่ต้องการแน่หรือ...
นิ้วเรียวเกี่ยวเอาเส้นไหมสีน้ำเงินสวยชุ่มเหงื่อที่ตกลงมาปรกใบหน้าออกไป รอยยิ้มไร้อารมณ์ขันเหยียดปรากฏบนกลีบปากสีสด
ดูเหมือนว่าผีของอดีต...จะตามมาหลอกหลอนเขา...เร็วกว่าที่คิด...
เฉกดังผีเสื้อหลงฤดูกาล...ที่เกาะแน่นิ่งราวกับเฝ้าดู...หรือรอคอยที่จะบอกเล่ากระซิบความลับบางอย่าง...อยู่ที่ขอบบานหน้าต่าง
…
ราตรีเป็นสีขาว...แม้ว่าหิมะจะยังไม่ตกลงมา...หากแต่ถนนหนทางทุกหนแห่งกลับเต็มไปด้วยหมอกที่ลงจัด...หมอกควันที่ราวกับจะบิดเบือนความจริง...บิดพลิ้วเรื่องราว...ตัวเขาเองย่อมรู้ดีที่สุด...ว่า...สายหมอกคือตัวแทนแห่งมายา...ทุกสิ่งลวงหลอก...ไม่มีสิ่งใดจริงแท้...หากแต่ว่างเปล่าแม้จะมีความจริงอยู่ในเท็จ...หรือแม้จะมีความเท็จที่เป็นสัตย์...หากแต่ม่านหมอกที่ลงจัดอยู่ตามทางถนนที่แสงไฟจากโคมข้างทางแสนจะหรี่ลับจนไม่อาจล่อได้แม้แมลงเม่า...กลับทำให้ทุกสิ่งพร่าเลือน...และอาจลวงหลอกได้...
แม้กาลเวลา...
ผีเสื้อเอย...เจ้าผีเสื้อ...ปีกของเจ้าเป็นสีสด...ผีเสื้อแสนงามที่ผุดผาดด้วยสีสัน...เจ้าหาใช่ผีเสื้อราตรี...ฤาจะมีที่สำหรับเจ้าในฤดูกาลอันเหน็บหนาว...แต่เหตุไฉนไยปีกของเจ้า...จึ่งได้พาเจ้ามา...ยังสถานนคราที่มีแต่ความทรงจำอันแสนเศร้าและพร่าเลือน...
บทเพลงครวญคร่ำในรัตติกาลที่ดึกดื่น...ในเมืองที่ควรจะเงียบเหงา ผู้คนมากมายพึงหลบซ่อนอยู่หลังบานประตูหรือซี่กรงที่ลงกลอนสนิท แล้วเหตุใดไยหนึ่งวณิพกจึงได้มานั่ง...พร่ำถึงบทเพลงที่เนื้อร้องบอกถึงเรื่องที่กำลังฉงนสงสัย
ชายหนุ่มหรี่ตาลง...การอยู่ผิดที่ผิดทางของหลายสิ่งในเมืองแห่งนี้...มากเพียงพอที่จะทำให้เขาสงสัย หากแต่ความเกลียดชังบางอย่างทำให้เขาเลือกที่จะตัดเรื่องสนุกส่วนนั้นไป มือเรียวควานหาเอาเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกงหวังจะบริจาคให้วณิพกแล้วรีบเดินจากไปเสีย
ใจหนึ่งก็คิดเสียดสีตัวเองด้วยอารมณ์ขัน...
...นี่เขา...กำลังทำตัวคล้ายฮิบาริ เคียวยะเข้าไปทุกทีแล้วรึเปล่า...
“...ผีเสื้อ...” เสียงแหบแห้งของวณิพกเอ่ยขึ้นเสียก่อนที่เศษเหรียญจะกระทบในถาดเงินสำหรับรับบริจาคที่วางอยู่ตรงหน้า...เสียงที่แหบแห้งจนฟังน่าแปลกสำหรับบทเพลงก่อนหน้าที่แสนจะกังวาลใส... “ผีเสื้อ...มันตามคุณมา”
คิ้วเรียวเลิกขึ้นน้อยๆ รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยอารมณ์ขันแบบแปลกๆปรากฏขึ้นบนเรียวปากสวยอย่างไม่อาจห้ามได้...บางที...ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนิสัยของเขาที่ชอบเล่นลิ้นต่อล้อต่อเถียงกับคนกระมัง...
“คึหึหึ...เพราะอย่างนั้นคุณถึงต้องร้องเพลงผีเสื้อหลงฤดูเหรอครับ หรือว่าแม้แต่วณิพกในเมืองแห่งนี้เองก็พลอยหลงเวลาทำมาหากินตามไปด้วยกันละครับ”
วณิพกชราเงียบไปพักหนึ่ง มือหงิกงอโกยเอาเศษเหรียญที่ได้จาก ‘การหากินผิดเวลา’ จากถาดเงินเอาใส่ในกระเป๋า ราวกับจะปล่อยให้ชายหนุ่มได้เสพสุขกับความภูมิใจในถ้อยคำส่อเสียดที่เขาได้ปล่อยให้มันค้างคาอยู่ในอากาศอย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย...ก่อนที่รองเท้าบู๊ทของอีกฝ่ายอันเป็นสิ่งที่อยู่ในระดับสายตาของเขา...จะพาชายหนุ่มตรงหน้าจากไป...
“ที่เมืองนี้เคยมีคดีคนหาย” นัยน์ตาฝ้าฟางใต้หมวกใบใหญ่ลอบชำเลืองมอง ‘ลูกค้า’ ยามวิกาลของเขา...แม้ว่าจะชรามากแล้ว หากแต่ประสาทของวณิพกกลับคมดุจนกเหยี่ยว
แม้ชายหนุ่มจะไม่แสดงทีท่าอะไรกับคำพูดนั้น หากแต่นัยน์ตาสองสีแปลกประหลาดคู่นั้นกลับฉายแววแสดงความสนใจออกมาอย่างเด่นชัด
“แล้ว...หึหึ...คุณคิดว่าผมจะเป็นเหยื่อรายต่อไป เพราะมีผีเสื้อหลงฤดูมาตามผมรึไงครับ”
“คนที่หายไป...ส่วนมากก็มีผีเสื้อตามแบบนี้ทั้งนั้น...ส่วนมากเป็นเด็กที่มีผมสีน้ำเงิน...ผีเสื้อพวกนี้...นำพาแต่ความเศร้าของดวงวิญญาณที่ตาย...ทางที่ดีคุณรีบออกไปจากเมืองนี้เสียดีกว่า”
เค้าว่ากันว่า...วิญญาณของคนที่ตายจะกลับมาหาคนที่รักพร้อมกับปีกของผีเสื้อนะ...
“คึหึหึ...เป็นเรื่องที่น่าสนใจดีนะครับ แต่เรื่องหลอกเด็กแบบนั้น...ผมฟังมาจนเบื่อแล้วละครับ ราตรีสวัสดิ์นะครับ คุณวณิพกหากินผิดเวลา”
เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเอ่ย ก่อนจะรีบเดินแยกตัวออกมา...
คิดว่าจะได้ฟังเรื่องน่าสนุก...แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องเดิมทั้งนั้น...คนหายที่อิตาลีไม่เคยเป็นเรื่องแปลก...พวกมาเฟียที่ฆ่ากันตายหรือจับเด็กมาทดลองล้วนแต่เป็นเรื่องธรรมดาที่สกปรกและน่ารังเกียจทั้งนั้น...
เมืองนี้ก็คงเป็นอีกเมือง...ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด...เมืองเงียบเหงาที่ม่านหนาทึบของไอหมอกบดบังกลิ่นคาวของเลือดที่แดงฉาน...
หากแต่...ไม่ว่าเขาจะพยายามนึกถึงสิ่งที่ควรรังเกียจเกี่ยวกับมันสักเพียงใด...ภาพภาพหนึ่งก็ไม่อาจลบเลือนออกไปได้...หากแต่เด่นชัดขึ้นทุกครั้ง...ราวกับเส้นทางเตร็ดเตร่ที่เขาก้าวเดินไปเพียงเพราะไม่อยากจะหลับตาลงให้อดีตตามมาหลอกหลอนในห้วงฝัน...ราวกับถูกเล่นตลก...ให้กำลังก้าวซ้ำไปบนเส้นทางนั้น...
ภาพของหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมา...กับมืออันอบอุ่นที่จูงเขาเดินเล่นไปบนสะพาน...
กับนัยน์ตาคู่งาม...และรอยยิ้มของใครคนหนึ่งที่ไม่อาจลืมเลือนได้...
ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลง
เขากำลัง...ยืนอยู่บนสะพาน...
สะพาน...ที่สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจน...
สะพาน...ที่ยามทอดสายตาออกไปจะสามารถเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองได้หมด
สะพาน...ที่ผู้คนที่มาเยือนมักจะตื่นตา...และมีรอยยิ้ม...
สะพาน...ที่บัดนี้ไม่มีหิมะ...และไม่มีคนผู้นั้น...
เขาเกลียดเมืองแห่งนี้...เกลียด...เพราะว่ามันทำให้เขานึกถึงเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเขา...เรื่องที่เขาไม่อยากนึก...ตะกอนที่ตกค้างอยู่ลึกที่สุดในห้วงของความทรงจำ...เขาเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เตือนให้เขานึกถึง...เรื่องทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคนผู้นั้น...แม้ว่าเมืองแห่งนี้จะเรียกร้องให้เขามิอาจลืม...
ไม่ต้องให้คนมาบอก...เขาก็อยากจะออกไปจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้...และไม่...แม้แต่จะหันหลับมาเมียงมองมันด้วยซ้ำ...
ผีเสื้อหลงวันและฤดูมากมายพากันโบยบินสยายปีก...ในแสงไฟจากโคมถนนที่เรียวรายอ่อนสลัว...สีสันลานตา...ราวกับภาพมายาฝัน...ฝันที่ไม่อาจลืมเลือน...
บนสะพานที่ว่างเปล่า...เงาตะคุ่มของปีกแห่งมายาบดบังแสงจากโคมสลัวหรือแม้แต่จันทราจนหมดสิ้น...ก่อเกิดเป็นมายาใหม่...
ความฝัน...ที่ไม่ยอมที่จะแตกสลายไป...
…
เหมันต์...มลาย...สิ้นสลายไปจากตรงหน้า...สะพานที่รอคอยให้หิมะร่วงหล่น...ถูกกลืนหายไปในความมืดใต้เปลือกตา...ก่อนที่กลิ่นหวานอ่อนจางของใบหญ้าที่ชื้นน้อยๆด้วยหยาดน้ำค้างจะเวียนเข้ามาแทนที่...เขาไม่ได้นอนหลับอยู่บนเตียงในโรงแรมของเมืองพิลึกพิลั่น...หากแต่แผ่นหลังของเขา...กำลังนอนอยู่บนผืนหญ้านุ่ม...เพียงเพื่อ...เมื่อยามลืมตา...สิ่งที่มองเห็นก็คือทะเลหญ้า...ที่ไม่รู้ว่าไปสิ้นสุด ณ ที่ใด...
นัยน์ตาสองสีปิดลงอีกครั้ง...จากราตรีที่มีเพียงจันทราสีซีด...บัดนี้ดวงตะวันเจิดจ้าอยู่ยบนฟากฟ้าสีครามที่ปุยเมฆขาวลอยล่อง...เจิดจ้าจนแสบตา...สว่างเกินไป...จนราวกับจะทำให้สายหมอกจางหายไปได้...
“มานอนอยู่ตรงนี้อีกแล้วเหรอ...”
หากแต่...ดวงตะวัน...ไม่อาจขับไล่สายหมอก...เพียงเพราะมายาฝัน...ยังคงไม่สลายไป...หากแต่กลับชัดเจน...กับถ้อยคำและน้ำเสียง...ของสิ่งที่ตกค้างมานานในความทรงจำ...
“โคลม...”
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้ง...เงาตะคุ่มหนึ่งบดบังดวงตะวันเอาไว้ หากแต่...คนตรงหน้านั้นกลับสว่างไม่แพ้กัน...
ตะวันสีทองและท้องฟ้าสีคราม...
เรือนผมสีดังเปลวแดดและนัยน์ตาที่เขาไม่อาจลืมคู่นั้น...
ความทรงจำที่งดงามที่สุด...หากแต่ก็น่าชิงชังไม่แพ้กัน...
อย่างช้าๆ...รอยยิ้มหยันปรากฏบนริมฝีปากของชายหนุ่ม นัยเนตรสองสีจ้องมองไปข้างหน้า...ราวกับจะมองทะลุผ่านภาพร่างของมายาแห่งความทรงจำที่ไม่ควรจะมีออกไป...
“ชื่อของผมคือ ‘โรคุโด มุคุโร่’”
ชื่อของเธอ...ไม่ใช่ ‘มุคุโร่’ หรอก...ชื่อที่แสนเศร้านั่น...
“ผม...ไม่ใช่ ‘โคลม’ ของคุณ”
ไม่อาจเป็นเด็กคนนั้น...ที่อาจจะเคยมี...สิ่งที่เรียกว่า ‘ความไร้เดียงสา’
เพราะกลิ่นคาวเลือดของผม...ไม่อาจล้างให้จางหายไป...
“เธอไม่ใช่โคลม...แต่เธอก็คือโคลม...” เจ้าของรอยยิ้มอ่อนโยนยังคงพร่ำกระซิบ “แม้ว่าเธอจะเติบโตขึ้นและลืมเลือนเรื่องของฉัน...”
มือแกร่งเชยคางมนขึ้น...นัยน์ตาสีทิวาพิศมองร่างตรงหน้า...นานแสนนานในความเดียวดายของราตรีที่เศษเสี้ยวของดวงวิญญาณต้องตกค้าง...รอคอย...แต่เพียงเธอ...ยาวนาน...จนนัยน์ตานั้นมืดบอด...บนปีกของผีเสื้อ...เศษเสี้ยวของดวงวิญญาณที่แตกสลายไม่อาจมองเห็นความจริงได้...
ได้แต่ตามหา...สิ่งที่เหมือนกับที่เคยเป็น...
เด็กน้อยที่มีเรือนผมสีดังท้องทะเลยามต้องเปลวแดด...สายหมอกที่เขาอยากจะโอบอุ้มใต้แผ่นฟ้า...แทนที่จะปล่อยให้มันจางหาย...
“เธอก็คือโคลม...เด็กน้อยคนนั้น” คนที่เขาได้แต่ปล่อยให้ต้องร่ำไห้อยู่เพียงลำพัง...ในความมืดดำของกาลเวลา...เพราะสองแขนไม่อาจโอบกอดเด็กน้อย...ที่หวาดหวั่น...เมื่อยามจะเดินใต้ท้องฟ้าที่มีแสงตะวันนั้น...
เด็กน้อยคนนั้น...ที่หวาดกลัวนภาที่สดใส...แม้ว่าจะรัก...และไม่เคยยอมรับว่ารัก...
นิ้วยาวเรียวเลื่อนไล้...สัมผัสดวงหน้างาม...อย่างเชื่องช้า...ราวกับพยายามจะจดจำภาพตรงหน้าเอาไว้...
นานเท่าไรแล้ว...ที่ความมืดมิดแห่งนิรันดรกาลทำให้เนตรของดวงวิญญาณต้องมืดบอดสนิท...
ปลายนิ้วหยุดอยู่ที่ริมฝีปากสีสด...ริมฝีปาก...ที่เอ่ยบอกคำพูด...ยืนยันว่าสิ่งที่เศษเสี้ยวของดวงวิญญาณเชื่อมั่นนั้นมิใช่...
“โคลมของคุณไม่มีกลิ่นคาวเลือด...เหมือนกับผม” นัยน์ตาสองสีหรี่ปรือลง หากแต่ริมฝีปากคู่สวยกลับเหยียดรอยยิ้มกว้าง “เหมือนที่ Giotto ที่ผมรู้จักไม่มีกลิ่นคาวเลือดที่คุณมี”
เขาคนนั้น...แม้จะแบกรับนามของมาเฟียและหน้าที่ที่ควรจะเป็นที่รังเกียจ...แต่กลับยังคงดูบริสุทธิ์และสะอาด...ผิดกับตะกอนของสิ่งที่เคยมีที่ตกค้างอยู่ตรงหน้า...
สิ่งที่คงเหลือ...กากตะกอนที่ตกค้าง...ความรู้สึกที่ไม่อาจส่งไปถึง...ก่อให้เกิดเป็น...มายา
“ฉันเพียงแต่คิดถึงเธอ...” ดวงวิญญาณที่เงียบเหงา...
ภาพเงาที่ฉายสะท้อนหลอนหลอกอยู่ทุกครั้ง...
“คุณถึงได้คร่าเอาวิญญาณของเด็กพวกนั้น...” เหล่าเด็กน้อยที่หาได้หวาดกลัวแผ่นฟ้า...
และทุกครั้ง...ที่สิ่งที่คงเหลือพยายามจะไขว่คว้าเก็บเอาเศษซากที่แตกสลายของมันให้กลับมาให้ได้...
“ผมไม่อาจเป็นโคลม...ในขณะที่คุณเอง...ก็ไม่อาจเป็น Giotto”
ชายหนุ่มยิ้มหยัน เมื่อริมฝีปากของอีกฝ่ายประทับลงมา...นี่...ไม่ใช่นภาผืนนั้นที่เขาเคยรู้จัก...เขาคนนั้นจากไปอย่างไม่มีวันกลับมานานแล้ว...สิ่งที่เขากำลังสัมผัส...เป็นเพียงมายาที่ไม่อาจเป็นจริง...
“คุณเป็นได้แค่...เงาของเขา...แค่ความรู้สึกที่ยังตกค้างอยู่บนโลกใบนี้...เท่านั้น” ความหวานล้ำ...ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยบาปของความพยายามเหนี่ยวรั้ง...
ความรู้สึกที่อยากจะโอบกอด...แม้ว่าสิ่งที่คงเหลือจะเป็นเพียงความใคร่...
“รู้ไหมครับ...Giotto ที่ผมรู้จักน่ะ...เขาแค่อยากจะดื่มชากับเด็กที่เขาชอบหลอกให้นวดหลังให้เท่านั้นแหละครับ...”
เพราะนัยเนตรสีดังโลหิตที่สามารถมองเห็นได้แม้แต่พิภพนรกหรือสวรรค์...
รู้ดีกว่าใครๆ...
“คุณเป็นแค่เงา...”
เงาบนปีกของผีเสื้อ...
“และจุมพิตของคุณ...” มือเรียวขยับเลื่อนขึ้นสัมผัสใบหน้าของสิ่งที่เป็นเพียงมายาที่ตกค้าง... “ก็เป็นได้แค่เพียง...”
ชายหนุ่มเลื่อนตัวขึ้น...ก่อนจะปิดช่องว่างระหว่างเขากับเงานั้น...
“ความฝันสำหรับผมเท่านั้น”
ส่งท้ายเงาของวิญญาณด้วยจุมพิต...
“Addio, Giotto. Fino a che il momento non venga. [1]”
ก่อนที่มายาทุกอย่างจะสลายไป...คงเหลือไว้แต่...ร่างของชายหนุ่ม...เดียวดายบนสะพาน...กับเศษของปีกแห่งสีสัน...ที่สลายไป...ดังเป็นเพียงเถ้าถ่านของผีเสื้อ...
“นิทานหลอกเด็กของคุณฟังดูเข้าทีนะครับ แต่ถ้า...มันเป็นเรื่องจริง...แล้ว...ถ้าผีเสื้อตายซะเองละครับ”
ผีเสื้อ...ที่ไม่ควรจะมีในฤดูหนาว...
“ถ้ายังไม่ได้พบคนที่รัก...ทั้งวิญญาณและผีเสื้อ...ก็คงจะยังพยายามตามหา...ทั้งที่กลายเป็นเถ้าถ่านทั้งคู่ละมั้ง...”
หากแต่รอคอย...เพราะยังมีคำบางคำที่หวังอยากจะได้ยิน...
“Te perdono. [2]”
สำหรับคน...ที่ชิงตายไปก่อน...
...
หิมะสีพิสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาแล้ว...หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีดอกไวโอเลตจ้องมองหิมะโปรยปรายที่นอกหน้าต่าง...หากแต่สายตาของเธอ...ก็ละจากความงดงามนั้นทันใด
แอ๊ด...
เมื่อบุรุษที่เป็นดั่งเจ้าของชีวิตเปิดประตูเข้ามา
“ท่านมุคุโร่...ออกไปไหนมาหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยถาม
สิ่งที่ตอบกลับมาคือรอยยิ้มแสนเศร้า กับมือหนึ่งที่หยิบยื่นมาให้
“ออกไปเดินเล่นดูหิมะตกกับผมไหมครับ...โคลม”
—Fin—
...Only ashes...
[1] Farewell, Giotto. Until the time comes.
[2] I forgive you.
สำหรับฟิกนี้เมเม่ตบคิริบันไว้นานแล้ว เป็น G69 แบบดาร์ค...
ซึ่งยูระใช้ความพยายามอย่างแรงแล้ว...ในการพยายามทำให้มันดาร์ค
แต่แบบว่า...เอิกส์ ปู่จี...หนูทำไม่ได้จริงๆค่ะ ถ้าแค่เนียนยังพอได้
แต่ปู่ดาร์ค...โจทย์ยากส์ เมเม่! โจทย์มันย๊ากกกกกก!! TT[]TT!!!
แบบว่า...มีความรู้สึกเหมือนว่า...ถ้าเขียนปู่ดาร์คแบบจริงๆแล้ว...มันจะไม่ใช่ปู่
แต่มันจะกลายเป็นป๋าเบียไปทันที แม่เจ้า~~!!! TT[]TT!!!
เอ้อ...แต่ก็...(เนียน?)เขียนมาจนจบ กลายเป็นเรื่องผีๆสางๆซะได้...
สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่อง ALTOR ก็อาจจะงงๆหน่อย แต่ก็...
เหอๆ ชอบไม่ชอบยังไงก็ติชมได้นะคะ m(_ _)m
ปล. กรณีปู่ดาร์ค...โทษเมเม่นะคะ อย่าโทษยูระ เพราะเค้ารีเควสมายังงั้น กร๊ากกกกกกก
<< โดนเมเม่ดักแพ่นกบาลที่มุมตึก (ฮา)
Edit: 26/8/08 - เพิ่มส่วนท้ายของน้องโคลม (นากิ) ลงไปค่ะ
เพราะคิดว่า...เอ...จบยังงั้น...เหมือนค้างๆคาๆอะไรสักอย่าง...
อยากให้หิมะตกเหมือนในเกม ชอบฉากนั้นค่ะ คิดว่าเศร้าแล้วก็โรแมนติกดี
ก็...ขอเพิ่มเติมตามใจตัวเองสักนิดละกันนะคะ แหะๆ ^^''
(ดาร์คมากก็เบีย เหอะๆ)
ปู่ดาร์กเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมาเฟียย่อมมีด้านมืดของตัว 555+ ยิ่งกรณีปู่นี่เห็นยิ้มๆอยู่แบบนั้นแต่ท่าทางน่ากลัวออกนะ...(เหมือนกันบอสมาเฟียสีขาวๆแถมๆนี้..
#1 By โคโค่ลูจัง อูอา on 2008-08-25 18:48