[KHR FIC] [10069] In Memory of a White Christmas - Merry X-mas '08
posted on 25 Dec 2008 15:49 by hiyuura in Fanfictionทุกท่านคะ...ยูระอยากบอกว่า...ถ้ามอง pairing แล้วท่านอาจจะอึ้งค่ะ มันใสค่ะ ทุกท่าน ใส!!! ใสจริงๆนะคะ!!!
...ทำไมทำหน้าเหมือนไม่เชื่อกันอย่างนั้นละคะ...แหม อยากรู้ว่าใสจริงไม่จริง ก็...เชิญพิสูจน์เอาเองเลยค่ะ *ทำตาวิ้งๆ* (ฮา)
สำหรับคนที่เคยแวะไปที่ LJ ของยูระ ใช่แล้วค่ะ หลังจากดองไว้เมื่อคริสมาสต์ปีที่แล้ว ยูระก็ขุดมันมาเขียนจนจบจนได้ ถือซะว่า...เคลียร์ไหดองไปอีกไหก็ว่าได้ค่ะ XP
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: In Memory of a White Christmas
Pairing: 10069
Rating: PG-15
Warning: BL, yaoi
หมายเหตุ: ในเรื่องนี้เขียนให้ตาของมุคุโร่เป็นสีฟ้าทั้งสองข้างเพราะเป็นเรื่องก่อนที่เจ้าตัวจะโดนผ่าตัดใส่ 'นัยน์ตา' ข้างนั้นเข้าไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บางครั้ง...ก็มีคนกล่าวว่า...ความฝันนำพาความทรงจำที่ลืมเลือนไปนานแล้วให้กลับมา...ความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ในที่ที่ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครหาพบ...เบื้องลึกที่สุดแห่งจิตใจที่มืดมิด...แปดเปื้อนไปด้วยความเกลียดชังที่คาวคลุ้งไปด้วยโลหิตและความโศกเศร้าที่แทบทำให้คลั่ง...หากแต่...ความทรงจำเหล่านั้นไม่เคยหนีหาย...มันแค่ถูกซุกซ่อน...และเมื่อกุญแจถูกค้นพบ...ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่...ความทรงจำนั้นก็หลั่งไหล...พร่างพรูออกจากกล่องเก่าๆที่ผุพัง...กลับมาเด่นชัดยิ่งกว่าวันวาน...
—In Memory of a White Christmas—
…I dream of you…
ถนนที่ปูลาดไปด้วยหินเย็นเยียบยามยํ่าก้าวไปด้วยเท้าเปล่า...ยะเยือกจนเมื่อเดิน...หรือควรจะบอกว่า...โซซัดโซเซไปด้านหน้า...เท้าเล็กๆคู่นั้นก็ไม่รู้สึกถึงอะไรอีก...ความชาแปลบที่แล่นไปทั่วร่างยิ่งทำให้ร่างบางยิ่งอ่อนแรง...แม้แต่เลือดที่ไหลออกจากปากแผลที่ถูกกรีดทุกๆวันก็เริ่มที่จะจับตัวแข็ง...ราวกับว่า...
ทุกสิ่งจะกลายเป็นนํ้าแข็งได้ในความเย็นนี้...หากแต่...คู่นัยน์ตาสีฟ้าสวยกลับมองไปรอบๆราวกับไม่มีวันเหนื่อยอ่อน...มองไป...ราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะเหลือบขึ้นจับจ้อง...แผ่นฟ้าที่ไร้ก้นบึ้ง...
มันเป็นค่ำคืนที่เย็นยะเยือกและมืดมิด...จนแม้แต่แสงไฟจากเสาไฟบนถนนที่เรียงรายไม่อาจส่องสว่างพาลูกแกะที่หลงทางกลับไปยังฝูงได้...และเพราะเป็นเช่นนั้น...ถนนหนทางจึงไร้แม้เงาของผู้คนที่เดินย่ำ...ต่างคนต่างเร่งรีบกลับไปซุกซ่อนหลังบานประตูในบ้านที่อบอุ่นในคืนอันเหน็บหนาว
หากแต่...เด็กชายตัวเล็กๆในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่นกลับหวังว่าผู้คนที่รู้จักเขาจะไม่มาพบและลากเขากลับไปยังที่ที่เป็นดังขุมนรกนั้นในคืนนี้...เพียงแค่คืนนี้...หากเขาไม่สามารถรอคอยนิรันดรกาลได้...
ขาเล็กๆที่อ่อนแรงยังคงพาร่างของเขาไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย...เขาไม่อาจกล่าวได้ว่าเขาหนีออกมาได้สำเร็จ เพียงเพราะ...เขารู้ดีว่า...ไม่ช้าก็เร็ว...คนพวกนั้นจะต้องตามหาตัวเขาจนพบ...เหมือนกับทุกๆครั้งที่เขาพยายามหนี...ไม่ว่าจะพยายามหนีไปให้ไกลแค่ไหน...กระเสือกกระสนเพียงไร...ก็แค่ถูกหาเจออย่างง่ายดายเหมือนเดิม...ราวกับว่า...มันเป็นคำสาป...เป็นชะตาของเขาที่ไม่อาจจะหนีไปได้
โซ่ตรวนแห่งพันธนาการนิรันดรที่ไม่อาจตัดให้ขาดสะบั้น
แค่คิดถึงเรื่องที่พวกผู้ใหญ่ทำกับเขาและเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม มันก็มากพอจะทำให้แทบจะอาเจียนออกมาได้...พวกเขาถูกกระทำเยี่ยงสัตว์เดียรัจฉาน...หนูทดลอง...หรืออะไรก็แล้วแต่...แต่ไม่ใช่มนุษย์ แต่แม้ว่าความรู้สึกคลื่นเหียนจะมากสักเท่าไร แต่ก็ไม่มีอะไรในท้องที่จะให้อาเจียนออกมาได้...นี่เขาไม่ได้กินข้าวมากี่วันแล้วนะ...สามวัน...แค่สามวัน แต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่ามันนานกว่านั้น...
เพียงแค่คิดถึงอาหาร...ร่างกายที่ก่อนหน้าแทบจะไม่รู้สึกอะไรแล้วก็เริ่มจะตอบสนองต่อความหิว ขาเล็กๆหมดแรงที่จะก้าวเดินต่อไป เด็กชายทรุดลงราวกับตุ๊กตาที่ถูกตัดสาย...ล้มลง...บนพื้นถนนที่แข็งและเยียบเย็น... เขานอนอยู่ตรงนั้น...ไม่อาจขยับไปไหนได้... สายลมกระซิบแผ่ว...นำพาเสียงเพลงแว่วหวานของบทเพลงในวันคริสมาสต์มาจากโบสถ์ใกล้ๆ...เพลงที่เขาอยากจะได้ยินเหลือเกิน...
อย่างช้าๆ...เชื่องช้าราวกับทุกวินาทีช่างเจ็บปวด...มุมปากของเด็กชายกระตุกขึ้นเผยรอยยิ้ม...รอยยิ้มขื่นขมที่ไม่สมควรจะปรากฏบนใบหน้าที่ยังอ่อนเดียงสา เมื่อความคิด...คำถามหนึ่งที่แม้แต่เขาเองก็มิอาจตอบได้ดังขึ้นในห้วงคิด...
เมื่อไหร่กันที่เขาเริ่มหัดร้องเพลงฉลองวันคริสมาสต์เป็นครั้งแรก
ผมก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน...
แล้วเมื่อไหร่...ที่ฝันร้ายที่ราวกับไม่มีวันจบสิ้นนี่เริ่มขึ้น...
อย่างน้อย...ก็เคยมีคนปฏิบัติกับผมเหมือนคนทั่วไป...
ทุกๆวัน...โลหิตจะรินไหลจากปากแผลใหม่ที่ถูกกรีด...
แม้แต่ตัวผมเอง...ก็จำไม่ได้แล้ว...
ทุกๆวัน...ที่น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าต้องรินไหล...
ผมก็แค่...อยากจะเชื่อ...
ทำไมฝันร้ายนี้จึงไม่จบสิ้นเสียที
เสียงเล็กๆดังสะท้อนลอดลำคอของเด็กชาย...ไม่ใช่เสียงสะอื้น...หากแต่เป็นเสียงหัวเราะ...หัวเราะโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้ และหัวเราะกับโชคชะตาที่น่าสมเพชของตัวเอง... เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน...แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาลง...เพียงเพราะ...
หากเขาหลับไปทั้งๆที่มิอาจรู้ได้ว่านิทรานั้นจะเป็นนิทราสุดท้ายยาวนานนิรันดร...สิ่งที่เขาจะพบเมื่อตื่นขึ้นก็คงไม่มีอะไรอื่นนอกจาก...ฝันร้ายที่ไม่มีวันหนีจากได้...ซํ้าแล้ว...ซํ้าเล่า...ไม่มีวันจบสิ้น... ทว่า...เปลือกตาของเขากลับยิ่งหนักอึ้งขึ้นทุกๆวินาทีที่ผ่าน และความกลัวที่คุ้นเคยก็ทบทวีมากขึ้นๆทุกที
วัฏจักรที่ไม่จบสิ้น...
ก่อนที่นัยน์ตาจะปิดลงสนิท อะไรบางอย่างก็ปรากฏต่อหน้านัยน์ตาที่พร่าเลือนนั้น..สีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะที่เขาอยากจะเห็นมาแสนนาน...หิมะงดงามที่ร่วงโรยจากนภาที่ยิ่งใหญ่นั้น... รอยยิ้มที่ราวกับจะเย้ยหยันตัวเองปรากฏบนเรียวปากของเด็กชาย...
"คุณ...คือเทวดาของฤดูหนาว...ใช่รึเปล่า...?"
หากแต่เขาก็สลบไปก่อนที่ทันจะได้ยินคำตอบที่ลอยมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ
"เทวดาฤดูหนาว...? อย่างฉันน่าจะเรียกว่าเทวดามาร์ชเมลโล่มากกว่านะ"
…
อุ่น...มันช่างอบอุ่น...อบอุ่นและแสนสบาย...เหมือนกับที่เขาเคยได้จินตนาการใช้ชีวิตอยู่เบื้องหลังหน้าต่างที่มีแสงไฟสีนวลส้มที่เขาได้เห็นตอนที่เดินเตร็ดเตร่ไปตามถนน ความอบอุ่นโอบอุ้มเขาเอาไว้ราวกับอ้อมกอดที่เขาไม่เคยได้สัมผัส...เพียงเพราะ...คงจะมีแต่เพียงอ้อมแขนของความมืดที่เยียบเย็นเท่านั้นที่อยู่รอบกายเขา...ปฏิเสธที่จะปล่อยให้เขาเป็นอิสระ
เขารู้สึกอบอุ่นและสบายจนอาจจะเผลอคิดไปว่า...เขากำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มแทนที่จะเป็นพื้นหินของถนนไร้ผู้คนที่เขาจำได้ มันอบอุ่น แต่ก็...
รู้สึกหนักแปลกๆ...
เปลือกตาสีซีดค่อยๆเปิดขึ้น...และสิ่งแรกที่ต้อนรับเขาก็คือ...ภาพสะท้อนของตัวเขาเองที่สะท้อนกลับมาจากอัญมณีใสสีเดียวกับอเมทิสต์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเทวดา...ที่ใกล้เสียจนปลายจมูกสัมผัสกัน...
“ตื่นแล้วเหรอ เจ้าหญิงนิทรา?” เทวดา...เทวดาที่เขาเรียกว่า ‘เทวดาฤดูหนาว’ ยิ้ม รอยยิ้มงดงามสมกับเทวดาที่เป็น...
มุคุโร่ผงะถอยออกห่างแทบจะทันที นัยน์ตาสีท้องฟ้าทั้งสองเบิกกว้างราวกับสิ่งที่เห็นคือภูตผีน่าสยดสยองมากกว่าจะเป็นเทวดา
‘เทวดาฤดูหนาว’ เห็นท่าทีของเขาก็หัวเราะ...เสียงหัวเราะที่ฟังราวกับท่วงทำนองดนตรี
“ปฏิกริยาตามที่คาด เธอ...เป็นผู้ชาย” และเพื่อเน้นว่าคำที่เอ่ยพูดไม่ใช่คำถาม เขาเสริมหน้ายิ้มๆ “ฉันตรวจดูแล้ว”
นัยเนตรสีท้องฟ้าเบิกกว้างยิ่งกว่าเก่า...หากนั่นยังสามารถเป็นไปได้ เมื่อเด็กชายเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินรู้สึกถึงสภาพตัวเองเป็นครั้งแรก เขา...กำลังเปลือย...ใต้ผ้าห่ม...ไม่ได้ใส่อะไรเลยสักอย่าง...และ... ‘เทวดาฤดูหนาว’ ที่ว่าก็...เปลือยตั้งแต่หัวจรดเท้า...แถมยังนอนทับอยู่บนตัวของเขาอีก...
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้ทำเสียงอะไรทักท้วงหรือขยับหนี หากเขาหนีได้...เทวดาเปลือยที่ยังแย้มรอยยิ้มเจิดจ้าก็รีบเอ่ยต่ออย่างอารมณ์ดี “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ฉันก็แค่กำลังจะอาบน้ำ ไม่ใช่ของที่เธอไม่เคยเห็นซะหน่อย ใช่ไหมล่ะ”
เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินได้แต่เพียง...จ้องมองอีกฝ่ายตาค้าง เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ถอนหายใจเบาๆ หากอีกฝ่ายไม่ได้เรียกเขาว่า ‘เทวดาฤดูหนาว’ ก่อนจะหมดสติไป เขาคงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นใบ้จริงๆเป็นแน่ อย่างไรก็ดี สภาพของเด็กชาย...แผลที่ยังสดและเห็นได้ชัด กับร่องรอยตรวนตามข้อมือและข้อเท้า...ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนพอว่า...เด็กคนนี้...อาจจะหนีมาจากองค์กรของโลกด้านมืดที่ไหนสักแห่ง
นัยน์ตาสีอเมทิสต์หรี่ลง พ่อของเขาต้องไม่พอใจแน่ ถ้ารู้ว่าเขาให้ที่พักพิง แม้ว่าจะชั่วคราว กับของที่เป็นของขององค์กรพวกนั้นโดยไม่มีเหตุผล พ่อของเขาเป็นพวกรักสงบมากเกินไป เพียงเพราะความสงบ...เป็นข้ออ้างสำหรับเขาที่จะไม่ต้องเคลื่อนไหว หรือว่ากระทำการใดๆ...เพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหากับพวกมาเฟียแฟมิลี่อื่น และเพราะแบบนั้น...เขาจึงได้เกลียด...คำว่า ‘ความสงบ’
เพราะความสงบ...ไม่ได้หมายถึงความสุข
เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ไล่ความคิดที่ว่าออกไปจากหัว...แม้ว่าความคิดนั้น...จะยังคงฝังอยู่...ผังลึกราวกับเมล็ดพันธุ์ที่รอ...ที่วันหนึ่งจะแตกหน่อ...ที่มุมหนึ่งในส่วนลึกของจิตใจ ก่อนจะลุกขึ้น เขายื่นมือให้กับเด็กชายที่ดูน่าจะอ่อนกว่าเขาเล็กน้อย เขาจะไม่สนใจว่าพ่อของเขาจะคิดยังไง เพราะเขาไม่ได้ต้องการ...ไม่เคยต้องการ...ความสงบสุขเพียงเพื่อความปลอดภัยของตัวเองที่ฟังดูโง่เขลา
“มาเถอะ ไปอาบน้ำกัน ข้างนอกนั่นหนาวไม่ใช่เหรอ”
เด็กชายที่อ่อนวัยกว่าได้แต่เพียงมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง...แต่เขาก็ปล่อย...ให้อีกฝ่ายดึงเขาออกจากนิวาศสถานอันได้แก่เตียงนอนเสียอย่างนั้น...และเขาก็ได้รู้...ราวกับจะยิ่งตอกย้ำความงี่เง่าเพ้อฝันของตัวเอง...ว่ามือของเทวดาฤดูหนาวที่เขาเรียกนั้น...อุ่นเพียงไร
…
มันเหมือนกับความฝัน...ที่เขาได้อยู่ที่นี่...ตรงนี้...ทั้งที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า เขากำลังเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนที่ไม่รู้จัก เพื่อถามหาอิสภาพที่เขารู้ว่าอยู่ไกลเกินกว่าจะไขว่คว้า...อาจเอื้อม...อย่างน่าตลก...ในวันคริสมาสต์อีฟ มันแปลกพออยู่แล้วที่เขายังจำได้ว่าคริสมาสต์คืออะไร หรือแม้แต่ยังจำได้ถึงเนื้อร้องเพลงคริสมาสต์ แม้ว่าจะไม่เคยมีโอกาสได้ฉลอง
บางที...ที่เขาเรียกคนตรงหน้าที่กำลังชะโลมสบู่เหลวกลิ่นหอมลงบนตัวเขาว่าเทวดา...อาจจะเป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นอะไรที่ขาวพิสุทธิ์ บางทีอาจจะเป็น...แค่ความหวังลมๆแล้งๆของเด็กคนหนึ่ง...ที่ฝันอยากจะพบกับเทวดาฤดูหนาว เพียงเพื่อจะขอให้เทวดาให้โอกาส...โอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต...ที่จะได้เห็นไวท์คริสมาสต์...เพียงเพราะในคุกตารางที่มืดมิดที่เขาถูกคุมขัง...
เขาได้เรียนรู้...ที่จะโหยหาถึงนภาที่อาจมีสรวงสวรรค์ และอาจจะหวัง...ที่จะได้เห็นสิ่งอื่นร่วงหล่นจากฟากฟ้าที่ยิ่งใหญ่นั้น...แทนที่จะเป็นสายฝน หากแต่...
ซ่า~~!!!
บางที...ถ้าน้ำที่สาดเข้าใส่มันอุ่น...เขาอาจจะไม่รังเกียจมันมากเท่ากับสายฝนที่เย็นเยียบก็เป็นได้
คนตัวสูงกว่าจ้องหน้าเขา หลักฐานการก่อการร้าย(?)อันได้แก่ถังน้ำลายเป็ดยังคาอยู่ในมือ
คนตัวเล็กกว่าจ้องมองกลับไป หยาดน้ำอุ่นใสหยดจากเรือนผมสีน้ำเงินที่บัดนี้เปียกปอนไปหมดตกลงบนผิวกายที่ดูขาวซีดกว่าคนทั่วไป เขาทั้งตัวเล็กแล้วก็ผอมบางกว่าอีกฝ่ายมาก หากแต่...เขาก็ยังคงมีความสามารถพิเศษของเขาในการไม่เคยคิดจะยอมแพ้ในเกมการแข่งจ้องตา แม้ว่า...คู่แข่งของเขา...ส่วนมากแล้วก็คือพวกคนพวกนั้นในแฟมิลี่...จะพร้อมที่จะกรีดแผลสดใหม่ให้กับเขาในวินาทีต่อมา
คนตัวสูงกว่ายังคงจ้อง...สายตาของพวกเขาไม่ละออกจากกัน...ไม่มีใครยอมลดราวาศอก จนกระทั่ง...
เสียงหัวเราะดังขึ้นเติมเต็มบรรยากาศที่งันเงียบ เสียงหัวเราะสดใสและฟังเสนาะหู สะท้อนดังก้องในห้องอาบน้ำที่เต็มไปด้วยไอน้ำที่จับกระจกจนขึ้นฝ้า...
“เธอน่ะ...เงียบแล้วก็ไร้อารมณ์เกินไป รู้ไหม”
เด็กชายเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเพียงแต่เลิกคิ้วเรียวน้อยๆ และไม่ได้เอ่ยอะไร เขาอยากที่จะฟังเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายมากกว่า เขาคิดว่า...เขาชอบเสียงหัวเราะของคนตรงหน้า มันใส...เหมือนกับระฆังหากแต่ฟังดูนุ่มลึกกว่าระฆังนั้นมาก บางที...เขาควรจะเรียนรู้ที่จะหัวเราะ...แม้ว่าเขาจะรู้ว่า...เสียงหัวเราะของเขา...คงจะไม่ฟังดูเหมือนกับเสียงหัวเราะของเทวดา
อย่างช้าๆ...ริมฝีปากของเขาขยับ...มุมปากสวยยกขึ้น...เป็นรอยยิ้ม...ยิ้มที่ดูเหมือนกับรอยยิ้มเยาะเสียมากกว่า...และคงเป็นรอยยิ้มเยาะนั้นที่ต่อมา เขาได้เรียนรู้ว่า...จะทำให้คนหวาดผวาได้มากกว่ารอยยิ้มที่อ่อนหวาน
“ใช่...แบบนั้นดีกว่ากันเยอะเลยล่ะ” อีกฝ่ายออกความเห็น
…
มุคุโร่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถปฏิเสธอะไรก็ตามที่ ‘เทวดาฤดูหนาว’ บอก สำหรับเขา อีกฝ่ายเป็นเหมือนกับอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป แต่ก็นั่นแหละ...นอกจากเหล่าเด็กที่มีนัยน์ตาที่ว่างเปล่าที่ถูกคุมขังราวกับหนูทดลองเหมือนกับเขาแล้ว...เขาไม่เคยพบเด็กที่โตมาอย่างปกติ แต่เขาก็แน่ใจว่า...อีกฝ่าย...ไม่เหมือนกับคนทั่วไป มันราวกับว่า...คนตรงหน้ามีพลังประหลาดที่สามารถทำให้คนอื่นๆทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ
“อ้าปากสิ เอ้า อ้าม~~” เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์แย้มรอยยิ้ม มือใหญ่ถือส้อมที่จิ้มเอาก้อนอะไรสักอย่างจ่อไว้ที่ตรงหน้าริมฝีปากบางที่ยังคงปิดสนิท
มันเป็นเรื่องแปลกแม้แต่กับตัวเขาเอง...แต่เด็กชายเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินพบว่าเขาทำตามที่อีกฝ่ายพูดทันที...และรับรู้รสชาติของอะไรบางอย่างที่ทั้งนุ่มและหวานบนลิ้นของเขา นัยน์ตาสีฟ้าใสจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย...และเห็นว่ารอยยิ้มที่ราวกับเทวดานั้นแย้มกว้าง
“อร่อยไหม”
มันช่างง่าย...แค่เพียงจะพยักหน้า
พลังนั่น...เขาควรจะหวาดกลัวมัน แต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นและสบายเหลือเกิน เมื่อเขานั่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง สวมใส่เสื้อผ้าของคนที่เพิ่งจะรู้จักที่ออกจะหลวมไปสักหน่อย แต่ก็อบอุ่นและสะอาด และได้เค้กช็อคโกแลตมาร์ชเมลโล่แสนหวานชิ้นโตมาวางอยู่ตรงหน้า เมื่อเขาและคนตรงหน้าต่างพากันรอคอย เพียงเพราะคนตรงหน้าบอก...และเขาก็เชื่อ...ว่าหิมะกำลังจะตก...
และหิมะก็ตก
หิมะ...หิมะสีขาว...ร่วงหล่น...โปรยปรายจากสรวงสวรรค์...ระยิบระยับราวกับเกล็ดแก้ว...ราวกับเพชร ดูเลอค่า...งดงาม...ราวกับความฝัน หากแต่บางที...นี่คงจะเป็นฝัน เพราะมันราวกับความฝันที่เขาได้มาอยู่ที่นี่...อบอุ่นและมีความสุขเหมือนกับพรวิเศษที่เขาได้แต่เพียงอธิษฐานอย่างลับๆทุกๆวัน...จนเขากลัวว่า...เขาจะตื่นขึ้น...และต้องหวนคืนสู่ฝันร้ายคือความจริงที่แสนโหดเหี้ยมที่ซึ่งจะไม่มีเทวดาตรงหน้ามายิ้ม...ให้กับเขา
เด็กชายที่ดูเหมือนกับเทวดา...คนที่เขาได้รู้จักแม้เพียงในเวลาที่แสนสั้น...เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้เชื่อใจเทวดาองค์นี้นัก...หากทว่า...เขา...ไม่อาจจะเชื่อตัวเองพอที่จะขอเป็นเพื่อนกับเทวดา...
เพียงเพราะเขารู้ว่า...เขานั้นต้องคำสาปอันเป็นนิรันดร...
ดังนั้นเขาจึงมอง...เมียงมองราวกับต้องมนตร์ขลัง...เขามองหิมะที่เขาปรารถนาจะได้เห็นมานานโปรยปรายจากฟากฟ้า...และมองรอยยิ้มที่แสนสว่างบนใบหน้าของเทวดา...ที่เขารู้ว่า...วันหนึ่งมันคงน่าใหลหลงเกินกว่าจะปฏิเสธ...จดจำวันนี้...จดจำทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้...เป็นความทรงจำในวันคริสมาสต์ที่สวยงามที่สุด...ก่อนที่เขาจะตื่นจากความฝัน...และค่อยๆลืมเลือนทุกสิ่งไป...
เขาจะจากไป...ก่อนฟ้าสางในวันพรุ่ง...โดยไม่...แม้แต่จะถามถึงนามของเทวดานั้น...หรือว่าเอ่ยบอกนามของเขาเอง เพียงเพราะเขาไม่อาจจะอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป...และที่นี่ไม่ควร...และไม่ใช่...ที่ที่เขาควรจะอยู่ ที่ของเขาคือในความมืดมิดที่เขาจะมองไม่เห็นสิ่งใดที่ชัดสว่าง ใต้เพดานคอนกรีตทึบที่บดบังนัยน์ตาของเขาจากนภาที่ยิ่งใหญ่และสูงเกินกว่าจะเอื้อม...หากแต่ ตอนนี้...
เขาจะหลับ...หลับใหล และให้เทวดาฤดูหนาวโอบกอดเขาเอาไว้อย่างที่เทวดานั้นต้องการ...จดจำเอาไว้ว่า...เทวดาแห่งเหมันต์...หาได้เย็นดังเช่นหิมะ...หากแต่อบอุ่นเพียงไร...
ก่อนที่เขาจะตื่นขึ้นและลืมเลือนมัน
…
นัยน์ตาสีไม่เข้าคู่ลืมเปิดขึ้น สิ่งแรกที่เขาเห็นหลังจากลืมตาตื่น...ไม่มีอะไรแตกต่างจากก่อนหน้า ยังคงมีแต่ความมืดมิด เขายังถูกล่ามเอาไว้ด้วยโซ่และหลั่งโลหิตอย่างที่ควรเรียกว่าสุดแสนจะมีศิลป์ ริมฝีปากบางขยับคลี่รอยยิ้มหยัน ในฐานะที่เป็นบอสมาเฟียจอมซาดิสม์และรักดอกไม้...เบียคุรันดูจะรู้ว่าควรจะทำให้เขาหลั่งเลือดอย่างงดงาม...ที่ตรงไหน มันออกจะน่าประหลาดใจที่เขายังมีชีวิตและมีลมหายใจ แต่ก็นั่นแหละ...เขาไม่สามารถคาดการณ์อะไรที่ปกติหรือมีเหตุผลได้จากเบียคุรัน
ชายคนนี้...แปลกประหลาดและแตกต่าง ราวกับบทสรุปที่ลงตัวระหว่างปีศาจและเทวดาผสมปนเปกันเป็นความสมบูรณ์แบบที่วิปลาส
มุคุโร่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ และนอกจากความชื่นชอบส่วนตัวในเรื่องอาหาร ไม่มีอะไรอื่นเป็นพิเศษเฉพาะที่เขาชอบ หากแต่เขารู้...รู้ชัดว่าเขาเกลียดเบียคุรัน เขาเกลียดเบียคุรัน...เพียงเพราะเขาเกลียดความขาวพิสุทธิ์แสนสมบูรณ์แบบที่เขารู้ว่าหาใช่สิ่งใดนอกจากความหลอกลวงที่น่าหัวเราะเมื่อมันเต็มไปด้วยความหลอกลวงและถ้อยคำที่โกหก เขาเกลียดเบียคุรัน..เพียงเพราะด้วยวิธีที่ใช้ต้อนรับ ‘แขก’ ของเทวดาที่ลวงหลอกนั้น...มันได้ทำให้เขาจดจำเรื่องที่น่าจะลืมไปแล้วได้...
แสงสว่างส่องผ่านเข้ามาในห้อง เมื่อประตูถูกเปิดออก และเทวดาลวงหลอกก้าวเข้ามา...ขาวพิสุทธิ์อย่างที่เคยเป็น นัยน์ตาสองสีหรี่เล็กลง เขาเกลียดสีขาวนั่นเหลือเกิน สีขาวที่บัดนี้อยู่ต่อหน้า...ห่างออกไปเพียงระยะหนึ่งเส้นขน
มุคุโร่เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับคนผู้นี้...เกลียดสีสันของเขา...หรือแม้แต่เสียง...หรือว่ารอยยิ้ม...เกลียด...วิธีที่ริมฝีปากคู่นั้นขยับและเอ่ยนามของเขา...ลื่นไหลราวกับสายน้ำ...เขาเกลียดเสียงหัวเราะ...และรสชาติของริมฝีปากคู่นั้นที่ประทับลงมา...ดื่มด่ำเอาลมหายใจและอะไรอย่างอื่นที่เขาไม่กล้าเอ่ยหรือแม้แต่จะคิดไปจากริมฝีปากของเขา เขาเกลียด...ความรู้สึกที่ราวกับไม่อาจปฏิเสธและไม่อาจขัด...กับความทรงจำที่ได้ปิดตายไปเมื่อนานแสนนาน...และความรู้สึก...ที่เล็ดลอดออกมาจากกล่องที่ได้ลงกลอนเอาไว้สนิทแล้วนั้น...เมื่ออยู่ชิดใกล้กับคนผู้นี้
เขาไม่ชอบที่จะแพ้
แต่เขาก็พ่ายแพ้
และเขาก็ไม่อาจ...ห้ามน้ำตาหยดหนึ่งที่รินไหลออกมาจากนัยน์ตาสีฟ้าใส...เพียงเพราะบัดนี้ นัยน์ตาอีกข้างของเขามันเป็นสีแดงราวกับโลหิต แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการ...ไม่ปรารถนา...หรือบอกตัวเองอยู่ซ้ำๆว่า...เขาไม่ได้รับรู้ว่าน้ำตานั้นรินหลั่ง...เมื่อริมฝีปากคู่นั้นสัมผัสริมฝีปากของเขา...ขยับเอ่ยวจีถ้อยที่ทอถักเป็นประโยคและเรื่องราว...ชัดเจนทุกถ้อยแม้มันจะเป็นแค่เพียงเสียงกระซิบ...
“Buon Natale มุคุโร่คุง...”
และเขาก็ยิ่งเกลียดคนผู้นี้ยิ่งกว่าที่เคยเกลียด...เพียงเพราะ...
“วันนี้หิมะตก...เธออยากจะดูหิมะตกรึเปล่า”
เขารู้ว่าเขาไม่อาจจะปฏิเสธ...เทวดาฤดูหนาว...หรือหนีจากเทวดาองค์นั้นไปได้อีก...
คำตอบของเขาจึงมีแค่เพียง...รอยยิ้ม
—Fin—
…And Still Dreams…
อ่า....จะว่าติดลมจาก Opheliac ดีไหม เพราะมันเป็นฟิกวันคริสมาสต์มันก็ควรจะแฮปปี้ดี๊ด๊า แต่ว่ามาแนวรันทดเล็กๆ(?)ตอนจบอีกจนได้
อะ...แหม...ทุกท่านคะ ยูระเป็นซานต้าแล้วนะคะ...ซานต้าจริงๆ... SANTA ----> SATAN ค่ะ อะหึ ♥ //โดนต่อยปลิว (ฮา)
ก็...แหม นิดนึงน่ะค่ะ ทุกท่าน นิดนึง ฟิกนี้มันแต่งเอาไว้ตั้งแต่คริสมาสต์ปีที่แล้ว แล้วก็ดองยาวไม่เสร็จ อุตส่าห์เขียนจนจบไม่ต้องรอถึงปีหน้าเชียวนะ ถือว่ายูระขยันแล้วนา! (ฮา)
ก็สำหรับตอนนี้กำลังทำ proofread รวมเล่ม Opheliac อยู่ค่ะ คราวนี้คิดว่าจะเอาให้เสร็จทัน CP เดือนมกราคมให้ได้ ก็ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ
ส่วนสำหรับฟิกนี้ก็...ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคอมเมนต์ค่ะ แล้วก็...
Buon Natale! สุขสันต์วันคริสมาสต์นะคะ ทุกท่าน~~ >w<
Credit: X-fiore
Merry Christmas
25.12.08
Akiko Shikata - Reimei (Dawn) ~Aurora~
(หล่อหล่ออออออออออออออออ)
อ่านแล้วก็ทำให้รู้สึกว่า กาลเวลามันช่างโหดร้าย แต่คนยิ่งโหดร้ายยิ่งกว่าค่ะ...
เทวดามาร์ชเมลโล่กับถังน้ำลายเป็ด..โอ้ว ส่วนผสมที่เกือบๆทำให้ฟิคใสๆกลายเป็นฟิครั่วไปในทันตา (แต่ก็ัยังแค่เกือบค่ะ ถ้าถังน้ำลายเป็นเต้นแซมบ้า อันนั้นคงจะทำให้คนอ่านเสียจริตจนกลายเป็นฟิครั่วแท้ๆไปเป็นแม่นมั่น)
ช่วงแรกๆช่างสงบและขาวโพลนดีจังเลยค่ะท่าน ส่วนช่วงหลังๆ อื้ม...=v=
ภาษาบรรยายท่านงามงดค่ะ ชอบจัง เราว่าออกมาเนี้ยบนะคะ ให้ความรู้สึกเหมือนแต่งมากกว่าแปลค่ะ
#1 By Asana Fay on 2008-12-25 16:25