[KHR FIC] [10069] Lovelessly Beautiful
posted on 28 Jan 2009 17:11 by hiyuura in Fanfictionเพราะวันส่งงานเลื่อนออกไปเลยเริ่มลันล้าค่ะ
กลับมาเข้าโหมดขยันปั่นฟิกเหมือนเดิม
เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่ปรากฎอะไรเสื่อมๆ
วันนี้เอาฟิกสั้นตอนเดียวจบมาลงฉลองผลัดวันประกันพรุ่งค่ะ (ฮา)
ตอนเดียวจบคงไม่พ้นคู่สุดที่รักอย่างเคย...จะว่าเพ้อไม่เพ้อก็...
เอ้อ ลองๆอ่านดูละกันนะคะ XP
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Lovelessly Beautiful
Pairing: Byakuran/Mukuro (10069)
Rating: PG-15~R
Warning: BL, semi-non-con yaoi
Note: Originally written as itakoaya’s b-day gift
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Lovelessly Beautiful
เบียคุรันไม่รู้จักความรัก...ไม่รู้ว่ารัก...คืออะไร นอกจากเสียงที่เปล่งออกมาและความหมายของมันตามที่แถลงไว้ในถ้อยอักษร...จะรู้ก็แต่เพียง...ว่าความงามนั้น...สมควรเชยชมเยี่ยงไร เหมือนกับที่เขาชื่นชมมวลบุปผาที่เขารู้ดีว่าง่ายดายที่จะบดขยี้สักเพียงไร เขาชื่นชมและสนุก...กับความบอบบางของสรรพสิ่ง...มากเสียจนเขาหวัง...ปรารถนาที่จะได้ครอบครองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...ที่จะคงอยู่ยั่งยืนนานเท่านิรันดร
ยามที่อ่านหนังสือหรือนิยายอะไรสักอย่างที่ตัวเอกกระซิบบอก...บอกว่าจะรักกันจวบจนชั่วกัลปาวสาน...เขาได้แต่เพียง...สงสัย
รัก...รัก...รัก...คำที่ช่างฟังราวกับอุดมคติที่แสนห่างไกล...เลื่อนลอยเกินกว่าจะเป็นจริงได้สำหรับเขา
รัก...รัก...รัก...ฤาความหมายของเจ้าจะลึกล้ำเกินกว่าคนอย่างเขาจะเข้าใจได้
เขา...ผู้มีอำนาจล้นฟ้า...ผู้หวังจะเป็นเทวดา...เป็นพระเจ้าของโลกใหม่ที่เขาอยากจะรังสรรค์...ฤามันจะเป็นไปไม่ได้ที่เทวดาจะมีความรัก
ใช่ว่าเขาอยากจะมีความรัก...เขาก็เพียง...แต่สงสัย หากแต่...
“มันเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอย่างคุณหรอกครับ...เทวดาของผม”
เสียงเย้ยหยันที่เขาจดจำได้ดีว่ามาจากเรียวปากคู่สวยที่เหยียดรอยยิ้มเย้ยหยันไม่แพ้คำพูดดังก้อง...ดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในโสตหู แม้ว่าเจ้าของเสียงและกลีบปากแสนหวานนั่นจะยังคงหลับ นัยน์ตาสีอเมทิสต์หรี่เล็กลงเมื่อยามเลื่อนไปจับจ้องร่างที่ยังคงหลับใหลอย่างไร้สุ้มเสียงบนเตียงนุ่ม...แปดเปื้อนด้วยโลหิตและคราบขุ่นขาว...
แปดเปื้อนแต่ก็งดงามเหลือเกินเมื่อยิ่งทำให้แปดเปื้อน...เมื่อยามริมฝีปากคู่นั้นเผยออ้า...กรีดร้อง...ร้องขอด้วยความเจ็บปวดระคนสุขสมเมื่อถูกหยิบยื่นความทรมานที่แฝงไปด้วยความภิรมย์และตัณหา...ภาพงดงามที่น่าเชยชม...เมื่อยามร่างบอบบางนั้นบิดเร่า...เสียงครางถี่ระรัว...ทรมาน...ด้วยความต้องการที่มากล้ำที่เขารู้ดีว่า...มีแต่เพียงเขาที่จะช่วยปลดปล่อยร่างงามจากความต้องการนั้นได้...แม้ว่า...นัยเนตรสองสีคู่นั้น...จะปฏิเสธสักเพียงไร...
หรือแม้แต่...ริมฝีปากแสนหวานคู่นั้นที่ยังคงโต้ตอบ...ด้วยคำเสียดสีที่แสนหวาน...แต่ก็ดื้อดึงนัก
มันง่ายแสนง่ายที่จะแค่เอ่ย...ว่า “ฉันรักเธอ” โดยไม่จำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงความหมาย...ง่ายดายที่จะกระซิบ...คำหวานที่ว่างเปล่าให้หลุดลอยจากริมฝีปาก...กระซิบพร่ำคำว่ารักให้อีกฝ่ายได้ยินซ้ำๆ...เพียงเพราะราวกับเป็นมนต์สะกด...คำว่ารักเปรียบดังยาพิษที่แสนหวาน...หลุดลอย...ให้ร่างบางยินยอมอ่อนข้อ เมื่อยามบทเพลงเริงรักดำเนินไปข้างหน้า...แม้ว่า...มุคุโร่จะยังพยายามฝืน...ที่จะสวมเอาหน้ากาก...และรอยยิ้ม...ยิ้ม...ราวกับเขาไม่เคยคิด...ที่จะใส่ใจ
แต่เบียคุรันรู้...รู้ชัดเสียยิ่งกว่าชัด...เบื้องหลังหน้ากากนั้น...เมื่อยามเขากระซิบเอ่ยคำหวาน...บอกว่ารัก...รัก...รัก...แผ่วเบาและนุ่มนวลเสียยิ่งกว่าสัมผัสของผีเสื้อบนกลีบดอกนุ่มละมุนสีหวาน...ว่าอีกฝ่าย...พยายาม...ที่จะปกปิดสิ่งที่อยู่เบื้องใต้หน้ากากนั้น...มากเพียงไร ราวกับหวาดหวั่นว่าจะถูกพบ...ความลับที่มืดดำที่ได้พยายามที่จะซุกซ่อน หากแต่...ยิ่งพยายามปกปิด...ก็ยิ่งทำให้เบียคุรันรู้ชัด...ถึงจุดอ่อนที่เขาไม่เคยคิดจะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ
ผู้ล่า...จู่โจมและใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของเหยื่อ
เพียงเพราะ...เมื่อยามที่เขาโอบกอดร่างบอบบางนั้นด้วยสองแขน และกระซิบพร่ำคำหวานนั้นอย่างอ่อนโยนซ้ำแล้วซ้ำเล่า...เกราะกำบัง...ภาพลวงตาของสายหมอกเจ้ามายาที่ครู่หนึ่งดูราวกับจะแข็งแกร่งขึ้น...แน่นหนาขึ้น...หากเมื่อเขากระซิบคำเหล่านั้นต่อไปซ้ำๆ...หน้ากาก...ก็พลังทลาย...แตกสลายราวกับเศษแก้วที่แตกละเอียดเป็นเพียงธุลีผง และ...สายหมอกที่หยิ่งผยอง...ก็คงเป็นได้แต่เพียง...ตุ๊กตาที่ว่าง่ายในอ้อมแขนของเขา
“ฉันรักเธอ...ฉันรักเธอ...ฉันรักเธอ”
เขากระซิบพร่ำบอก...บอกว่ารัก...แม้ว่าเขาจะเชื่อ...ว่าทุกๆวัน...เรื่องราวระหว่างพวกเขานั้นไร้รัก...
“ฉันรักเธอ...ฉันรักเธอ...ฉันรักเธอ”
แต่ก็พร่ำ...เฝ้ากระซิบบอก...เพียงเพราะเขาชื่นชอบที่จะเชยชมเมื่อร่างงามโอนอ่อนและเงียบงันจนน่าประหลาด...มากกว่าที่จะแค่พึงพอใจ...กับการทรมานและให้เรือนร่างงดงามแสนเย้ายวนนั้นต้องหลั่งเลือด เจ้าของเรือนผมสีเดียวกับไพลิน...สีเดียวกับท้องทะเลยามตะวันส่อง...ยังคงโกหก...แก้ตัวอยู่ร่ำไป...ยิ้ม...รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเล่ห์...เพียงเพื่อจะบอกว่า...ที่เงียบเสียงนั้น...ก็แค่เหนื่อยอ่อนจึงยอมโอนอ่อน...หาใช่อื่นใด
แต่เบียคุรันรู้...รู้ว่ามันไม่ใช่...แค่เพียงเท่านั้น
ครั้งหนึ่งเขาเคยถามมุคุโร่ว่า...ความรักคืออะไร ก็แค่ด้วยความสงสัย หากแต่...
“มันเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอย่างคุณหรอกครับ...เทวดาของผม”
คำตอบที่แสนเย้ยหยันนั้น...กลับยังคงดังอยู่ซ้ำๆ...ในโสตหู
สายหมอกถูกจับและพันธนาการ หากแต่แม้กระนั้น...สายหมอกยังสามารถจับและพันธนาการเขาเอาไว้ได้...ด้วยความลึกลับที่มีสเน่ห์ยิ่งกว่า...จนเขาไม่อาจขาด...ราวกับยาเสพติดที่ไม่อาจขาดได้...จนเมื่อรู้ตัว...เขาก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า...จะมีชีวิตอยู่ในวันหนึ่งๆใดอย่างไร...หากไม่ได้ดื่มความหวาน...จากริมฝีปากแสนสวยคู่นั้น...
บาป...เป็นบาป...เมื่อเทวดานั้นเสพติดในความหวาน
เบียคุรันขยับรอยยิ้ม เมื่อเห็นว่าร่างบางที่หลับใหล...บัดนี้กำลังลืมตาตื่น...
หากแต่...
“สายัณห์สวัสดิ์ มุคุโร่คุง รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”
รอยยิ้มของบอสใหญ่แห่งมีลฟีโอเล่เหยียดกว้างขึ้น เมื่อสายตาของอีกฝ่ายเลื่อนจากใบหน้าที่กำลังแย้มยิ้มของเขาไปยังอีกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...ผลงาน...ที่เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ใช้เวลานั่งทำเพื่อรอให้ร่างงามลืมตาตื่น
“เธอน่าจะชอบที่เธอเห็นนะ”
พระเป็นเจ้า...ไม่เคยผิด
…
มุคุโร่รู้ว่าอะไร...คือความรัก...รู้ว่ารักเป็นเช่นไร...เมื่อยามถูกรักและบางที...อาจจะ...เมื่อได้รัก แต่เขาก็แสร้งทำเป็นไม่เคยรู้ ง่ายดายยิ่งกว่า...หากเพียงจะแสร้งทำเป็นเกลียด...ชิงชังทุกสิ่งทุกอย่างในโลก...หรือแม้แต่ชิงชัง...โลกใบนี้ เพื่อที่จะได้ไม่มีผู้ใดได้ล่วงรู้...ว่าแท้จริงแล้ว...เขาโหยหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’ มากสักเพียงไร
ดวงวิญญาณของเขานั้นแก่เก่า หากแต่ร่างนี้กลับยังคงอ่อนเยาว์...อ่อนเยาว์นัก เมื่อความทรงจำของเด็กน้อยผู้เป็นเจ้าของร่างยังคงตราตรึง...ประทับอยู่ในห้วงคิดชัดเจนราวกับฝันร้ายที่ไม่เคยเป็น...เพียงความฝัน โหยหาความรัก...เจ็บปวด...หงอยเหงา...หรือแม้แต่สิ้นหวัง...ความทรงจำเหล่านั้นเจนชัด...แม้ยามประสาน...กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับดวงวิญญาณและความทรงจำที่เก่าแก่กว่า
มันคือคำสาป
การมีชีวิตยาวนานหาใช่พรอันประเสริฐหากแต่เป็นคำสาป...สาปสรรให้ใช้ชีวิตอย่างเดียวดายชั่วนิรันดรในความอ้างว้างที่จะมีแค่เพียงความมืดมิดที่เป็นเพื่อน
เพียงเพราะ...คงมีแต่เพียงในความมืดเท่านั้น...ที่ดวงวิญญาณที่ต้องสาปดวงนี้จะสามารถกระซิบ...เอ่ยบอกถึงความลับ...ความจริงที่เขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นใดนั้นได้ยิน
เขาไม่สนใจว่าจะต้องหลั่งโลหิต ความเจ็บปวดคือเพื่อน...คือสหายที่เคยชินอยู่ดีแล้ว...หากแต่เขาหวาดกลัว...หวาดกลัวที่สุด...หากจะต้องเสียน้ำตา...เพียงเพราะว่า...นัยน์ตาคู่นี้มันควรจะว่างเปล่า...และเหือดแห้ง...เมื่อหยาดน้ำนั้นแห้งหาย
รัก...คือการแสดงความอ่อนแอ...รัก...คือการที่จะต้องเจ็บปวด...หากแต่ แม้ว่าจะรู้เช่นนั้น...เขาก็ยังคงปรารถนา...และโหยหา...ความรัก...รัก...ที่เขาไม่เคยได้
“มุคุโร่คุง...รู้รึเปล่าว่า ความรักคืออะไร”
ครั้งหนึ่ง มีเทวดาองค์หนึ่งเคยถามเขา...เทวดาที่เปลือกนอกเป็นสีขาวพิสุทธิ์สว่างที่เขาชอบที่จะล้อเลียนเสียดสีความสว่างแสนจอมปลอมนั้น...เพียงเพราะรู้ดีว่า...สีสัน...แก่นแท้ที่แท้จริงของความขาวพิสุทธิ์นั้น...ดำสนิท เฉกเดียวกับที่ปีกคู่นั้นแปดเปื้อนไปด้วยโลหิตและความตาย
ไม่มีวัน...ที่เขาจะตอบ เพียงเพราะเขาได้สัญญากับตัวเอง...ว่าจะเสแสร้งว่าเขาไม่เคยรู้ แม้ว่าจะต้องโกหกและประชดเสียดสีอยู่เรื่อยร่ำ
“ฉันรักเธอ...ฉันรักเธอ...ฉันรักเธอ”
เขาเกลียดเสียงที่นุ่มนวล...เกลียดคำพูด...เกลียดคำคำนั้น...เมื่อยามเทวดาผู้ไร้รักกระซิบบอกมันที่ข้างหู และยิ่งเกลียด...เมื่อรู้ว่า...เมื่อยามได้ยินเสียงที่นุ่มนวลนั้น...แก่นแท้ที่โหยหาและดำมืดของดวงวิญญาณที่แก่เก่าและโดดเดี่ยวมานานของเขา...เพรียกหาความรักนั้นปานใด การอยู่ลำพังหาได้น่ากลัว...หากเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังต่อไปอย่างที่เคยเป็น...จนกระทั่งเมื่อสิ่งที่ใกล้เคียง...เสแสร้งได้ใกล้เคียง...กับความรักที่เขาโหยหาทำให้มายาภาพทั้งหมดต้องแตกสลาย
อีกภาพลวงตาหนึ่งที่ทำลายอีกภาพลวงตา เพียงเพราะว่า...แม้ว่าจะสมจริงปานใด...มันก็เป็นได้..แค่เพียงภาพลวงตา
มุคุโร่รู้ว่าความรักกับความใคร่...ต่างกันเยี่ยงไร เขารู้ดีถึงความภิรมย์ที่เกิดจากเมื่อยามผิวกายเสียดสัมผัส หรือแม้แต่ความต้องการมากล้ำที่สัมผัสนั้นทำให้เกิดกระหาย เขารู้ดี...ว่าเป็นเพราะความใคร่...เพราะตัณหาที่ทำให้เขาต้องแปดเปื้อน...ด้วยโลหิต...และอะไรบางอย่าง...ที่เจนชัดตอกย้ำในการกระทำยิ่งกว่า ในเมื่อเบียคุรัน...ชื่นชอบที่จะย้อมสีของเหยื่อของเขา...ให้เป็นสีแดงสด
แต่เขาก็เหนื่อย...เหนื่อยเหลือเกินที่จะป้องกัน...เมื่ออีกฝ่ายล่วงรู้ว่าจะต้องทำเช่นไร...เกราะกำบังที่เขามีจึงจะทลายแตกสลาย แม้ว่าจะพยายามปกปิด...โกหกสักเพียงไร...ประชดเสียดสีสักแค่ไหน...แต่สิ่งที่ทำได้สำหรับความไร้พลังที่จะต่อต้าน...ก็ได้แต่เพียงเท่านั้น และเบียคุรันเอง...ก็รู้ดี
ครั้งแล้วครั้งเล่า...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ภาพลวงและคำโกหกที่ถูกเอ่ยซ้ำๆ...เขาอ่อนแอเกินกว่าจะปฏิเสธมัน...จนบางครั้งโอนอ่อนยอมให้อีกฝ่ายเสียจนน่าละอาย หากแต่เทวดาสีขาวหาได้ยินยอมให้เขาหนีจากความละอายนั้น...
เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตาย
ที่ทำได้...ก็แค่โอบกอดความภาคภูมิใจสุดท้าย...ถนอมมันเท่าที่มันจะไม่แตก...และพังทลายลง เสแส้รง...ว่าเขาไม่เคย...แม้แต่จะสูญเสีย...แม้แต่เศษเสี้ยวของความภาคภูมิใจนั้นไป
และเมื่อยามหลับ...ดวงจิตของเขาไม่อาจท่องเที่ยว...มีกำแพง...ที่มองไม่เห็นขวางกั้นเขาเอาไว้...กีดกั้นไม่ให้เขาสามารถหนี เขาจึงได้แต่เพียงจมดิ่งลง...ในห้วงที่ลึกที่สุด...เพียงเพื่อที่จะฝัน...ถึงคำหวานนั้น...ถึงสัมผัสที่นุ่มนวล...หรือแม้แต่อ้อมกอดที่อบอุ่น...ที่เขาควรจะรู้อยู่แก่ใจดีว่า...เป็นเพียง...ภาพลวง
เกราะกำบังที่มีมันแตกไปแล้ว...พังทลายลง...อ่อนแอเสียยิ่งกว่าร่างกายที่หลั่งโลหิตนี้
หากแต่เมื่อยามลืมตา...
“เธอน่าจะชอบที่เธอเห็นนะ”
และเห็นก้อนขนมมาร์ชเมลโล่เรียงกันเป็นรูปหัวใจที่มีเลข ‘69’ อยู่ข้างใน เขาก็ได้แต่เพียงจ้อง...จ้องมองมัน...จนกระทั่ง...รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปาก
เขาจะไม่แสดงออก...ว่าเขาชอบหรือว่าชื่นชมมันเพียงไร
“ช่างสวยงามอย่างไร้รักจริงๆนะครับ”
เพียงเพราะเขาไม่คิดที่จะแพ้...ในเกมนี้
Fin
รู้สึกไม่ได้เขียนฟิกแปบเดียว (แอบหนีไปติดเกมแปบเดียวเองนา TTvTT)
แต่เขียนๆแล้วรู้สึกคิดถึงคู่นี้ชอบกล... TTvTT
ก็...ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ล่วงหน้าเช่นเคยนะคะ กลับมาแล้วค่า~ >w<
ปล. คาดว่าถ้าแรงบ้ายังไม่ลด อาจจะเห็นฟิก DFF เร็วๆนี้ กร๊ากกกกกกกกกก
Up Next: Castle Down - Chapter II

ขอให้มุกลับมาก่อนตอน 230 ด้วยเถอะ คิดถึงจะแย่แล้ว
#1 By talalan on 2009-01-28 17:37