[KHR FIC] [5187] Snake's Bite - HBD lvlelody '09
posted on 24 May 2009 22:59 by hiyuura in Fanfictionปีหนึ่งเวียนมาบรรจบไวละว่อง จำได้ว่ายังปั่น Black Rose ให้เม่เป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้วอยู่เลย ปีนี้ได้ปั่นอีกแล้ว แต่รู้สึกว่า...รีเควสจะต่างอารมณ์กันสุดหูรูด
ไอ้ที่ให้เลือกระหว่าง "โชชั่วกับโชชั่วโคตรๆ" เนี่ย มันอะไรกันคะ คุณน้องขา ขอ "ชั่วรั่วๆ" ก็ไม่ได้...เห็นโชจังเป็นคนเลว ยูระช้ำใจ~ TTvTT (ฮา)
เอ้า แต่ยังไงๆก็พยายามเข็นออกมาให้คุณน้องได้อ่านในวันคล้ายวันลืมตาดูโลก เพราะฉะนั้นเอาไปเลยค่ะ ยาวเบ้งๆ แอบดาร์คแต่เรท PG กร๊ากกกกกกกกกกกกก ว่าแล้วก็...แปะ XD~
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Snake's Bite
Pairing: Shouichi/Spanner, mild Kikyou/Zakuro
Rating: PG-15
Warning: BL, spoilers
คำเตือนสำหรับบุคคลทั่วไป: งานอดิเรกของอิป๋าคือการกลั่นแกล้งโช
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
คำพูด...ลดเลี้ยวเคี้ยวคดได้ราวกับลำตัวอสรพิษ...
วาจา...ไพเราะเสนาะสนิท...หากแต่เคลือบด้วยพิษฉกาจร้าย
คำพูด...แฝงไว้ด้วยกลเล่ห์...งูเห่าฝังคมเขี้ยวลงที่กลางใจ...
เพียงเพราะรู้...รู้ดีว่า...เมื่อยามพิษกำเริบนั้น...
—Snake’s Bite—
Rotten Hearts
อิริเอะ โชอิจิเคยถูกตราหน้าว่าเป็นหนอนหนังสือ...เป็นคน...ที่ซ่อนตัวเองอยู่หลังหน้ากระดาษหนา และไม่กล้า...ที่จะกระโดดออกมาจากเบื้องหลังหน้ากระดาษและตัวหนังสือนั้น...เขาจำได้...ว่าคนอื่นๆเคยหัวเราะเยาะเขาเยี่ยงไร แต่เขา...ก็ไม่เคยจะใส่ใจกับเรื่องที่คนอื่นคิด...ถ้าหากเรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องให้เขาเก็บมาคิด และแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จหลายอย่างในเวลาอีกไม่กี่ปีต่อจากนั้น...กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไรที่เขาไม่คิดว่าจะกล้าทำลงไป...เขาก็ยังรู้...ถึงขีดจำกัดของตัวเอง
เขาอาจจะกล้าทำในหลายๆสิ่งที่ไม่เคยคิดที่จะกล้า...แต่ทว่า...ท้ายที่สุดแล้ว...เรื่องที่ไม่เคยคิดกล้า...มโนฝันที่ปรารถนาสูงสุดแม้จะเลื่อนลอยยิ่งกว่าอุดมการณ์...กลับทำให้เขาต้องหนี...และหลบซ่อนอีกครั้ง...อยู่ใต้หน้ากาก...
...เหมือนกับที่เคยซ่อน...อยู่หลังหน้ากระดาษและตัวหนังสือ...
มันคือหน้ากาก...ที่เรียกว่าภาระหน้าที่...ที่ถูกซ้อนด้วยอีกพันธะหนึ่ง...เขากล้าที่จะเล่นกับไฟ...ในขณะที่เขากลัวสายน้ำเย็นใส...ทั้งๆที่นิ้วของเขาไม่เคยที่จะไหม้จากการสัมผัสมัน
หน้าที่ที่ต้องตื่นตัว...ระแวดระวังอยู่เสมอ...
คนบางคนที่แสนอันตรายเตือนให้เขานึกถึงเรื่องของโลกิ...เทพเจ้าผู้เจ้าเล่ห์ประดุจสุนัขจิ้งจอก และมีวาจาอันร้ายกาจราวพิษของอสรพิษ เขาเสี่ยงชีวิตโดยไม่บกพร่องต่อพันธะหน้าที่...ไม่แสดงออกซึ่งทีท่าหวาดหวั่น...เพียงเพื่อหาทางโค่นบุรุษนั้น...
คำพูด...ก็แค่เสียงที่เปล่งออกมา...ให้กระทบกับระบบรับเสียงของโสตหู
ไม่มีความหมายอันใด...มากไปกว่า...การคัดเลือกสรรเอาข้อมูลอันเป็นประโยชน์
จนกระทั่ง...วันหนึ่ง...ที่เขาได้รู้ว่า...โลกินั้น...ไม่ได้มีแค่ลิ้นของงูและสติปัญญาของจิ้งจอก...หากแต่ยังมีสายตา...ที่คมกริบประดุจเหยี่ยว
ความลับของเขา...ถูกล่วงรู้
ความลับ...ที่มิใช่ภาระหน้าที่...มิได้มีพันธะสัญญาที่พันผูก...หากแต่มีสายใยบางๆที่เรียกว่ามิตรภาพมากางกั้น
มิตรภาพ...หาใช่สิ่งที่ดีเสมอไป...เมื่อมิตรภาพนั้น ถูกจำกัดความด้วยคำว่า ‘เพื่อน’ ที่สำหรับคนบางคน...มอบให้ได้ทันที่กับคนที่เพิ่งจะรู้จัก มิตรภาพ...อาจเป็นสายใยที่เปราะบาง...และฉีกให้ขาดได้ง่ายเสียยิ่งกว่าด้ายที่ถูกดึงจนตึงทั้งเส้น
หวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่มี
ตึง...จนเกินไป...
หวาดกลัวการถูกปฏิเสธ
“โชจัง~~” เสียงทุ้มนุ่มของบุรุษผู้เป็นผู้นำแห่งมีลฟีโอเล่แฟมิลี่...ผู้มีนามพ้องกับความเลอค่าแห่งบุปผาหากแต่นำพาแต่เพียงความหายนะเอ่ยเรียก ดวงหน้าคมของบุรุษนั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของคนขี้เล่น
รอยยิ้มที่ไม่มีความจริง
“มีอะไรอีกละครับ” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้มเอ่ยขึ้น สองมือที่ทำงานจนกร้านหยาบรวบเอาเอกสารที่อีกฝ่ายอ่านแล้วหาเรื่องโยนให้กระจัดกระจายเล่นมารวบรวมไว้
เบียคุรันเอนหลังลงพิงโซฟาตัวโปรด ก่อนจะเปรยขึ้น... “ฉันสงสัยมานานแล้วล่ะ” กับคำถาม...ที่ฟังดูแสนจะธรรมดา
“คนที่ทำงานให้ฉันล้วนมีจุดประสงค์ส่วนตัวกันทั้งนั้น...คนที่เข้ามา...ล้วนหาที่ทางให้ตัวเองมีความสุข” ความสุขที่เกิดจากการหนีความหวาดกลัว...หากไม่สามารถเอาชนะได้ ทางออกมีเพียงแต่การสิโรราบและจำยอม “แล้ว...โชจังล่ะ...อะไร...คือความสุขของเธอ”
จงพึงระวัง...พิษที่ถูกพ่นออกมานั้น...
“...อยู่ๆทำไมถึง...ถามละครับ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามกลับ
หวาดกลัวคำตอบ
คิดจะเปลี่ยนเรื่อง เพราะคิดว่าเป็นแค่คำถามเล่นๆ หากแต่นัยน์ตาสีอเมทิสต์ที่จ้องมองกลับมานั้น...
เพราะว่าสายตาที่คมประดุจเหยี่ยวนั่น...
กลับบอกว่า...นี่ไม่ใช่แค่คำถามธรรมดา...
สามารถมองเห็น...ลึกเข้าไปถึงดวงใจ
“เอาเถอะ ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่บังคับกันหรอก” นัยน์ตาคมกริบราวกับมีดหายไปใต้เปลือกตา รอยยิ้มของเทวดา...ลวงหลอก ทั้งที่คำพูด...ฝังเอาคมเขี้ยวลึกลงที่กลางใจ
“แต่บางสิ่งบางอย่างน่ะนะ โชจัง...ถ้าเป็นเส้นตรงเกินไปก็ไม่มีวันได้มาหรอกนะ เพราะเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงแล้วนั่นน่ะ...” นิ้วยาวเรียวคีบเอาก้อนขนมสีขาวนุ่มมาบีบเล่นตามนิสัย
คนที่ยอมตึง...เพียงเพราะไม่กล้าหย่อน...
“ถ้าดึงอีก...มันก็จะขาด” ก่อนจะจงใจ...กัดก้อนขนมนั้นให้ขาดออก...เป็นสองท่อน
พิษร้ายที่แทรกซึม...
“...ผมเพิ่งนึกได้ว่าลืมเอกสารสำคัญอีกเล่ม...ขอตัวก่อนนะครับ”
จึงเจ็บแสบที่สุด...
เสียงที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงหัวเราะราวกับไม่ใส่ใจ
เมื่อแผลนั้นพุพอง...จนเป็นหนอง
“หึหึ เธอนี่...ทำงานหนักเกินไปจริงๆนะ โชจัง”
เพราะอย่างนี้...เธอถึงไม่ได้มาซะที...สิ่งที่ต้องการครอบครอง
…
ห้องทำงานของเขามักจะรกอยู่เสมอ...มันไม่เคยได้รับการจัดให้เป็นระเบียบ...และเขาก็ชอบ...ให้มันยุ่งเหยิงอยู่แบบนั้น คงเพราะคนอย่างเขา...เป็นเส้นตรง...เป็นรูปแบบ...สัญลักษณ์...ที่แน่นอนคงเส้นคงวาอยู่เสมอ...รึเปล่านะ เพราะเขามักจะชอบตั้งกฎเกณฑ์...มาตราฐานและเส้นแบ่งคั่นในชีวิตและอุดมกาณ์อยู่เสมอ...จึงทำให้เขาปล่อยปละละเลยเรื่องอื่น...และชื่นชอบที่จะเห็นมันยุ่งเหยิงอย่างไม่มีทางแก้ไขอยู่อย่างนั้น...
ห้องที่กว้างแต่ก็ดูรกราวกับรังหนู...มันคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขา...หลุมหลบภัย...ที่ซ่อน...ตัวตนที่แท้จริงของเขา
หลบอยู่หลังหน้าหนังสือ...หรือหมกตัวอยู่ในห้อง...ไม่ได้แตกต่างกันเลยไม่ใช่รึไง...
...ก็แค่พื้นที่หลบซ่อนที่ใหญ่ขึ้น...เพราะอย่างนี้...เขาอาจจะเป็นหนูที่ตัวใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งกระมัง...
อิริเอะ โชอิจิเกลียดเครื่องแบบมีลฟีโอเล่...และไม่คิดที่จะสวมมัน หากเขาอยู่ในอาณาเขตของตัวเอง...ปราการที่เต็มไปด้วยกองกระดาษเอกสารที่รกจนไม่เป็นระเบียบ...สูงพะเน้นจนราวกับจะล้มลงมาทับเจ้าของห้องได้...ถ้วยกาแฟถ้วยแล้วถ้วยเล่าที่ถูกซดจนแห้งเหือด...และไม่เคยคิดจะลุกเอามันไปล้าง...กาแฟรสชาติแสนขม...กับนาฬิกาที่บอกชั่วโมงทำงานที่ไม่เคยหยุดของเขา...เขาที่ไม่เคยหลับเป็นที่หรือเป็นเวลา...
เรื่องนี้ละมั้งที่ทำให้เขาแตกต่าง...กับคนคนนั้น...
คนที่...ทำอะไรเป็นแบบแผนเสมอ...แต่ก็ไม่ตรงจนเกินไป...คนที่ปล่อยตัวตามสบายได้ แม้ว่าเรื่องตรงหน้าจะยุ่งยากมากกว่าสมการที่ชอบท้าทายที่จะถอด...
คนที่...เขามองเห็นในส่วนของเส้นโค้ง...หรือรูปแบบบางอย่างได้ทุกครั้ง...แม้ว่ามันจะไม่มีส่วนที่เหมือนกันเลยสักนิด
เขานอนอยู่บนเตียงที่ไม่เคยจัด...ลากเส้นเสียงแกรกกรากลงบนกระดาษที่มีกระดานไม้แผ่นบางๆสำหรับสเก็ตช์รูปรองเหมือนกับทุกครั้ง...ทุกครั้งที่เขาอยู่คนเดียว...และไม่มีงานอื่นเข้ามารบกวน...ไม่สิ...ไม่มีงานอื่นเข้ามาเบ่งเบนเขาไปจาก...นัยน์ตาสีเดียวกับท้องฟ้า และเส้นผมสีทองสว่างไสวที่คอยรบกวนจิตใจ...
ไส้ตะกั่วดำดังถ่านของดินสอสำหรับร่างเส้นลากไปบนแผ่นกระดาษสีขาว...
แกรกกราก...แกรกกราก...
เสียงของมันราวกับเสียงของเครื่องดนตรีที่แสนจะรบกวนโสตหู
สีดำกับสีเทาบนกระดาษสีขาว...จืดชืดไร้สีสัน...แต่มันกลับมีสีอันชัดเจนยิ่งนักในดวงตาของผู้วาด
สีทอง...กับสีฟ้า...
ความรัก...เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก...และยาก...เกินกว่าจะเข้าใจ มันไม่ใช่แค่รูปทรงเรขาคณิต...ไม่ใช่แค่การตัดบางส่วนของวงกลมออกด้วยเส้นโค้งบางเส้น...เพียงเพื่อจะสร้างรูปลักษณ์ที่เหมือนกับหัวใจ
สีของไส้ดินสอเป็นสีดำ...ดำดังถ่าน...แต่ทว่าภาพที่เขาร่าง...กลับมาจากความทรงจำในมโนคิด...รอยยิ้มที่แฝงความมั่นใจเอาไว้ในอารมณ์แบบสบายๆ...คนที่ยึดมั่นในกฎแต่ก็เชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเองมากกว่าหลักการไหนๆ...คนเฉื่อยชาที่แสนขยัน...คนที่บอกว่าชอบบะหมี่ถ้วยกับชาญี่ปุ่นมากกว่าแฮมเบอร์เกอร์และบอกเขาว่ากาแฟไม่ดีต่อสุขภาพทั้งที่บะหมี่ถ้วยก็มีสารอาหารไม่เพียงพอคนนั้น...
แกรกกราก...แกรกกราก...
ไส้ดินสอ...ดูเหมือนจะทู่ลงทุกที...
กระดาษที่ได้รับการร่างเส้นแผ่นแล้วแผ่นเล่า...เกลื่อนกระจายเต็มที่นอนแสนยุ่งเหยิง...เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้มขยับวาดมือไปราวกับจมอยู่แต่ในภวังค์สะกด...จนกระทั่ง...
ตุบ!
ข้อศอกไปชนเอาเสื้อนอกของเครื่องแบบสีขาวที่เขาวางพาดไว้อย่างไม่ใส่ใจร่วงหล่นลงบนพื้น
นัยน์ตาสีมรกตเบื้องหลังกรอบแว่นตาหนาหรี่เล็กลง
อิริเอะ โชอิจิเกลียดเครื่องแบบมีลฟีโอเล่...เพียงเพราะเขารู้ว่า...ทุกครั้งที่เขาสวมมัน...มันราวกับจะตอกย้ำ...ถึงสิ่งที่มันไม่ใช่...และความหมายแฝงที่คอยแต่ตอกย้ำเขาราวกับทั่งเหล็กที่ตอกกระทบลงที่กลางใจว่า...
สปาน่า...คือศัตรู...
มิตรภาพของพวกเขา...มันไม่มีมาตั้งแต่แรก...หรืออย่างน้อย...ก็ไม่มีตั้งแต่ตอนที่เขารู้ว่าสปาน่าที่เขาเคยรู้จักที่งานแข่งประกอบหุ่นยนต์สมัยมัธยมปลายคนนั้น...กำลังทำงานให้กับมาเฟียผู้มีเจตนาร้าย...และได้สรรสร้างอาวุธที่จะคร่าชีวิตและพลิกโฉมหน้าของโลก
กฎของโลกมืด...กฎเหล็กที่ไร้ใจ...คนทรยศ...สิ่งตอบแทนคือความตาย
เขาดึงเอาเส้นสาย...ที่เรียกว่ามิตรภาพนั้น...กำมันเอาไว้แน่น...กำเอาไว้จนเส้นด้ายนั้นบาดลึกจนถึงเส้นโลหิต...โดยไม่คิดที่จะหย่อนมัน เพราะเขารู้ดีว่า...ที่นี่...เขาไม่อาจไว้ใจใคร...ไม่...แม้แต่คนที่เขาหลงรักคนนั้น...เขาดึงเส้นด้าย...ผูกมัดมันเอาไว้ทั้งที่มันแสนเปราะบางโดยไม่อยากจะปล่อยมือทิ้งมันไป...
“แต่บางสิ่งบางอย่างน่ะนะ โชจัง...ถ้าเป็นเส้นตรงเกินไปก็ไม่มีวันได้มาหรอกนะ เพราะเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงแล้วนั่นน่ะ...”
ทั้งที่รู้ดีว่า...
“ถ้าดึงอีก...มันก็จะขาด”
ไม่กล้าปล่อยมือ...หวาดกลัวที่สุด...แต่ก็รู้...ว่าถ้าดึงต่อไปจนมันขาด...ก็คงมิอาจได้มา...
ความน่าจะเป็นเท่ากับศูนย์
เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้...จึงได้ยิ่งหมกมุ่น...
คนที่เป็นเส้นตรงอย่างเขา...คนที่เอาแต่หลบอยู่ในที่หลบซ่อนอันยุ่งเหยิง...ฤาเพราะสถานที่ที่เป็นดังที่หลบภัยแห่งนี้มันหาระเบียบในความสับสนมิได้...ภาพที่วาดออกมาทั้งหมดจึ่งได้...
หาผลลัพธ์ที่ถูกต้องไม่มี...
“ฉันควรจะทำยังไงกับนายดี...สปาน่า” ชายหนุ่มกระซิบ...กับรูปวาดที่กระจัดกระจาย...กับเส้นร่างที่ตัดกันจนเป็นภาพของคนผู้หนึ่ง...คนที่ไม่มีวันได้มา...
หรือฉันควรจะรอ...จนกว่าด้ายมันจะขาดไปเอง...อย่างนั้น...?
ทำไมคนเราถึงเจ็บปวด...กับแค่เพียงสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก...ทั้งๆที่มันเป็นอารมณ์ที่ถูกสั่งการจากสมอง...
ทำไมคนเราจึงร้องไห้...เสียดแปลบที่ในอก...ทั้งๆที่หัวใจเป็นอวัยวะที่ไร้ความคิด...
และทำไม...คนเรา...อาจจะขาดใจได้...เพียงเพราะหน้าที่และอุดมการณ์...ทั้งๆที่อุดมกาณ์นั้น...เป็นเพียงคำพูดที่สวยหรู
การที่คนเรา...จะลุกหนีจากความคิดบางความคิด... มันยากถึงเพียงนี้เชียวหรือ...
ถึงได้เจ็บปวด...จึงได้ร่ำไห้...ปานแทบจะขาดใจ...
เมื่อรู้ว่า...จุดสิ้นสุดจะต้องมาถึง...ในเวลา...ที่ไวเกินกว่าจะทำใจ
…
กาแฟ...หมดไปกี่แก้วแล้วนะ...แก้วที่กองสุมพะเนินบอกถึงเวลาที่ผ่านไป...
สุมพะเนิน...ดุจเดียวกับความหนักอึ้งในอก...
ความตึงเครียดกำลังจะทำให้ฉันเป็นบ้า
ปวดกระเพาะ...แสบท้องไปหมด...เจ็บราวกับท้องไส้กำลังบิด...ที่รับรสได้...แผดผลาญอยู่ในลำคอคงจะเป็นน้ำย่อยรสฝาดขมที่สวนทางขึ้นมา
ชายหนุ่มทรุดลงกองกับพื้น...แผ่นหลังเอนลงพิงกำแพงเพียงเพื่อจะหาที่พยุงให้พิงพัก
เจ็บ...เจ็บ...เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน...
สัญญาณถูกส่งมาแล้ว...ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าพวกวองโกเล่จากอดีตจะบุกเข้ามา...หน้าที่จอมปลอมของเขากำลังจะสิ้นสุด...
สิ้นสุด...พร้อมๆกับ...
นัยน์ตาสีมรกตหม่นสีลง...ท่ามกลางความสับสนที่ระคนปนเปกับความเจ็บปวด...แว่นตาที่ทำให้มองเห็นโลกได้เด่นชัดตกหล่นไปไม่รู้เมื่อตอนไหน...กระดาษสีขาวที่เปื้อนสีดำและเทาของรูปวาดมากมายปลิวกระจายไปทั่วห้อง และ...รูปของคนที่อยู่บนกระดาษนั้น...ก็หาได้ชัดเจนอีกต่อไป
“เพราะเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงแล้วนั่นน่ะ...”
มิตรภาพที่แสนเปราะบาง...
“ถ้าดึงอีก...มันก็จะขาด”
ในความเงียบ...คำพูดจากเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงไปด้วยเล่ห์ร้ายพร่ำกระซิบซ้ำไปซ้ำมาในโสตหู...เขา...คนที่เป็นเส้นตรงจนเกินไป...เขา...คนที่ไม่อาจได้สิ่งที่ต้องการมา...
ละครฉากสุดท้ายนี้...เขาจะผ่านมันไปได้...ก่อนที่จะเป็นบ้าหรือเปล่านะ...?
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้น...
ชายหนุ่มรีบรวบรวมกำลังวังชาที่มีเก็บเอากระดาษที่ว่อนกระจายนั้น...ก่อนจะปีนขึ้นแสร้งทำเป็นล้มตัวนอนบนเตียงยับยู่อย่างเหนื่อยอ่อน...
“ท่านอิริเอะคะ...ขออนุญาตค่ะ” ประตูเปิดออก ก่อนที่คนข้างในจะได้เอ่ยอนุญาต
ผู้ที่มาเยือนคือร่างสองร่างของหญิงสาวผิวสีคล้ำที่แทบจะเหมือนกันจนเป็นฝาแฝด...
เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมส้มแสร้งทำเป็นงัวเงีย “อือ...เชลเบคโล...มีอะไรเหรอ”
“ของที่ส่งมาจากท่านเบียคุรัน...มาถึงแล้วค่ะ”
…
“คนคนนั้น...คิดจะทำให้ผมเป็นบ้า...จริงๆสินะ”
เบื้องหน้าเขา...เบ่งบานอย่างงดงามและร้ายกาจ...คือความสะพรั่งและความหมายที่กัดกร่อนจิตใจ...เจ้าแอนเนโมเน่สีขาวที่หมายถึงความคาดหวัง...มันถูกส่งมา...ดูละลานตาสดสวย หากแต่...ไม่เลย...ที่อิริเอะ โชอิจิจะชื่นชมมัน
เพราะมันแฝงความหมาย...ที่ลึกและเจ็บแสบยิ่งกว่าความไว้วางใจที่ผู้เป็นนายแสนจอมปลอมมจะมอบให้ข้ารับใช้ที่ลวงหลอก
“แล้วโชจังล่ะ...อะไร...คือความสุขของเธอ...”
นัยน์ตาสีมรกตหรี่เล็กลง...ชายหนุ่มดันกรอบแว่นตาให้เข้าที่...เพียงเพื่อจะป้องกันความหวาดกลัว...ที่จะเห็นภาพ...ที่พร่าเลือน...หากแต่...
“เชลเบคโล ช่วยออกไปก่อนที...ผมมีเรื่องที่ต้องคิด”
“...ค่ะ...ท่านอิริเอะ...”
ครืด...
ทันทีที่ประตูปิดลงตามหลัง...แม้ว่าจะพยายามเช็ดเลนส์แว่นที่สวมสักกี่ครั้ง...ภาพตรงหน้า...มันก็ยัง...พร่าเลือน...
ความสุข...สิ่งที่ปรารถนา...กับหน้าที่และสำนึกผิดชอบชั่วดี...
มิตรภาพแสนเปราะบาง กับเส้นด้ายที่เขารู้ดีว่าไม่อาจหย่อน...
อันตรายเกินไป...ผิดพลาดไม่ได้...
สปาน่า...สปาน่า...สปาน่า...
“คุณคิดจะกดดันผมไปถึงไหน...คุณเบียคุรัน”
…
“เลโอคุง~ ของที่ฉันให้ส่งไปให้โชจังน่ะ ส่งไปถึงแล้วหรือยัง” เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์แย้มรอยยิ้มทันทีที่เด็กหนุ่มร่างเล็กเจ้าหน้าที่ส่งสารปรากฎตัวเพื่อทำหน้าที่
เลโอนาร์โด ลิปปีรีบพยักหน้า ทำทีราวกับเด็กหนุ่มที่ทั้งกระตือรือร้นและสุดแสนจะประหม่า “ค...ครับ ทางโน้นติดต่อกลับมาว่าได้รับเรียบร้อยแล้วครับ”
“ดีจริง ถ้าโชจังได้รับของ ฉันก็โล่งใจ” รอยยิ้มบางบนริมฝีปากของกล้วยไม้ขาวเหยียดกว้างขึ้น “ทำงานได้เร็วแบบนี้ ฉันควรจะให้รางวัลเธอยังไงดีล่ะ หือม์ เลโอคุง”
“ม...ไม่จำเป็นหรอกครับ ผ...ผมแค่ทำตามที่สั่งเท่า...เท่านั้นเอง” ดวงหน้าของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดขึ้นสีระเรื่อน้อยๆด้วยความขัดเขิน
“แต่เลโอคุงเอง...ก็มีสิ่งที่หวังเอาไว้อยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ” นัยน์ตาคมลืมขึ้น...ทอดมอง...สะกดตรึงร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้จนมิอาจขยับ...หรือควรจะพูด...ว่าเสแสร้งว่าหวาดกลัวทั้งๆที่รู้จักจะข่มความกลัวแบบนั้นดีนะ... “ความสุข...ของเธอน่ะ”
“เอ๋...!? ม...หมายความว่ายังไงเหรอครับ...ท่านเบียคุรัน”
เทพที่มีชื่อว่าโลกินั้น...เจ้าเล่ห์ประดุจสุนัขจิ้งจอก และมีวาจาอันแยบคายดุจดังพิษของอสรพิษร้าย หากแต่สายตานั้น...
“หึหึ...เธอนี่ไร้เดียงสาซะจริง เลโอคุง”
กลับเฉียบคมเสียยิ่งกว่า
“กินมาร์ชเมลโล่หน่อยไหม”
ถึงรู้...แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้...ดอกดาจูร่าประดับแจกันหรูในห้องกว้าง...
นี่คง...ใกล้จะได้เวลาเร่งปิดเกม...แล้วกระมัง...
เทวดาลวงหลอกสีพิสุทธิ์แย้มรอยยิ้มงดงาม เฉกเดียวกับปีศาจผู้งดงามลวงหลอกในร่างของเด็กหนุ่มไร้เดียงสา...
คงใกล้...จะได้เวลาปิดหมากกระดานแรก...แล้วสินะ...
ขนมมาร์ชเมลโล่ก้อนกลมถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง...ครานี้...เบียคุรันมิได้ฉีกมันออกเป็นสอง หากแต่กินมันเข้าไป...หมดทั้งชิ้น
ถ้าถึงเวลาสุดท้ายที่ต้องเลือก...คนที่ตึงเกินไปอย่างเธอ...จะเลือกคว้าเอาความสุขเอาไว้สักทีรึเปล่านะ...โชจัง
…
จุดสิ้นสุด...ไม่มาถึง...
“สปาน่าให้ที่หลบซ่อนกับวองโกเล่ถือว่าเป็นคนทรยศ...ถ้าเจอตัวจะให้ทำยังไงดี” บุปผาภูตไอริสเอ่ยถาม...
คำถามที่เขาน่าจะยินดี...ในคำตอบ สปาน่า...สปาน่าให้ความช่วยเหลือกับวองโกเล่...เท่ากับว่าตอนนี้...แท้จริงพวกเขาเป็นข้างเดียวกันแล้ว...หรือไม่ใช่...
“...” แต่ทว่า...ทำไมนะ...ทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บแปลบในอก...ทั้งๆที่ควรจะปรีดา...ในการค้นพบนั้น “ไม่มีคำว่าให้อภัยสำหรับคนทรยศ...ถ้าเจอตัว...ให้ฆ่าทิ้งได้เลย”
หรือบางที...ควรจะพูดว่า...ก็แค่ยืดเวลาออกไป...
เขา...ที่เป็นผู้คอยสังเกตการณ์....เขา...ที่เดิมพันทั้งหมดกับแผนการนี้...
จะผ่านด่านนี้ไปได้หรือไม่ ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับคุณ...วองโกเล่
เขา...เห็นภาพได้ชัดเจน...ฐานเมโลเน่ที่เหมือนกล่องของเล่นนี้...เขามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในของมัน จิ๊กซอว์ที่เขาสามารถต่อให้เป็นรูปร่างยังไงก็ได้ตามใจคิด...จิ๊กซอว์ขนาดใหญ่...ภายในของมันคือจิ๊กซอว์อีกนับล้านๆชิ้นที่ละเอียดอ่อนกว่า...ชิ้นส่วน...ที่เรียกว่า...จิตใจของมนุษย์...
จุดสิ้นสุดของนายกับฉัน...
หากการแฝงตัวเข้ามาของเขาสมบูรณ์แบบ...
“อิริเอะ โชอิจิ...นายคืออิริเอะ โชอิจิเมื่อตอนนั้นเองน่ะเหรอ...”
“นาย...”
“ไม่คิดว่าจะได้ทำงานด้วยกัน ไม่สิ...ฉันคิดอยู่แล้วว่าจะต้องได้เจอนายอีก ฉัน สปาน่า...จำได้ไหม การแข่งหุ่นยนต์ระดับมัธยมปลาย...”
หากมิตรภาพที่หยิบยื่นให้ตอนนั้น...
“นายยังจำชื่อฉันได้...”
“...ไอน์สไตน์ไม่ได้จำได้แค่สูตรฟิสิกส์หรอกนะ โชอิจิ”
มิตรภาพที่แสนเปราะบางยิ่งกว่าเส้นด้าย...
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”
“ฉันก็เหมือนกัน................”
หากรอยยิ้มในตอนนั้นเป็นความจริง...และความดีใจในตอนนั้นมิใช่การเสแสร้ง...
“.........สปาน่า?”
“...คนญี่ปุ่น...เขาพูดว่า Dozo Yoroshiku ใช่ไหม”
“หา...เอ่อ...ใช่...Dozo Yoroshiku”
หากเรื่องโกหกทั้งหมดเป็นเรื่องจริง...
“ในฐานะของหัวหน้าผู้รักษาการณ์ฐานเมโลเน่...คนทรยศ...”
ที่กำลังเจ็บปวดอยู่ตอนนี้...
“จะต้องถูกกำจัด”
ก็เพราะนายเลือกวองโกเล่รุ่นที่สิบ...มากกว่าฉันอย่างนั้นเหรอ...สปาน่า...
คมเขี้ยวของอสรพิษฝังลงที่กลางใจ...คำพูดที่ฟังไพเราะเสนาะหู...มีความนัยร้ายกาจดังยาพิษ...ควรจะปล่อยให้เส้นด้ายนั้นขาดไปทั้งอย่างนั้น...หรือว่าจะยอมหย่อนมัน...จนเส้นสายมันหลุดจากมือนั้น...แล้วมอบนายให้คนอื่นไป...
เด็กหนุ่มที่เขาเป็นคนพามาจากอดีตเองคนนั้น...คนที่ไม่ควรจะมีตัวตนในโลกใบนี้...เป็นไปได้หรือ...เพียงพบหน้าในฐานะศัตรูแค่ไม่กี่นาที...ส่วนเสี้ยวของชั่วโมง...กับมิตรภาพที่ควรจะยั่งยืนยาวนาน...มันกลับแทบจะขาด...สะบั้นได้ในชั่วเพียงอึดใจ...
สปาน่า...คนที่เหมือนกับลอยไปลอยมา แต่ก็มีหลักการประจำใจ...เจ้าของเรือนผมสีทองและนัยน์ตาสีเดียวกับท้องฟ้าที่เขาได้ระบายวาดลงบนกระดาษขาวด้วยดินสอที่จืดจางด้วยสีสัน...เสี้ยววินาทีเดียวที่นายตัดสินใจเลือกที่จะช่วยเขาคนนั้น...
พิษร้ายได้กำเริบ
“แล้ว...โชจังล่ะ...อะไร...คือความสุขของเธอ”
มือที่ทำงานจนหยาบกร้านจับเครื่องควบคุมแน่น...คำถามที่เทวดาผู้ชั่วร้ายเอ่ยถามฝังรากลึกเมื่อยามคนึงถึงภาพสำเร็จของจิ๊กซอว์คำตอบ คำถามที่ถามซ้ำไปซ้ำมา...ความสุข...ความหวัง...เส้นตรงที่มีแต่จะยืดยาวออกไปเรื่อยๆเมื่อปลายของมันไม่อาจจะบรรจบ...
“ถ้าถึงเวลาสุดท้ายที่ต้องเลือก...คนที่ตึงเกินไปอย่างเธอ...จะเลือกคว้าเอาความสุขเอาไว้สักทีรึเปล่านะ...โชจัง”
เพียงเพราะ...มนุษย์คนหนึ่งได้พ่ายแพ้...
“โชอิจิ...นายเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า พักผ่อนบ้างก็ดีนะ”
ให้กับความรัก...และความ...ริษยา...
แอนเนโมเน่สีขาวบานสะพรั่ง...หากแต่สีทองและสีฟ้านั้นช่างพร่าเลือน...
กัดกร่อนลึก...ไปจนถึงดวงใจ
มันคือ...เสี้ยววินาทีเดียวในการตัดสินใจ...
ขอโทษนะ...สปาน่า...
ปุ่มที่ชายหนุ่มกด...อาวุธสงครามที่ถูกยิงออกไป...
ไม่มีคำว่าปรานี
ฉัน...มันก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง...
…
“นี่...ซาคุโร่”
“หือม์?”
“นายคิดว่า...ความรัก...เป็นความผิดหรือเปล่า”
ซาคุโร่ส่งเสียงท้วงในลำคอเบาๆ...ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นจากที่กำลังนอนสบายบนตักนุ่มของผู้ที่เอ่ยคำถาม อีกแล้วเรอะ...คิเคียวกับคำถามพวกนี้...
“นายคงไม่คิดว่าฉันจะมีอารมณ์สุนทรีย์พอจะตอบคำถามแบบนั้นหรอกนะ”
เจ้าของเรือนผมยาวเป็นลอนสวยหัวเราะเบาๆ “คำตอบมันแทงใจนายสินะ อะฮ้า~”
คิ้วเข้มขมวดเป็นปม คนนอนหนุนตักทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างเสียไม่ได้ “...เฮ้อ...จะผิดหรือเปล่า ฉันก็ไม่สนหรอก”
“อืม...มันก็จริงนะ” คิเคียวยิ้ม ปลายนิ้วยาวสะกิดแก้มของคนหน้าคม ก่อนจะเลื่อนลงสัมผัสลูบไล้เคราสาก เส้นขนแข็งตำผิวเนื้อนิ่มจนชวนให้ชักมือกลับ หากแต่ปลายนิ้วมนยังอ้อยอิ่งเล่นอยู่กับความรู้สึกนั้น
“แต่สำหรับอิริเอะ โชอิจิ...คงไม่เหมือนกันละมั้ง”
“...” ซาคุโร่เหลือบสายตาขึ้นมองหน้าอีกฝ่าย...ดูท่าทีจริงจังกว่าเมื่อครู่...เล็กน้อย “แปลว่า...พวกเราหกบุปผาตัวจริงก็คงไม่ต้องออกโรงแล้วสินะ”
“ไม่หรอก” คิเคียวว่า มือสวยผละจากใบหน้าของอีกฝ่าย ขยับลงลูบไล้แผ่นอกแกร่ง “เพราะอิริเอะ โชอิจิน่ะ เป็นคนใจอ่อน”
เล็บคมครูดไปตามแผ่นอกนั้นจนเป็นรอยแดงยาว
“เพราะอย่างนั้น...ถึงจะโดนงูพิษกัดจนแผลมันพุพองเป็นหนอง...เหยื่อที่โดนงูกัดก็เป็นแค่เหยื่ออยู่วันยังค่ำ”
“...ท่านเบียคุรันนี่ใจร้ายแฮะ”
ผู้นำแห่งหกบุปผายิ้มน้อยๆ “ท่านผู้นั้น...ก็แค่อยากให้คนของท่านไขว่คว้าความสุขเอาไว้...เท่าที่สองมือจะคว้าได้ตะหากล่ะ ซาคุโร่” ก่อนจะโน้มตัวลง...ประทับริมฝีปากกับริมฝีปากอีกคู่หนึ่ง...ลิ้มเอารสชาติของ ‘ความสุข’ และสัมผัสสากของหนวดเครา...ของทับทิมแห่งหกบุปผาใต้อาณัติ
…
เขาพ่ายแพ้ในเดิมพันตามหน้าที่
วองโกเล่รุ่นที่ 10 ไม่อาจเอาชนะอาวุธสงครามได้
หรือ...ควรจะบอกว่า...เขา...คาดหวังที่จะพ่ายแพ้ในเดิมพันครั้งนี้มากกว่าจะทำตามหน้าที่เดิมดีนะ...?
คนเห็นแก่ตัวที่ในที่สุดแล้ว...ก็พยายามที่จะไขว่คว้าความสุข...
ฉันมันก็แค่คนเห็นแก่ตัวที่ขี้ขลาด
คนที่ยอมตึงไม่ยอมหย่อน...หากคิดจะคว้าเอาไว้ซึ่งภาพที่เลือนรางนั้น...เส้นด้ายที่ไม่อาจหย่อนได้นั่น...
ฉันจึงต้องดึงให้มันขาดเองเสียตอนนี้ ดีกว่ารอให้มันขาดเสียเอง
“โชอิจิ...?” เจ้าของเรือนผมสีทองค่อยๆลืมตาขึ้น...นัยน์ตาสีเดียวกับท้องฟ้าจับจ้องอยู่ที่ร่างของคนในชุดเครื่องแบบมีลฟีโอเล่สีขาวตรงหน้า คนที่...ดูไม่เหมือนเดิม...เพราะว่า...
สายตาที่จับจ้องมานั้นเปลี่ยนไป
“ตื่นแล้วเหรอ คนทรยศ...สปาน่า” น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นแสนเย็นเยียบ...และไร้มิตรจิต
มันสิ้นหวัง...เจ็บปวด...และ...
“...โชอิจิ นาย...” ชายหนุ่มพยายามขยับ แต่กลับพบว่ามือของตัวเองถูกใส่กุญแจเอาไว้...ล่ามเอาไว้กับเตียง...นี่กรรมตามสนองเขารึไงนะ...
เด็ดขาด...อย่างที่คนตรงหน้าไม่เคยเป็น
“นายน่าจะขอบใจฉันที่ยังเห็นแก่มิตรภาพของเรา รักษาชีวิตนายเอาไว้นะ” คำว่ามิตรภาพ...ที่ออกจากริมฝีปาก...มันช่างเลื่อนลอย...เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน...กับคำโกหกที่ออกจากปากของตัวเอง พยายามเสแสร้ง...ทั้งๆที่... “อย่าพยายามมองหาเลย...วองโกเล่รุ่นที่สิบน่ะ ตายไปแล้ว”
มันผิดต่อใจตัวเองที่สุด
“...ถ้านายทำตามหน้าที่ ฉันก็ไม่คิดจะร้องขอชีวิต” คนถูกจับกุมได้แต่เพียงยิ้มเศร้าๆ ตั้งแต่ตอนที่ช่วยวองโกเล่รุ่นที่สิบเพียงเพื่อเรื่องอุดมการณ์ด้านการค้นคว้าที่เลื่อนลอยของเขา...เขาก็รู้ดีอยู่แล้ว ถึงจะเป็นวิศวกรเหมือนกัน แต่เขาและโชอิจิไม่เหมือนกัน โชอิจิ...มีจุดมุ่งหมายที่ใหญ่เกินกว่าจะหยุดเพียงเพื่อพินิจดูสิ่งใดๆที่เป็นเหมือนจุดเล็กๆจากปลายปากกาบนแผ่นกระดาษที่เปรียบเหมือนจักรวาลของแปลนวาดเสมอ “พวกเรา...ต่างมีกฎของตัวเอง นายก็รู้ดี เรื่องนั้น ฉันไม่โทษนายหรอก”
อย่า...
“ฉันจะไม่ฆ่านาย...แค่ความตาย มันดีเกินไปสำหรับคนทรยศอย่างนาย” ทรยศ...ความเป็นเพื่อน...
อย่าจ้องมองฉัน...ด้วยสายตาแบบนั้น...
“นายต้องอยู่ต่อไป...และรับโทษเป็นจากฉัน...ถ้านายไม่ต้องการมิตรภาพจากฉัน นายก็ควรจะสำนึก...”
อย่าทำให้ฉันรู้สึกผิดไปกว่านี้เลย
“ว่าฉันมีเมตตากับนายมากขนาดไหน”
อิริเอะ โชอิจิ นายมันโกหกทั้งเพ
นัยน์ตาสีท้องฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่ออีกฝ่ายปีนขึ้นมาคร่อม “โชอิ-” และก่อนที่จะทันได้เอ่ยคำพูดใดทักท้วง ริมฝีปากอีกคู่ก็ช่วงชิงเอาทั้งคำพูดและลมหายใจของเขาไป...
มันควรจะเป็นจุมพิตแรกของพวกเขาที่แสนละเอียดอ่อน...จุมพิตละมุนอ่อนหวานที่เติมเต็มให้กับทุกความรู้สึกที่โหยหาโดยไม่ต้องมาถกเถียงกันว่า...ชาญี่ปุ่นกับกาแฟรสเข้ม...อะไรที่เย้ายวนใจกว่า มันควรจะเป็น...สัมผัสแรกที่เกิดมา...จากความยินยอมและความรัก หากแต่...
จุมพิตที่รุ่มร้อน...เกินกว่าจะเป็นจุมพิตที่มาจากความผูกพันที่รอวันเติบโตเกินกว่ามิตรภาพ...มันคือจุมพิต...ที่แสนเจ็บปวด...เจ็บทั้งคนที่จุมพิต...และคนที่ถูกจุมพิต...เจ็บแสบ...ราวกับแผลนั้น...พุพองเรื้อรังเป็นหนองร้าย...
แผล...จากการโดนคำพูดของอสรพิษฝังคมเขี้ยวลงที่ดวงใจ...
“ฉัน...ไม่ใช่เพื่อนของนาย”
“คนญี่ปุ่น...เขาพูดว่า Dozo Yoroshiku ใช่ไหม...”
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ...สปาน่า”
“หา...เอ่อ...ใช่...Dozo Yoroshiku”
ความสุขที่ไขว่คว้าเอาไว้...จากการสะบั้นสายใยที่แสนบางนั้น...มันคือความปรารถนาจากห้วงลึกที่สุด แต่ทว่า...ด้ายที่ขาดลงแล้วนั้น...คงยากเหลือเกินที่จะประสาน...เมื่อยามไขว่คว้า...เอาภาพที่หวาดหวั่นว่าจะพร่าเลือนนั้น...คนที่เคยห่วงถึงผลลัพธ์อยู่เสมอ...บัดนี้ได้ทำอะไรลงไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แม้ว่าจะหวาดกลัวผลลัพธ์...และรู้ดีว่าอาจไม่ได้รับการให้อภัย...แต่พิษร้ายที่ทำให้ดวงใจฟอนเฟะนั่น...มันคอยแต่จะกระซิบบอกย้ำ...ถึงความปรารถนาที่ลึกที่สุดข้างใน
ฉันจะไม่ขอให้นายยกโทษ...แม้ว่าฉันจะพูดว่าขอโทษ...สักกี่ร้อยกี่พันครั้ง...
ทว่าเพราะสองหูเงี่ยฟังแต่เสียงของความปรารถนานั้น จึงได้ไม่ได้ยิน...เสียงอีกหนึ่งเสียงที่กระซิบ
ขอโทษนะ สปาน่า...
“ฉัน...ไม่โทษนายหรอกนะ โชอิจิ”
ประตูห้องนี้จะปิดตาย...จนกว่าพวกวองโกเล่ที่เขาได้โกหกว่าตายไปแล้วนั้นฟื้นตัว...การฝึกจะต้องมีขึ้น เพื่อการวางเดิมพันใหม่...แม้ว่าจะเงี่ยหูฟังซึ่งความปรารถนาดำมืด แต่เขาไม่อาจละทิ้งสัญญาหน้าที่ เขาเป็นคนของวองโกเล่ และเขาก็จะทำเพื่อวองโกเล่ แม้ว่า...
ดวงใจที่ฟอนเฟะกับความสุขที่ฟอนเฟะ
ท้ายที่สุดแล้ว...สปาน่าจะรู้...ว่าคนที่โกหกเพียงเพื่อความต้องการส่วนตัวนั้น...คือใคร
...แม้ความปรารถนาได้รับการเติมเต็ม...
หัวใจ...ก็มิอาจถูกเยียวยา...
ฉันรักนาย...
—Fin—
Rotten Bliss
“นี่ รู้ไหม ความสุขน่ะ...มีหลายแบบ...และแต่ละแบบก็มีจุดจบที่ไม่เหมือนกันเสมอไป แต่เธอรู้ไหม...อะไรที่ทำให้ฉันสนใจเธอ”
มีตำนานเล่าขานว่า...เทพโลกินั้น...เจ้าเล่ห์ประดุจสุนัขจิ้งจอก มีวาจาอันร้ายกาจราวพิษของอสรพิษ และ...
“ฉันจะทำให้เธอรู้สึก...ถึงความสุขที่สุดในโลก...ดีไหม มุคุโร่คุง”
...มีสายตาคมประดุจเหยี่ยว...ที่สามารถมองลึกเข้าไปได้...ถึงดวงใจ
Happy Birthday, Melody
25.5.09
ไอ้ตอนสุดท้ายนี่...ขอโทษค่ะ อดไม่ได้จริงๆ ถือซะว่าเป็นของแถมขโมยซีน ละกันนะ เม่ กร๊ากกกกกกกกกกกกกก
ก็...สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้า 1 ชม.นะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็สมปรารถนา ประแจออกบ่อยให้เห็นหน้า สับป้าออกมาไวๆให้หายคิดถึง...Happy Birthday จ้า~~ ♥
credit: http://moska.jpn.org/
ปล. โชอิจิ...มือใหม่หัดชั่ว ยูระพยายามทำให้มันชั่วแล้ว แต่มันก็ได้แค่นั้นจริงๆนะ อกกลัดหนองอนาถต่อไป อะฮร้า~ ♥
ปลล. มาสนับสนุนคู่มาม่าซังอะฮร้ากับลุงหนวดทาเระกันเถอะค่ะ กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก

โชเอ๊ยคิดมากแบบนี้แหละถึงเป็นโรคกระเพาะ จะกดเค้ายังจะอ้างอีก
ฮา อะฮ้า~ของคิเคียว นั่งคิดตั้งนานว่าจะแปลเสียงหัวเราะตานี่ยังไงดี อะฮ้า~ มันเข้ามากค่ะ อะฮ้า~
และตัวขโมยซีน 2 ตัวนั่นมันอะไรกั๊น ทุกที่ทุกเวลาจริงเลยคุณทั้งสอง ไปหาที่ลับอยู่กันสองคนเลยไป
#1 By talalan on 2009-05-24 23:33