[KHR FIC] [10069] Welcome to Ordinary Life: 4
posted on 13 Aug 2009 17:19 by hiyuura in Fanfictionตอนที่แล้ว...ได้คอมเมนต์ยาวชวนชื่นใจมากเลยละค่ะ อ่านแล้วมีแรงอยากปั่นต่อ เพราะงั้น...ฟิกรั่วธรรมด๊าธรรมดาแต่บ้าหลุดโลกตอน 4...มันก็มาอย่างไวละว่องเลยละค่ะ อิอิ แปะ...
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Welcome to Ordinary Life
Pairing: 10069, XS
Rating: PG-15 (อ่านไม่ผิด...จริงๆนะ)
Warning: AU, crack, het
Previous Chapter: | Chapter 1 | Chapter 2 | Chapter 3 |
คำเตือนสำหรับบุคคลทั่วไป: สำหรับคนที่เคยชินกับภาพพจน์สุดหล่อเลว เทวดาเปื้อนเลือด พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ อภิมหาบุรุษเสะราชา เสี่ยขรา~ สุดยอดความ SM โหด โฉด แหล โฮสต์ หื่น ฯลฯ ของคุณเบียคุรัน กรุณาทำใจก่อนอ่าน เพราะฟิกนี้เสะที่ท่านจะพบคือไอ้หล่อไร้สาระธรรมดาๆ(ที่ไม่ธรรมดา)คนหนึ่ง
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สหรัฐอเมริกา ปี 20XX
นี่คือช่วงสมัยที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุชประกาศสงครามกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายหลังจากเหตุการณ์ 9-11 ดรรชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนเพราะสงครามที่รุนแรงและดูเหมือนจะกระจายออกไปทั่วทุกหัวระแหง...โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ถิ่นทรัพยากรน้ำมันที่เป็นที่หมายปองของเหล่าประเทศมหาอำนาจ ที่หน่วยข่าวกรองพิเศษหรือแม้แต่ข่าวอันลือสะพัดทั่วไปในอินเตอร์เนตต่างก็พากันฟันธงว่า เป็นแหล่งสุมหัวกบดานของกลุ่มผู้ก่อการร้ายแน่นอน
ผลกระทบจากสงครามอันยืดเยื้อทำให้งบประมาณของสหรัฐฯเริ่มที่จะขาดดุล ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลกยิ่งกว่าแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสหลังปัญหาซับไพรม์ที่ทำให้แม้แต่เลห์แมน บราเธอร์สล้ม การตัดสินใจของภาครัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาในครั้งนี้...จบลงที่การเผด็จศึกที่ไม่อาจยอมเลิกรานี้ให้ไวดุจพญาอินทรีโฉบลงปลิดชีพเหยื่อ สุภาพบุรุษทั้งหลายที่อยู่ในวัยที่สามารถจับอาวุธได้ ไม่ว่ามันจะมีเทือกเถาเหล่ากอมาจากแห่งหนใด หากคิดจะอยู่ในแผ่นดินเสรีแห่งอเมริกาแล้วไซร้ สุภาพบุรุษเหล่านั้นจักต้องถูกส่งไปเป็นทหารหาญ
นี่คือ...ภารกิจระดับชาติ...ไม่สิ ภารกิจระดับโลกเลยก็ว่าได้...
ตูม!!!!!
เสียงระเบิดดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลนัก หลังจากฮ.รบอเนกประสงค์แบล็คฮอว์คทำการทิ้งบอมบ์ลงยังชุมชนเล็กๆ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงแบกแดดมากนัก ลมกรรโชกจากแรงระเบิดพัดเอากลิ่นดินปืนและกลิ่นเนื้อไหม้ รวมทั้งเศษอิฐเศษดินเล็กๆให้ปลิวว่อนมากับเม็ดทราย
ใช่แล้ว ที่นี่...คือแดนศักดิ์สิทธิ์ของอารยธรรมไทกริส-ยูเฟรติสที่เคยรุ่งเรือง แดนที่ครั้งหนึ่ง...อาหรับราตรีเคยเล่าถึงสุลต่าน...
ที่นี่...คือ...อิรัก
ปังๆๆๆๆ!!!
เสียงแมชชีนกันที่ยิงสวนกราดกลับมาจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือแม้แต่ประชาชนที่คิดลุกขึ้นสู้ตอบโต้กองทัพลูกผสมสหรัฐฯดังมาจากที่ใกล้ๆ สองนายทหารที่อยู่ในรัศมีเป้าการยิงรีบหาที่กำบังหลังซากตึกรามบ้านช่องที่พังยับเพราะการสู้รบก่อนหน้า
“ฮะๆๆ นี่พวกเราอยู่ในอิรักจริงๆเหรอเนี่ย” ไอ้คำถามพร้อมเสียงหัวเราะฮะๆที่เริ่มจะเป็นแบบแผนดังมาจากนายทหารเชื้อชาติญี่ปุ่นแท้ เจ้าตัวเอามือปาดเหงื่ออันมาแต่ความร้อนของทะเลทราย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองควันที่ขโมงลอยสู่ฟากฟ้า สงคราม...ช่างนำมาแต่ความสูญเสีย
นายทหารอีกคนเงยหน้าขึ้นจากที่ง่วนบรรจุกระสุน แม้ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายอันมีแต่ฝุ่นทราย รูปลักษณ์แสนหล่อคมกระแทกใจก็หาได้ลดน้อยถดถอยลง...ยังคงเป็นราวกับรูปสลักที่ยังคงแสนโดดเด่นของวิหารที่กาลเวลาทำให้มันจมลงในผืนทราย “เสียใจด้วยที่ไม่ใช่อียิปต์ที่มีสุสานของพวกไพรม์พี่น้องนายนะ ยาติมัส” ชายหนุ่มเอ่ยพลางแย้มรอยยิ้มที่น่าเสียดายที่ไม่มีสาวที่ไหนในแถวนี้จะได้มีโอกาสได้แลเห็น มือแกร่งส่งปืนกระบอกที่บรรจุกระสุนเรียบร้อยให้พลทหารยาติมัส
“นายให้ฉันยิง...จะดีเหรอ” เจ้าของเรือนผมสีรัตติกาลถามเพื่อความแน่ใจ
ไอ้เทพบุตรเรือนผมสีเหมือนหิมะยักไหล่ “ฉันชอบเป็นคนคุมเกมมากกว่าให้มือตัวเองเปื้อนเลือดนี่นา~”
ยามาโมโตะ ทาเคชิหัวเราะ “ฉันไม่เชื่อนายหรอก”
เบียคุรันแย้มรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี “รีบๆปิดเกมนี้กันดีกว่า ฉันคิดถึงมุคุโร่จังจะแย่แล้ว~”
“ฮะๆๆ ถ้างั้นก็...” เจ้ายาติมัส ไพรม์พยักหน้า หยิบปืนกระบอกที่ว่าขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อม...
Ready…Steady…Go!!!
“ไปละนะ!!!”
นับเสร็จ ยามาโมโตะ ทาเคชิก็วิ่งออกไป...ไวปานจรวด
ปังๆๆๆๆ!!!
เสียงกราดยิงใส่กันระหว่างนายทหารกับกองกำลังผู้ก่อการร้ายเริ่มต้นขึ้น ขณะเดียวกันนั้นเอง...ไอ้ผู้ก่อการร้ายคลุมหัวแบบไอ้โม่งรายหนึ่งก็ลอบเล็ดลอดอ้อมเข้ามาจู่โจมจากด้านหลัง...
“หยุด! วางอาวุธของแกลง เดี๋ยวนี้!!!” ไอ้โม่งที่ว่าเอ่ยสั่งเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่ง พลางยกปืนไรเฟิลวินเชสเตอร์รุ่นดึกดำบรรพ์ในมือมันขึ้นข่มขู่
เบียคุรันค่อยๆหันไป ก่อนจะแย้มส่งรอยยิ้มหวาน “ไอ้นี่มันถุงใส่กระสุนของฉันตะหากล่ะ ♥” ว่าแล้วก็หยิบเอาไอ้ของที่มองยังไง๊~ ยังไงก็ถุงยางอนามัยที่ใส่กระสุนจนยืดยาวน่ากลัวได้อีกออกมาโชว์ให้ไอ้โม่งตรงหน้าดู
“!!!”
ชั่ววินาทีเดียวที่ไอ้โม่งมัวแต่ตะลึงพรึงเพริดด้วยความตกใจ คอนดอมรุ่นเร้าใจใส่กระสุนหนักอึ้งก็ลอยหวือเข้ากระทบกบาลมันอย่างรุนแรงได้อีก
ตึง!!!
ไอ้โม่งโชคร้ายร่วงแผล็วลงไปอย่างสิ้นท่า พลันไอ้เทพบุตรหน้ายิ้มก็เยื้องกรายเข้ามา เอาส้นตีนเปรอะฝุ่นทรายทั้งเหยียบและย่ำซ้ำยังขยี้ลงบนยอดอกไอ้ผู้ก่อการร้ายจนแทบจุก “หึหึ ขอโทษที พอดีรองเท้ามันเลอะ ตะกี้ฉันเผลอเหยียบขี้อูฐน่ะ~” นัยน์ตาสีอเมทิสต์คมทอประกายฉายแววซาดิสม์ ซาตานในคราบเทวดารูปงามโน้มตัวลงดึงหมวกไอ้โม่งออก ก่อนจะยกส้นตีนเหยียบขี้อูฐมหาประลัยที่ว่าขึ้นจ่อใส่รูจมูกเจ้าคนโชคร้ายผู้น่าสงสาร
“ดูให้หน่อยสิ ว่ารองเท้าฉันสะอาดดีหรือยัง~”
นัยน์ตาดำขลับของไอ้คนทะเลทรายกลอกไปมาเหมือนหนังผีกลอกตาจนเหลือกขาว กลิ่นอันหอมหวนชวนประทับใจของขี้อูฐทำเอามันน้ำลายฟูมปากอย่างสิ้นท่า ทว่า...ยังมิวายทิ้งคำเตือนแห่งความได้ชัยครั้งสุดท้าย...
นิ้วกลางสั่นระริกของมันชี้ไปทางชุมชนนรกที่ยาติมัส ไพรม์วิ่งแบกอาวุธตรงเข้าไป...และ...
เสียงตะโกนก้องเป็นภาษาอาหรับที่ไม่รู้ว่าทำไมเบียคุรันถึงได้ฟังรู้เรื่องขึ้นมาก็ลอยโหวกมาเข้าหู
“พลี~~~~ ชีพ~~~~~!!!!”
ตูม!!!!!
เสียงดังระเบิดตูมใหญ่ และชุมชนแห่งนั้นก็ไม่เหลือซาก...หรือแม้แต่เศษเสี้ยวของชีวิต...ทั้งหมด... มลายเป็นจุณหายไปเป็นฝุ่นทะเลทราย...รวมทั้ง...
ฟิ้ว~~~~
ยาติมัส ไพรม์...
Welcome to Ordinary Life
สวัสดี ชีวีปุถุชน 4
“ฮะๆๆ แล้วตกลง...ฉันก็ตายไปกับพวกมือระเบิดพลีชีพพวกนั้นด้วยสินะ” ยามาโมโตะ ทาเคชิ สมญาไซเบอร์ ยาติมัส ไพรม์ ที่บัดนี้กลายมาเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์จากการแหกคุก หัวเราะประหนึ่งทองไม่รู้ร้อน “เป็นความฝันที่น่าสนใจดีแฮะ”
“อืม~ นั่นเป็นครั้งเดียวจริงๆ ที่ฉันฝันถึงโลกอื่นที่ไม่ใช่...” เบียคุรัน นามสกุลเป็นความลับ สมญาไซเบอร์ นีโอรัน ขยับรอยยิ้มหล่อชวนโฮก “อา...เรื่องของฉันกับมุคุโร่จัง”
“นายแน่ใจว่าไม่ได้เป็นเพราะวันนั้นนายไปดูจี.ไอ.โจ?”
เสียงกรุ๋งกริ๋งของกุญแจมือยังคงดังไปตลอดทางในตรอกซอกซอยแคบๆที่สองนักโทษที่เพิ่งแหกคุกมาหมาดๆใช้เป็นเส้นทางหลบหนี “แล้วนายว่าฝีมือการแสดงของฉันถึงขั้นโจหรือยังล่ะ”
จ๋อม...
แอ่งน้ำขังจากฝนตกเมื่อคืนก่อนทำให้การหลบหนีเป็นไปไม่ค่อยสะดวกนัก หากแต่พวกเขาก็พยายามจะทำตัวไม่ให้เป็นที่สังเกตที่สุด ยามาโมโตะก้าวขายาวๆหลบแอ่งน้ำขังแฉะเบ้อเริ่มตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยตอบ
“พูดถึงพวกโจส์ ฉันไม่รู้แฮะ แต่ถ้าบอกว่ารางวัลตุ๊กตาทองออสการ์ ฉันให้นายเลย” เจ้าตัวว่า พลางหวนนึกถึงอารมณ์ดาร์คเนียนชวนเลวแปลกๆในตอนที่เขาลอบแพ่นกบาลผู้คุมที่ไปดูอาการ(แหล)ไมเกรนขั้นร้ายแรงของเบียคุรันเอาจากด้านหลัง “เล่นซะ ตอนแรกฉันตกใจเลยนะเนี่ย ฮะๆๆ”
เบียคุรันทำหน้าสุดแสนจะภาคภูมิใจแบบที่ถ้าคนอื่นมาเห็นคงหมั่นไส้อยากจะกัดหัวเอาเพราะไอ้ความหล่อแหล
“ว่าแต่...ปกติไอ้เรื่องเทือกนี้ มันมักจะมาพร้อมกับครูฝึกสุดโหดไม่ใช่เหรอ ในฝันของนายเราไปรบกันโดยไม่มีครูฝึกก่อนเลยรึไง” ยามาโมโตะถาม หากแต่...
“นักโทษน่ะ ไม่จำเป็นต้องมีครูฝึกหรอก” เสียงที่ตอบมากลับเป็นเสียงเข้มบ่งบอกความดุสุดแสนจะเฮี้ยบราวกับครูฝึกที่ว่ามาเอง
“ไง” เบียคุรันแย้มรอยยิ้มทักทาย “เจอกันอีกแล้วนะ คุณจ่าฮิบาริจัง~”
ที่ตรงหน้าพวกเขา...คือร่างของบุรุษหนึ่ง เห็นชัดๆว่าเชื้อสายญี่ปุ่นแท้เหมือนกับยามาโมโตะ และเมื่อเทียบส่วนสูงของเขากับส่วนสูงเฉลี่ยของตำรวจทั่วไปที่ทำงานในแดนแฮมเบอร์เกอร์แล้ว สมควรจะเรียกได้ว่าสุดแสนจะ below average เณรน้อยเสียเหลือเกิน หากแต่ท่ายืนสุดแสนจะกร่างมีมาดกับไม้ตะพด เอ๊ย กระบองคู่ที่พกพร้อมฟาดกบาลชาวประชายับแทนปืนที่จะไล่ยิงผู้ร้ายและสายตาอันคมกริบเหมือนพญาเหยี่ยวนั่น...
ชายคนนี้คือ...มือปราบพิเศษจากนิวยอร์คที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงในความสามารถด้านการไล่จับอาชญากรที่ไม่เคยพลาดในช่วงนี้...ฮิบาริ เคียวยะ
ยามาโมโตะหัวเราะเจื่อน “มาไวเป็นบ้าเลยแฮะ ฮะๆๆ...ฮะๆ”
…
เอี๊ยด~~ กึง!!!
เสียงประตูห้องขังของคุกสน.ประจำเมืองปิดลงอีกครั้ง พร้อมกับสองนักโทษรายเดิมที่กำลังเป็นข่าว
“อย่าได้คิดหนี ไม่งั้นฉันจะขย้ำพวกแกให้ตาย” คนโดนเรียกว่า ‘จ่า’ แถมยังเติม ‘จัง’ เข้าไปอีกจ้องไอ้นักโทษแหกคุกสองคนด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “อีกอย่าง...”
นัยเนตรสีนิลคมเบนตรงไปยังไอ้หน้าหล่อผมสีเผือกขาวด้วยรังสีมาคุอาฆาตชวนเลือดสาดพิกล
“ฉันเป็นสายตรวจพิเศษ ไม่ใช่จ่า จำใส่กบาลทรงผิดระเบียบของแกเอาไว้ด้วย”
คนผมทรงผิดระเบียบเพียงแต่หัวเราะราวกับ...เอ่อ...ถ้าไม่ยี่หระก็...มหาโจร หรือไอ้บ้าเสียสติ ขณะที่ยามาโมโตะ ทาเคชิเกาหัวตัวเองแกรกกราก
“สวัสดีคุก...อีกแล้วสิเรา”
…
“เปิดศาล~~~~!!!”
เว~~~~ วู~~~~
“…เงียบก่อน ที่นี่คือศาลของท่านราจิล ไม่ใช่ศาลเปาบุ้นจิ้นนะ” ผู้พิพากษาผมทองเอ่ย ขณะลูกน้องผิวดำคนสนิทหิ้วเจ้าตัวมาพร้อมเก้าอี้บัลลังก์ให้ประทับอยู่บนที่ผู้ตัดสิน ราจิลกวาดสายตาใต้ผมม้าดกหนามองไม่เห็นลูกกะตาที่ว่าไปรอบๆห้อง และเมื่อเห็นว่าเหล่าลูกขุนที่น่าชำแหละ เอ๊ย น่าเคารพรักหยุดโห่เป็นศาลท่านเปาแล้ว ก็ผายมือราวเจ้าชายที่สมควรได้ตำแหน่งราชาคนต่อไปแทนที่ผู้พิพากษาศาล
“ชิชิชิ ดูเหมือนโจทก์กับจำเลยจะมาพร้อมแล้วสินะ อืม...ถ้างั้นเชิญทางจำเลยก่อนเลยละกัน คุณทนาย...”
ที่ฝั่งจำเลยคดีอนาจารกลายมาเป็นอุกอาจแหกคุกโทษฉกรรจ์เพราะความบ้าสองราย ไอ้หน้าหล่อตอหลดกับคู่หูเนียนกระทำชั่วนั่งจุ้มปุ๊กกันอยู่ในคอก...ประพฤติตัวอย่างดิบดี เมื่อมีโกคุเดระ ฮายาโตะเพื่อนซี้ที่ต้องมาตามล้างตามเช็ดคอยเตือนพวกมัน...โดยเฉพาะ เบียคุรัน ไม่ให้เอาขาขึ้นมาพาดใส่หน้าผู้พิพากษาตูดติดกาวกับเก้าอี้
แน่นอนว่า...เหล่านักศึกษาวิศวะทั้งสามคนนี้รู้ดีว่า...หากบั้นท้ายของราจิลได้รับการติดกาวจริงๆ มันก็คงจะเป็นกาวชั้นดีสู้ซูเปอร์กลูคิดค้นพิเศษที่อ.แซนซัสใช้อ้างเวลาขี้เกียจออกไปจ่ายกับข้าวแทนเมียไม่ได้
คิดถึงกาวของอ.แซนซัสแล้วก็ให้ยาติมัสอดสลดทำหน้าจ๋องเหมือนลูกหมาไม่ได้ เมื่อคิดถึงว่าถ้าไม่รอดติดคุกจริงๆคงไม่มีวันได้เห็นหน้าอ.สควอล่าอีกนานอักโข
ราวกับรับรู้ได้ถึงรังสีหดหู่ของลูกค้า...คุณทนายฝ่ายจำเลยที่นั่งอยู่ตรงนั้นจึงลุกยืน ยืดอกขึ้น และกล่าวด้วยเสียงที่ผึ่งผาย...
“ศาลที่เคารพสุดหูรูดดดดดดดดดดด~~~!!!”
ครืน~~~~~
เปลวไฟลุกโชนในดวงตาของคุณทนาย เมื่อเขารับคดีใด...ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จ เพียงเพราะเขาคนนี้...ไม่เคยยอมแพ้!!!
“กระผมขอความเห็นใจให้แก่จำเลยสุดหูรูดทั้งสองสุดหูรูดดดดดดดดดด~~~!!!”
เสียงอันเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณสุดหูรูดถูกเปล่งออกมาอย่างทรงพลังแสนมีประสิทธิภาพ...ทำให้แม้แต่กาวติดตูดสุดไฮโซก็เอาไม่อยู่...ราจิล...ร่วงหล่นลงจากบัลลังก์ผู้พิพากษา...
…
“โกคุเดระคุงเนี่ย หาทนายได้เก่ง ‘สุดหูรูด’ ไปเลยนะ”
“ใช่ คำว่า ‘สุดยอด’ มันน้อยไป มันต้อง ‘สุดหูรูด’ นี่แหละนะ ฮ่าๆๆ เล่นเอาพ้นทุกข้อหาจริงๆนั่นแหละ”
โกคุเดระ ฮายาโตะ สมญาไซเบอร์โกคุเอมอนนิ่วหน้า “ไม่ต้องมาทำหน้าระรื่นเลยพวกแก ถ้าพวกแกไม่ไปเสร่อหาเรื่องประจำ มันคงไม่ต้องถึงขั้น ‘สุดหูรูด’ กันแบบนี้หรอกเฟร้ยยย!!!” เจ้าตัวว่า ก่อนจะพยายามควานหาเอาไฟแช็คมาจุดมะเร็งสูบ เมื่อให้ต้องเครียดนึกย้อนกลับไปถึงตอนไปตามหาทนายสุดหูรูดที่ว่า...
--ย้อนความ--
กิ๊ง~ ก่อง~~~
ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตยืนกอดอกอยู่หน้าประตูสำนักงานทนายซาซากาวะที่เขาได้ข่าวมาจากในอินเตอร์เนตว่าเป็นทนายที่ไม่เคยแพ้คดีมาก่อน แถมยังราคาไม่แพง ด้วยความกลัดกลุ้มใจ ผีห่าซาตานบ้าอะไรมันเข้าสิงให้ไอ้พวกบ้านั่นมันคิดแหกคุกออกมานะ...ไม่สิ...คิดดูอีกที...ไอ้พวกบ้านั่นมันบ้ายิ่งกว่าผีห่าซาตานบ้า...มันจะคิดแหกคุกก็ไม่แปลก...
คิ้วเรียวขมวดมุ่นเป็นปมด้วยความหนักใจปนเซ็งจิต ชายหนุ่มทำท่าจะกดออดอีกครั้ง พลัน...ประตูสำนักงานก็เปิดออก...
“เอ่อ...ขอโทษที่ต้องรบกวนเสียดึกดื่นนะครับ แต่...” ยังไม่ทันจะพูดจบ...
“มีเรื่องเดือดร้อนจากความเร่าร้อนของลูกผู้ชายใช่ไหม!!! ได้เลย!!! สำนักทนายซาซากาวะ ยินดีรับใช้สุดหูรูดดดดดดดดดด!!!”
--จบการย้อนความ--
“เฮ้อ~ แต่ดีนะ ฉันนึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นหน้าอ.สควอล่าอีกแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นคงแย่ ‘สุดหูรูด’ เลยล่ะ”
“หึหึ อะไรกัน ยาติมัส ก็แค่จ่าเณรน้อย จะไปกลัวอะไร แต่...อืม...บางทีถ้ามุคุโร่จังมาเยี่ยมฉันที่คุกอาจจะโรแมนติกกว่าที่คิดก็ได้นะ”
“…” จะช่วยคนบ้า...มันก็ต้องใช้คนบ้าพอกันสินะ...
โกคุเดระ ฮายาโตะคิด ก่อนจะถอนหายใจ...
ผีห่าซาตานบ้าที่ไหนเข้าสิงทำให้ฉันต้องมาเป็นเพื่อนกับพวกมันวะเนี่ย...
…
“แล้วนาย...ก็เลยได้กลับมาอยู่ตรงนี้สินะ” สปาน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือยๆที่ฟังเหมือนกับง่วงนอนเป็นนิจ ขณะกำลังจับเวลาสามนาทีต้มบะหมี่ถ้วยให้เดือด เพื่อกินกับชาญี่ปุ่นยามพักก่อนจะลุยงานโปรเจ็คของตัวเองต่อ
“พูดเหมือนไม่ดีใจเลยนะ สปาน่าคุง~” เบียคุรันที่นอนจิ้มแล็ปทอปส่วนตัวของตัวเองอยู่บนที่นอนว่า หากแต่นัยน์ตาสีอเมทิสต์คมกลับจับจ้องอยู่แต่กับภาพสาวน้อยวัยใสที่มีเรือนผมสีฟ้าอ่อนในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เขียนเองในจอตรงหน้า
ในฐานะเพื่อนร่วมห้อง สปาน่าเลิกแปลกใจกับโปรแกรม ‘บลูเบลจัง’ ที่เบียคุรันเขียนขึ้นมานานแล้ว...
‘บลูเบลจัง’ มาจากไหนน่ะเหรอ...คงต้องบอกว่า...หากคุณเคยเห็นโปรแกรมแบบที่เอาใบหน้าของผู้ชายกับผู้หญิงมาออกแบบหน้าตาคุณลูกชายลูกสาว...ไอ้โปรแกรม ‘บลูเบลจัง’ นี้ก็ได้มาจากวิธีแบบนั้นไม่มีผิดเพี้ยน จะพิเศษหน่อยก็ตรงที่ ‘บลูเบลจัง’ สามารถโต้ตอบกลับได้อย่างชาญฉลาดสมเป็นสุดยอดโปรแกรม interactive
สาวน้อยน่ารักจาก 3D กราฟฟิก ที่เกิดจากการคัดสรรยีนพันธุกรรมอันดีเลิศ(โดยไม่ได้รับอนุญาต)ของเบียคุรัน เองกับแม่สาวดาวคณะแพทย์โรคุโด มุคุโร่ มักจะมีคำพูดดีๆที่ทำให้คนเขียนโปรแกรมอารมณ์ดีได้เสมอ
“มันก็เป็นโปรแกรมที่เข้าท่าดีหรอกครับท่าน แต่เวลาฉันได้ยินเสียงฮัทสึเนะ มิกุเรียกนายว่าปะป๊าทีไร มันรู้สึกอดปวดใจไม่ได้ทุกที” สปาน่าเอ่ย ก่อนจะหันกลับไปแกะตะเกียบรอซัดโฮกบะหมี่ถ้วยบนโต๊ะทำงานส่วนตัว ขณะที่เสียง Vocaloid ฮัทสึเนะ มิกุลอยมาจากบลูเบลจัง...
“ปะป๊า วันนี้บอกรักมะม๊าหรือยังคะ”
…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีราชินีผู้น่าเกรงขามผู้ปกครองอาณาจักรนามว่าวาเรียและไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด ราชินีมีชีวิตอย่างสุขสบายที่จะแหกปากตะโกนลั่น...หรือถีบสัตว์ตัวผู้ที่พยายามตะกายกำแพงปราสาทปีนขึ้นมาหาให้ร่วงลงไปอย่างอิสระเสรีได้ทุกครั้ง จนกระทั่ง...วันหนึ่ง...ราชาผู้ดุดันมาถึงพร้อมกับขวดเหล้าและเก้าอี้
“ไปเอาเนื้อย่างมาซิ สวะ” ราชาผู้ป่าเถื่อนนั้นเอ่ยสั่ง
หากแต่ราชินีเองก็รู้ทั้งรู้ว่า...ไอ้คนอยากกินเนื้อย่างมันก็เคยเป็นเด็กวัดเหมือนกัน
“เฮ้ยยยยย อะไรของเอ็งฟระ แสนศักดิ์ เป็นเด็กวัดมาก่อนแท้ๆ ริอาจมาเลือกเนื้อสเต๊ก กินไก่ย่างไปสิวะ!!!”
“ฉันบอกให้ไปหาเนื้อที่ดีกว่า...ก็ไปเอามาสิวะ ทะนงศรี!!!”
เรียกกันด้วยชื่อเรียกอันแสบสันซาบซ่านหัวใจในวัยเด็กที่โตมาด้วยกันอาศัยข้าวก้นบาตรหลวงตาที่วัดไทย ณ ลอสแองเจลิสแล้วก็ให้มีการถีบถองด้วยลูกไม้มวยวัด...ทั้งจระเข้ฟาดหาง หนุมานเหยียบลงกา หรือว่าแม้แต่กวางเหลียวหลัง ไปยันท่าเลียนแบบจา พนมทหารจาตุรงคบาท และสุดท้าย...สุดท้าย...และท้ายสุด...
ระฆังมวยก็จบลง...ด้วยขวดเหล้าที่ฟาดโป๊กลงบนหัวของนางฉลาม
ราชินีมีหรือจะสู้ราชา...ไม่ว่าจะเขตแคว้นแดนคามไหน...แม้แต่เกมไพ่...คิงมักจะใหญ่กว่าควีนเสมอไป...
และ...จากทะนงศรี วงศ์ฉลาม...เธอก็กลับตัวกลายมาเป็นศรีภรรยาหรือจริงๆควรเรียกว่า...ภรรเมียถ่อยสนิท เปลี่ยนชื่อสกุลเป็น ทะนงศรี ลำพระเพลิง ตามพี่แสนศักดิ์ไป...
ความรักมันเกิด...ไวยิ่งกว่าพายุบุแคม...เยี่ยงนี้เอง
ความรัก...มีหลายรูปแบบ...มันเกิดขึ้นได้โดยที่คนเราไม่ทันรู้...และอาจจะไม่รู้ตัวว่ามันจะมาในรูปแบบใด...
“แต่สุดท้ายแล้ว มันก็อยู่ที่ตัวเราเลือกนั่นแหละ โรคุโด ครูเลือกที่จะแต่งงานกับแซนซัส มันก็เท่านั้น”
มีอะไรบางอย่าง...มากกว่านั้น...ที่สควอล่ายังไม่ได้พูด แต่บางที...ถึงจะพูดออกมา คนที่ฟังก็อาจจะยังไม่เข้าใจ สำหรับสควอล่า...ชีวิตก่อนแต่งงานอาจจะเป็นการยินยอมในความพ่ายแพ้...เคารพและเทิดทูนผู้เป็นสามี...แต่หลังแต่งงาน...ความรัก...ไม่เหมือนเดิม...พูดไม่ได้ว่ามันหายไปจากที่นั่น แต่จากที่เคยเคารพ...อาจจะกลายเป็นความพยายามหาสิ่งชดเชยให้เท่าเทียมกันในฐานะสามีภรรยามากกว่า ซึ่ง...เรื่องนั้นก็เป็นเรื่องระหว่างเธอกับแซนซัส...
และอาจจะกาว...เก้าอี้...และความที่เขาไม่ยอมทำตัวเป็นพ่อบ้านไปจ่ายตลาดที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
มุคุโร่นอนนิ่งคิดถึงคำพูดของอ.สควอล่า แน่นอนว่า...เธอไม่เข้าใจ
“...ถ้าอาจารย์ย้อนเวลากลับไปได้ อาจารย์จะเปลี่ยนใจไหมคะ”
ส่วนหนึ่งเธอก็คิดว่า...เรื่องเล่าของอาจารย์ไม่มีเหตุผล
“ไม่หรอก เพราะตอนนี้ ครูก็ไม่ได้เสียใจกับตัวเลือกของครู”
คนที่ทั้งสวยและเก่งอย่างอ.สควอล่า...อาจจะมีอนาคตที่ไกลกว่าการแต่งงานกับอ.ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีกว่านี้...ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้...ทำไมอ.สควอล่าถึงไม่เลือก...ทางเลือกที่ดีกว่า...
“อย่างน้อย...ฉันก็คิดว่าเลือกถูกที่ไม่อยู่ในกระท่อมกับหมอนั่นล่ะ” หญิงสาวพึมพำ ก่อนจะซุกตัวลงใต้ผ้าห่ม ให้ผ้าห่มหนานุ่มปิดบังดวงหน้าสวยที่แดงก่ำ...ไม่รู้ว่าเพราะหวนคิดไปถึงเรื่องในกระท่อมหรือว่าเพราะพิษไข้
“ฮัดชิ่ว!!!”
ก่อนจะต้องจามออกมาราวกับประสาทสัมผัสที่หกมันรับรู้ได้...ว่าที่หอพักชาย...อีกฟากหนึ่งของมหาวิทยาลัย...ใครบางคนกำลังพร่ำบอกคำรักแสนหวานถึง ‘มะม๊า’ ที่ไม่เคยรู้ตัวว่ามีลูกสาวเป็นภาพ 3D
“ปะป๊ารักมะม๊าของหนูมากๆเลยล่ะ บลูเบลจัง~ ♥”
TBC
ตอนแถมพิเศษ #1
ราตรีกาล...เพลาที่มักก่อให้เกิดจินตนาการถึงสิ่งน่าหวาดหวั่น...เพลาที่ผู้คนต่างเชื่อว่าความน่าพรั่นพรึงมักจะเยื้องกราย...ในเพลาที่จันทราสีซีดสาดส่อง...ร่างวิกลของสองดรุณีนางในชุดสแปนเด็กซ์รัดรูปเห็นทุกส่วนสัดกำลังกระโดดเกาะเสาปีนดึ๊บๆด้วยท่าโก่งขาเข้าหากันเป็นองศาสวยงาม...ค่อยๆลัดเลาะไปยังห้องพักต่างๆที่มีกลิ่นสาบหนุ่ม...
ซื้ด~~~~
รูจมูกที่ขยายกว้างขึ้น สูดหากลิ่นหอมหวานของกลิ่นกายหนุ่มหล่อ พลัน...ลูกกะตาเหียกก็เบิ่งโตปูดโปนขึ้นราวไข่ห่าน
“อรั๊ย~~ หอมได้ใจแบบนี้ ต้องเป็นพ่อสุดหล่อนั่นแน่ๆเลย ละเกนจัง~~”
หญิงสาวคิ้วจุดร่างล่ำได้ยินก็รีบกระดึ๊บๆไต่ขึ้นมาตามนางสาวเหียกกุลิโกะ “อา...ใกล้เข้าไปแล้ว...พระเจ้า...พระเจ้า...พระเจ้า...” ริมฝีปากแห้งผากเฝ้าพึมพำคำว่าพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และ...ในที่สุด...ในที่สุด...สองนงคราญผู้งามงดก็ปีนขึ้นมายังหน้าต่างที่ปีนเข้าสู่โถงทางเดินระเบียง หน้าต่างนั้นปิดอยู่...สองสาวจึงค่อยๆไต่เอาขาถ่างแขวนห้อยตัวไว้กับคานด้านบนแล้วทำกายกรรมเอาหัวห้อยลงมา...ปากที่น้ำลายจะย้อยแหล่มิย้อยแหล่ติดแปะเข้ากับกระจกที่เย็นเยียบด้วยสายลมที่หวีดหวิวในยามราตรี
และ...นั่น...!!!
คนที่นั่งอ่านนิตยสารบอลอยู่ตรงนั้น...ไม่ใช่พ่อหนุ่มหล่อที่ปีนหอเข้าห้อง (ผิด)ไปเจอพวกเธอเมื่อวันก่อน หากแต่...ก็เป็นหนุ่มหล่อที่ชวนน้ำลายสอไม่แพ้กัน
อาจารย์ผู้คุมหอชายที่ลือเลื่องในเรื่องหล่อถูกใจสาวสเป๊คไอ้หนุ่มคอมมานโด อ.โคโรเนลโล่นั่นเอง!!!
“อร๊ายยยยย~~ หล่อจริงๆด้วยละเธอ พ่อเผือกวันนั้นก็หล่อ อ.คุมหอก็หล่อ โอย หอชายนี่สวรรค์จริงๆนะ เกนจัง”
เกนคิชิตะกายห้อยหัวตามมาติดๆ “หล่อ...แต่ฉันอยากเจอพระเจ้ามากกว่า” มือใหญ่ของเธอเอื้อมไปดันหน้าต่างที่ไม่ได้ล๊อคอยู่พอดีให้เปิดออก...
ประจวบพอดีกับที่อ.โคโรเนลโล่วางนิตยสารในมือลงและกำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำ...และ...
นัยน์ตาสีฟ้าใสเบิกกว้าง...
เขาเห็นพวกเธอ!!!
ปังๆๆๆๆๆ!!!
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด~~~!!!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนชวนสยองราวผีปอบเจอหมอมือดีไล่ก็หวีดสะท้านจนคนที่หลับสบายอยู่ต้องพาลสะดุ้ง และคนที่ยังไม่หลับต้องเสียวสันหลัง เมื่อโคโรเนลโล่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทหารประจำอยู่อัฟกานิสถานใช้ปืนกลสาดกระสุนยางเข้าใส่สองนางผู้มาเยือนยามมืดค่ำ
สองสาวโดนกระสุนรัวสาดเข้าใส่อย่างไม่ยั้งมือ...ก่อนจะแหกปากกรีดร้องครวญคร่ำร่วงแผล็วตกจากชั้นสามไป...
เมื่อเห็นว่าได้ทำการยิงเป้าหมายร่วงสำเร็จลงไปแล้ว โคโรเนลโล่ก็วางปืนคู่ชีพลง ก่อนจะทำมือตะเบ๊ะที่ไม่รู้ว่าตะเบ๊ะให้ใคร
“กระผม ร้อยเอก โคโรเนลโล่ กำจัดข้าศึกเรียบร้อยแล้ว ขอรับกระผม!!!”
คืนนั้น...ไม่รู้ว่า...เป็นกรรมของสองสาวหรือว่าของใคร...เมื่ออิริเอะ โชอิจิ...ไอ้หนุ่มคน(ซวย)เห็นผีเปิดหน้าต่างจะสูดอากาศแก้เครียดก่อนทำการบ้านต่อพอดี...
ภาพที่โชอิจิเห็น...นอนแขนขาหงิกเกร็งอยู่เบื้องล่างห้องของเขาพอดี...ทำให้ไอ้หนุ่มวิศวะเฟรชชี่กรีดร้องโหยหวน...ดังไม่แพ้กัน...
ม่ายยยยยยยยยยยยยยย!!! ตรูเห็นสไปเดอร์แมนตกตึกกับคนตายยังไม่พอ...นี่เห็นผีอีกแล้วเร้อ~~~!!!!!
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...ความซวย...ไม่เข้าใครออกใคร...จริงๆ
ตอนแถมพิเศษ #1
จบ...
คราวนี้...แถมตอนแถมพิเศษให้ตอนนึง ด้วยเหตุผลว่า...เหมือนๆจะมีคนคิดถึงสองสาวสองนางนี้...
หวังว่าไอ้ตอนพิเศษนี่...คงจะช่วยให้หายคิดถึงจนเก็บเอาไปฝัน(ร้าย)กันได้ไม่มากก็น้อยนะคะ กร๊ากกกกกกกกก
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ล่วงหน้าอีกเช่นเคยค่ะ ♥
ปล. ตอนนี้หลุดโลกได้อีก กร๊ากกกกกกกกกกก
ปลล. สำหรับรูปหัวบลอก เดิมทีเป็นหน้าปกแอนโธ 10069 ค่ะ ใครสนใจจิ้มที่ลิงค์ได้เลยนะคะ ^^

ตอนสี่มาเเล้วววววว
ฮ่าๆ สงสารโชอิจิ
เเต่ป๋าเบียตอนนี้ .....
#1 By DividedS_Stardust on 2009-08-13 17:42