[KHR FIC] [10069] Snow Nappo & the 7 Byakurans - ฉลอง 169 เอนทรี่
posted on 24 Oct 2009 23:25 by hiyuura in Fanfictionเอนทรี่ฉลอง 169 เอนทรี่ค่ะ จริงๆอยากฉลองที่เกิน 100,000 hits ด้วย แต่ว่าเลยมานานแล้ว ว่าจะแจกโด แต่ยังจัดการอะไรไม่เรียบร้อยดี สงสัยจะได้แจกตอน 150,000 hits แทนแล้วละค่ะ 555+
สำหรับ 169 เอนทรี่ก็...ต้องฉลองด้วยฟิก 10069 แน่นอน (จะว่าไป ไอ้บลอกนี้มันเคยลงคู่อื่นนับจำนวนครั้งได้ กร๊ากกกกก ก็เค้าชอบอ๊ะ! >w<) แต่จะลงตอนต่อฟิกที่ดองแบบธรรมดา ก็คงจะธรรมดาไป เพราะฉะนั้นก็เลยเอา Two-Shot แบบพิเศษมาลงให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครได้อ่าน Welcome to Ordinary Life จะอ่านแล้วได้อารมณ์กับอิป๋าวิศวะมากเป็นพิเศษ (ถือซะว่าเป็น Side Story ก็ยังได้นะคะ 555+)
จะว่าไป...แต่งธีมนี้ก็ถือว่าฉลองฮาโลวีนไปด้วยเลยก็ได้นะเนี่ย~~ คึหึหึ ว่าแล้วก็...แปะค่ะ ♥
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ
Title: Snow Nappo & the 7 Byakurans
Pairing: Byakuran/Mukuro, Kikyo/Zakuro
Genre: Parody/Humour
Rating: PG-15~R (for this chapter)
Warning: BL, twisted crack, yaoi
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ทำไมนิทาน...จึงมักเริ่มต้นด้วย ‘กาลครั้งหนึ่ง’ ในเมื่อบางครั้ง...ในบางเวลา...บางสถานที่...เรื่องราวนั้นเกิดขึ้นและไม่เคยจบสิ้นไป...ทำไมนิทาน...จึงมักเล่าขาน...เรื่องราวของหนึ่งเจ้าหญิงผู้มีชะตาชีวิตแสนเลวร้าย...ได้พบรักกับหนึ่งเจ้าชาย...ผู้พาเธอออกจากกรงเล็บของแม่มดร้ายที่โฉดช้า...ในเมื่อ...บางครั้ง...ในบางเวลา...และบางสถานที่...สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจมิใช่แม่มด...และคนแคระทั้งเจ็ด...ก็อาจกลับกลาย...เป็นเจ้าชายรูปงามถึงเจ็ดคน...
Snow Nappo and the Seven Byakurans
สับปะรดเกล็ดหิมะกับอิป๋าเรนเจอร์ทั้งเจ็ด (ภาคต้น)
และแล้ว...เมื่อไม่อาจหลีกเลี่ยงกฎอันแสนน่าเบื่อของเรื่องเล่า...นิทานเรื่องนี้...จึงต้องเริ่มต้น...ด้วยคำว่า ‘กาลครั้งหนึ่ง’
กาลครั้งหนึ่ง นานเท่าไหร่ไม่มีผู้ใดทราบ ในสถานที่และห้วงเวลาอันบิดเบี้ยวและเป็นไปแทบไม่ได้ เมื่อโลกคู่ขนานทั้งหลายต่างบิดเบือนซ้อนทับกันจนกลายเป็นสถานที่และห้วงเวลาที่วิปลาสที่สุด บนผืนแผ่นดินที่เหน็บหนาวยิ่งกว่าผืนหิมะนิรันดร...คือที่ตั้งของคุกวินดีเช่ที่ผู้ถูกลงทัณฑ์จักถูกสาป...ให้ถูกพันธนาการไร้สิ้นแสงสว่าง...จวบจนวันสิ้นอายุขัย
ในคุกที่กำแพงสร้างขึ้นจากหินผา...ตรงหน้าเปลวไฟสีน้ำเงินแปลกตาซีดสลัว...เหล่าผู้คุมที่น่าพรั่นพรึงต่างพากันกระวีกระวาด เมื่อพระราชินีผู้มีสิริโฉมงดงามได้เสด็จมาเยือนคุกที่มืดมิด ภายใต้ดวงหน้าหมดจดและอายแชโดว์สีดุจดังแมกพฤกษาฤดูใบไม้ผลินั่น... ใครเลยเล่าจะรู้...ถึงความโหดร้ายและความลับของความอ่อนเยาว์ที่ได้ถูกรักษาเอาไว้ แม้นกาลเวลาผ่านผันแลกษัตราพึงเปลี่ยนรัชสมัยในแผ่นดินอื่นแล้วถึงสามสี่พระองค์...หากมิได้...สัมผัสถึงความน่ากลัวที่เย็นเยือกชวนขนพองสยองเกล้านั้นด้วยผิวกายของตน
“พวกเจ้าเตรียมตับไตไส้พุงใหม่สด เอาไว้เรียบร้อยหรือยัง” สุรเสียงนุ่มนวลชวนสยิวเอ่ยถาม
อันว่าโทษทัณฐ์ที่สาหัส...ถูกพันธนาไว้ราวกับหุ่นกระบอกที่ไร้ค่า...คงยังดีกว่า ต้องถูกขายชีวาให้สิ้นไป เพื่อต่อวัยสาวของพระราชีนีปอบหยิบนั้น
พวกผู้คุม...ใต้อาณัติคำสั่งแห่งราชอาณาจักรอันชั่วร้าย...ต่างพากันหอบหิ้วเอาหม้อไหใส่เครื่องในของนักโทษที่รูปลักษณ์ภายนอกนั้นสดสวย...บรรณาการให้แด่องค์ราชินีผู้น่าพรั่นพรึงเพียงหนึ่งเดียว
ผีฟ้าเอย..แสนสุดโสภา
ผีฟ้าเอย..ได้โปรดเมตตา
หมู่เฮาป่วยไข้.. บอกใบ้หยูกยา
หมู่เฮาบูชา ฮักผีฟ้าเอย..
“อะฮร้า~” พระราชินีแย้มสรวล พลางเปิดหม้อไหกระซวกจวกเอาตับไตไส้พุงสดนั้นหลังจากบรรจงร่ายคาถา และ...หลังจากการบริโภคอาหารยืดความงามชั้นเยี่ยมอย่างไม่ต้องพึ่งหมอศัลยกรรมเกาหลี พระราชินีชีก็เอามือปาดหยดเลือดที่กระเซ็นมาติดใบหน้า ก่อนจะหันไปเอ่ยสั่ง...
“ที่ข้ามาที่นี่ คราวนี้ ไม่ได้มาเพราะเรื่อง...ยาบำรุงของข้าเพียงอย่างเดียว”
“พระองค์จะทรงรับสั่งสิ่งใดอีกหรือ” หัวหน้าผู้คุมรีบเอ่ยถาม ด้วยหวาดประหวั่นว่าวันดีคืนดี หากคุกวินดีเช่นี้หมดตับไต พระนางอาจเปลี่ยนใจหันมากระซวกผีผ้าพันแผลกินแทนได้...ช่างน่ากลัวนัก
“ตัวข้าอยากจะมัดใจเจ้าชายที่มาเยือนแดนข้านัก แต่เจ้าชายกลับมีรสนิยมชอบเมียชาวบ้าน โดยเฉพาะแม่หม้ายลูกติด แต่หากข้าไปลักเอาเด็กจากในเมือง ก็คงจะไม่แนบเนียนแต่เป็นที่ครหา ท่านผู้คุมพอจะหาเด็กที่ไร้ญาติขาดมิตรดูท่าทางน่าสงสารเอามาให้ข้ารับเลี้ยงเป็นบุตรได้หรือไม่”
คำสั่งอันแฝงความนัยเป็นที่เข้าใจเด่นชัด...ผู้คุมรีบเอากุญแจไปปลดเอาเด็กน้อยผู้หนึ่งจากปลายสุดของห้องขังอันมืดสลัวออกมาให้
“เด็กคนนี้...ผิวก็ซีดเผือดเหมือนกับศพ มีตาสองสีที่เป็นอัปมงคลดูอัปลักษณ์ แถมทรงผมก็ยังผิดประหลาด เหมือนกับพืชไร่บางชนิดที่ไม่น่าจะงอกได้ทั้งๆที่เจออากาศหนาว พระนางเห็นว่าเป็นอย่างไร”
พระราชินีจิกสายตามองเด็กน้อยหัวสับปะรดในชุดซอมซ่อที่มีแววตาราวกับคนตายแล้วก็ให้สรวลยิ้ม ก่อนจะเข้าไปฉุดกระชากข้อมือเด็กน้อยมาจากผู้คุม
“อะฮร้า~ ไปกันเถิด หนูน้อย จากนี้เจ้าจะเป็นองค์ชายของแผ่นดินหกบุปผา และข้า...จะให้ชื่อของเจ้าว่า ‘มุคุโร่’ เจ้าว่าเหมาะดีไหม”
เด็กน้อยไม่ตอบ เพียงแต่เหลือบมองภาพรอบๆที่สว่างขึ้นทันตาจากห้องขังที่เคยมืดสลัว ก่อนจะลอบยิ้ม
ในดินแดนโง่เง่ายังคงมีการตัดสินใจที่โฉดเขลากว่า เมื่อกุญแจถูกปลดและเขาได้รับเลือกออกจากคุกแห่งนี้...ไม่ว่าดินแดนที่ไร้ที่มานี้จะเป็นภพใดในวัฎสงสาร...อีกไม่นาน...เขาก็จะทำให้ดินแดนทั้งหลายต้องสยบลงแทบเท้าเขา...
อีกไม่นานหรอก...
…
พระราชินีปอบหยิบมีกระจกวิเศษที่เมื่อยามนางร่ายคาถา จะตอบได้ทุกคำถามที่นางถามไถ่ ในเมื่อพระราชินีหลงใหลในความงาม ทำสปาหน้าเด้งวันละสามเวลา และซื้อหาแต่อายแชโดว์ในราคาที่แพงหูฉี่ที่สุด คำถามของพระนางจึ่งเป็นคำถามเหมือนกับในนิทานเด็กที่ว่า
“กระจกวิเศษ จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”
เจ้ากระจกก็มักจะตอบว่า “อ๋อ ก็พระราชินีคิเคียวน่ะสิ อายแชโดว์สวยกำลังดี สง่าแบบนี้ ไม่มีใครเกิน”
หากแต่วันเวลาผันผ่านไป และ...เด็กน้อยที่พระราชินีรับมาเลี้ยงไว้ก็เติบใหญ่ราวกับสับปะรดในไร่ที่ได้รับการพรวนดินรดน้ำ อาจจะเป็นเรื่องดี...ที่หลังจากได้เจ้าชายที่รักเมียชาวบ้านมาเป็นเคะใต้อาณัติเสะราชินีแล้วไซร้ พระราชินีคิเคียวก็หาได้สนใจเจ้าชายน้อยอีก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าราชบริภารแลแม่นมพี่เลี้ยงที่คอยดูแลประคบประหงมใส่ปุ๋ยให้น้ำสับปะรดหิมะผลนี้ จนกระทั่งเสียงเล่าลือของเหล่าคนรับใช้ลอยไปถึงหูของพระราชินีว่า...
เด็กน้อยที่พระองค์รับเลี้ยงมา หาได้อัปลักษณ์อย่างที่พระองค์คิด
พระราชินีจึ่งได้ร้อนใจ และตัดสินใจไตร่ถามความจากกระจกผู้รอบรู้
“กระจกวิเศษ จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”
หากแต่แทนที่จะได้คำตอบว่า “อ๋อ ก็พระราชินีคิเคียวน่ะสิ อายแชโดว์สวยกำลังดี สง่าแบบนี้ ไม่มีใครเกิน” กระจกวิเศษ...กลับพร่ำเพร้อถึงความงามขององค์ชายแห่งดินแดนหกบุปผาลูกเลี้ยงของพระองค์
“ผิวกายขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงชาดดังโลหิต เรือนผมยาวสีเดียวกับท้องทะเลคราม องค์เอวแบบบาง และความงามที่ผู้พบเห็นต้องถวิลหา แถมมาสคาร่ายังสวยเด้ง ต้ององค์ชายมุคุโร่คนเดียวเท่านั้น”
พระราชินีคิเคียวได้ฟังก็ให้พิโรธนัก...รับสั่งให้เอาสับปะรดทุกลูกในอาณาจักรไปเผา ก่อนจะเรียกให้ชายชู้ อันคือ พรานป่านามทับทิมแดงซาคุโร่มาเข้าเฝ้า
“ค...คิเคียว เอ่อ พระราชินี มีอะไรให้ข้ากระหม่อมรับใช้หรือพะยะค่ะ” พรานลุงหนวดหรอมแหรมคุกเข่าลงไถ่ถาม พยายามจะไม่ทุบพื้นด้วยความแอ๊บเจ็บใจที่เหตุไฉนแมนก็แมนออกปานนี้ โดนเรียกเข้าเฝ้าทีมีแต่ต้องเสียประตูหลังเรื่อยไป
“ซาคุโร่...ถอดกางเกงออกซะ”
“หยึย~~~!!!” พรานลุงหนวดหรอมแหรมแทบหงายหลังด้วยความหวาดหวั่น เมื่อพระราชินีเธอเยื้องกรายเข้ามาพร้อมกับขวดอะไรบางอย่างในมือใหญ่นุ่มนิ่ม
...อย่าบอกนะว่า ไอ้ขวดนั้นมันคือน้ำมันมวย...
“...อ๊ะ ขอโทษ ลืมตัว” พระราชินีเอ่ย ก่อนจะยัดขวดอะไรบางอย่างที่ว่าใส่มือของพรานทับทิมที่หน้าเริ่มซีดเป็นไก่ต้ม “ในขวดนี้คือยาฆ่าวัชพืชชนิดร้ายแรง หน้าที่ของเจ้าวันนี้...อะฮร้า...จงพาองค์ชายออกไปล่าสัตว์ พอได้โอกาสก็ใช้ยาฆ่าวัชพืชสูตรพิเศษนี้ ถอนรากถอนโคนสับปะรดเสียให้เรียบร้อย อ้อ แล้วอย่าลืม...เก็บเครื่องในกลับมาทำยาต้มบำรุงให้ข้าด้วย”
ซาคุโร่ที่เห็นว่าน่าจะรอดจากโดนมัดตราสังข์ยัดโลงทั้งเป็นรีบพยักหน้ารับ “รับทราบ...กระหม่อมจะรีบไปจัดการ บัดเดี๋ยวนี้เลย พะยะค่ะ!!!” ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบกระวีกระวาดออกมาจากท้องพระโรง ก่อนที่พระราชินีจะทันได้มีเวลาเปลี่ยนพระทัย
…
มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์ชายมุคุโร่ ตั้งแต่ได้ออกจากคุกวินดีเช่ และได้องค์พระราชินีอะฮร้าปอบหยิบรับมาบำรุงเลี้ยง องค์ชาย...หาได้ลืมเลือนเป้าหมายที่จะสยบดินแดนเขตแคว้นทั่วหล้า ทุกสิ่งที่มนุษย์ผู้โง่เขลาที่เอาแต่ทำลายล้าง...เลือกที่จะเล่นสนุกกับชีวิตที่ดูด้อยค่าราวกับแมลงที่เล็กจ้อยเป็นเจ้าของ...เขาจะช่วงชิงมันมาให้หมด...
เช่นนั้นแล้ว...ทุกวัน...ทุกวัน...ทุกวัน...องค์ชายผู้งดงาม...จึงได้ใช้เวลาไปกับการ...
“องค์ชายเพคะ...พรานซาคุโร่มาขอเข้าพบเพค้า~~”
กรีดอายลายเนอร์และทดสอบมาสคาร่ายี่ห้อใหม่ให้ถูกใจสวยเด้ง
“…” นิ้วยาวเรียวบรรจงวางแท่งมาสคาร่าลง นัยน์ตาสองสีใต้แพขนตายาวสวยลอบชำลองมองเงาของพรานป่าจากหน้าต่าง ปกติแล้วนายพรานนั้นถือได้ว่ามีวรรณะที่ต่ำต้อย แต่เรื่องที่พรานป่าซาคุโร่สามารถเข้าออกวังได้อย่างอิสระ ก็เพราะความสัมพันธ์อันเป็นข่าวลืออันโฉ่วฉาวระหว่างเขากับพระราชินี แต่...ไม่ว่าชื่อเสียงของพรานนั้นจะเน่าเหม็นราวกับน้ำคลำแช่ปีศาจกุลิโกะหรือไม่ คนในที่รู้เรื่องนี้...ต่างก็ต้องเกรงใจนายพราน
“ให้เข้ามาสิครับ”
ร่างบางเก็บเครื่องสำอางใส่กล่อง ส่องกระจกดูความเรียบร้อย ก่อนจะหมุนเก้าอี้กลับมานั่งไขว่ห้างเท้าคางรอ
และ...เมื่อพรานผู้นั้นเยื้องกรายเข้ามาอยู่ต่อหน้า...
“มาหาผมถึงที่นี่...มีธุระอะไรงั้นหรือครับ...คุณพ่อเลี้ยง~~” องค์ชายเหยียดรอยยิ้มที่ดูอย่างไรก็เหมือนจะเย้ยหยันกันชัดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามพยางค์หลังที่เน้นลากเสียงยาวเป็นพิเศษ...แทงใจดำความเสะอันต้อยต่ำที่ถูกกระเทยล่วงล้ำอธิปไตยกันเห็นๆ ก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หันไปเล่นผมตัวเองแทนเสียอย่างนั้น
ทว่า...หนามแหลมที่ทิ่มแทงก็ปักลงกลางดวงใจลุงอย่างจังเบอร์
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
อันว่าของคมแหลมใดฤาจะทิ่มแทงใจเท่าวาจาที่เหยียดหยามความเป็นบุรุษเพศ หากแต่พรานป่าซาคุโร่หาได้มีคำพูดใดๆจะสามารถตอบโต้ความจริงที่ตอกย้ำอยู่เรื่อยร่ำ...ทุกคืนวันที่เขาถูกชำเราด้วยดุ้นกระเทยนั้น...เสียงครวญครางและน้ำตาลูกผู้ชายที่เจียนจะเปลี่ยนเป็นโลหิต...กับกลิ่นฟุ้งของน้ำมันมวย...มันช่างเจ็บปวดเหลือจะทนรับ
ยิ่งคิดก็ให้ยิ่งคับแค้นอยู่ในอก เหลือบมองคุณองค์ชายลูกเลี้ยงพระราชินีแล้วก็ให้นึกมันเขี้ยวขนานหนัก...ทั้งผิวพรรณที่ขาวนวลน่าสัมผัส...แลกลีบปากที่ดูนุ่มนิ่มสีสดน่าละเลียดเลียนักหนานั่นก็...
พระราชินีกระเทยปอบหยิบจะให้ฆ่าคนงาม สู้จับกดทำเมียอย่าให้เสียเชิงชายคราวนี้มิดีกว่าหรือ
พรานป่าเริ่มหน้ามืด และหน้ามืดหนัก...เมื่อสายตาเผลอ(?)โลมเลียท่อนขาเรียวสวยในชุดเครื่องแบบนาซีเข้ารูปเสริมเพิ่มสเน่ห์ความแร่ดด้วยส้นเข็ม แต่แล้ว...ความหน้ามืดก็ต้องมลายหายไปแทบจะชั่วพริบตา เมื่อสัญชาตญาณที่ถูกปลูกฝังด้วยความหวาดหวั่นมันร้องบอกว่า...
หากเขาทำงานไม่สำเร็จ...คิเคียว...จะเอาส้นเข็มแบบเดียวกัน...ยัดรูก้นของเขาเป็นแน่!!!
“ข้าเห็นว่าองค์ชายอยู่ว่างๆ เลยมาชวนออกไปล่าสัตว์” พรานป่าเอ่ยด้วยใบหน้าอันซูบซีดไปถนัด ก่อนจะพยายามเชิญชวนอย่างแนบเนียนเท่าที่จะทำได้ เมื่อความเป็นชายที่หลงเหลือถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย “ไม่ได้ไปล่าแบบเอิกเกริกนะ ล่าแบบพรานเข้าป่าล่าสัตว์ รับรองว่า...เร้าใจกว่ากันเยอะ”
“คึหึหึ...พยายามได้ดีจังนะครับ แม่เลี้ยงของผมคงจะสั่งให้คุณมาสินะครับ” ร่างงามหัวเราะเบาๆ ยังคงวางทีท่ารู้ทันและเย้ยหยันไม่เลิก “จริงๆแล้ว...ผมน่ะ เอ็นดูสัตว์ป่าน่ารักนะครับ แต่ถ้าผมไม่ไป...คุณคงจะเดือดร้อน ถือว่าเราแลกเปลี่ยนกัน...ดีไหมครับ”
พรานป่าซาคุโร่กลืนน้ำลาย ถ้ารู้ทันกันแบบนี้...ก็มีแต่ซวยกับซวยหรือมิใช่... “แล้วองค์ชายจะเอายังไง”
มุคุโร่เหยียดรอยยิ้มหวาน “ก็ทำตามที่ท่านแม่สั่งนั่นแหละครับ” ก่อนจะวางสับปะรดแช่เย็นผลหนึ่งลงในมือของซาคุโร่ “บอกว่าผมตายไปแล้ว แล้วก็กลายเป็นเทวดาสับปะรด ถ้าท่านแม่อยากได้เนื้อในสับปะรดก็เชิญรับประทานได้เลย แต่ผมจะไม่ยกโทษให้คนที่เผาพวกพ้องของผมหรอกนะครับ”
“…องค์ชายจะหนีไปทำโรงงานสับปะรดเกล็ดหิมะ?” พรานป่าอ้าปากค้าง เมื่อเห็นคุณองค์ชายที่ว่าเก็บข้าวของเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางหลุยส์ แถมด้วยทรัพย์สินที่ยักยอกมาจากพระราชินีปอบส่วนหนึ่ง
“คึหึหึ...ดินแดนที่ไม่มีสับปะรด...ไม่ใช่ที่สำหรับผมหรอกนะครับ แต่ก่อนอื่น...ผมคงต้องหา...ไร่ดีๆสักแปลง” นัยน์ตาสองสีเหลือบมองพรานป่าอย่างขอความเห็น “ว่าไงครับ...จะหุ้นด้วยหรือเปล่า รับรองว่าเงินปันผลดีสุดๆเลยนะครับ หึหึหึ”
ด้วยความที่เป็นคนหลอกง่าย แถมชีวิตพรานป่าก็ยากจนค้นแค้นเหลือคณา บางทีถ้าเกิดว่า...ร่ำรวยมีเงินทองขึ้นมา เขาอาจจะได้หนีจากหน้าที่ขี้ข้าพระราชินีกระเทยไปได้เสียที...คิดได้ดังนี้...พรานป่าก็ตกปากรับคำ
“ข้าจำได้ว่า...ในป่าลึกเลยจากเขตของดินแดนนี้ไป...มีพื้นที่กว้างใหญ่และดินดีอุดมสมบูรณ์พอจะทำไร่เปิดโรงงานได้ ข้าจะพาเจ้าไปส่งที่ชายแดนละกัน”
“คึหึหึ...ยอดเยี่ยมเลยครับ หุ้นส่วน”
…
เมื่อแยกกับพรานป่าหุ้นส่วนโรงงานสับปะรดเกล็ดหิมะ (ที่อย่าหวังเลยว่าจะได้จริงๆ สำหรับเงินปันผล) แล้ว...เส้นทางในป่านั้นสุดแสนจะวกวนและรกชัฏ...บางที...ความคิดที่คิดจะหนีกระเทยปอบหยิบออกมาตอนนี้...อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนักก็ได้...เขาควรจะเตรียมการให้พร้อมกว่านี้...และต่อให้เขามีมาดสุดจะราชินีแร่ดเฉิดฉายอย่างไร...เมื่อต้องเดินวนไปวนมาในที่ที่เมื่อมืดค่ำอาจจะอันตรายด้วยสัตว์ร้ายที่เพ่นพ่าน...ก็ให้ยิ่งร้อนใจ...และยิ่งเดินมากและเดินไว...ก็ให้รู้สึกเริ่มเจ็บเท้าอันสุดแสนจะบอบบางขึ้นทุกขณะ
ส้นเข็ม...ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการใส่มาเดินหลงในป่า
ยิ่งเดินก็ยิ่งเจ็บจนอยากจะถอดบู๊ทยาวคู่งามลงเดินเท้าเปล่า...แต่เท้าอันแสนบอบบางของเขาจะทนย่ำผืนดินเปื้อนเปรอะที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้แหลมและหยาบกร้านได้อย่างไร
เสียงฝูงหมาป่าเห่าหอนชวนให้ใจสั่น...หากมีมนุษย์หมาป่าดิบเถื่อนเลวร้ายโผล่มายามนี้...เขาคงจะมิอาจรักษาเวอร์จิ้นที่มีเอาไว้ได้ ร่างงามรีบเร่งพาตัวเองเดินไป..และ...ราวกับเทพีแห่งโชคประทานพรอันล้ำค่าให้...เส้นทางที่องค์ชายรีบเร่งไป...นำเขาไปยังกระท่อมหลังหนึ่ง...ที่มีแสงไฟสีนวลสาดส่อง
นัยน์ตาสองสีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้กลิ่นของขนมหวาน...
ทั้งช๊อคโกแลตของโปรด...คุ้กกี้...ขนมทาร์ต...พายแอปเปิล...อบเชย...แล้วก็...มาร์ชเมลโล่...
บางที...องค์ชายคิด...ในป่าแห่งนี้ อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็เป็นได้
เทพีแห่งโชคได้ประทานพรให้องค์ชายผู้เลอโฉมแล้ว...แต่เทพีแห่งโชคที่ว่านั้น...จะเป็นเทพีแห่งโชคดี...หรือว่าโชคร้ายกันแน่นะ...
มีเพียงพระเจ้าเท่านั้น...ที่ล่วงรู้...
…
เย็นวันนั้น...เมื่อเหล่าฝูงสุนัขป่าเห่าหอนบอกเวลาสนธยามืดค่ำ ในถ้ำพิศวงที่เกิดจากการซ้อนทับกันของโลกคู่ขนานและกาลเวลาที่บิดผัน เหล่ามนุษย์เจิดจ้าทั้งเจ็ดที่ถูกห้วงวิปริตของเวลาพาให้มารวมอยู่ด้วยกัน และเป็นเจ้าของที่แท้จริงของบ้านขนมหวานในป่าใหญ่ต่างก็เสร็จกิจจากการขุดทรีนิเซ็ตประจำวัน ต่างคนต่างเอาแหวนและจุกนมใส่รถเข็นพากันลากกลับมายังวิมานสถาน
ในสนธยาที่ตะวันจวนจะลาลับขอบฟ้า...แสงทองสุดท้ายของสุริยาต้องกับเรือนผมสีขาวพิสุทธิ์ของคนทั้งเจ็ดเป็นประกายสว่างจนชวนให้ตาพร่า หากแต่...คงจะเป็นเพราะแท้จริงแล้ว...เจ้าของดวงหน้าหล่อคมเป็นบุคคลคนเดียวกันแต่ต่างโลก...ต่างที่มา...ทำให้อำนาจพลังอันชวนแสบตาไม่เป็นผลแต่คนใดคนหนึ่งแต่อย่างใด
“มาชิ~~ มาโร~~~ มาชิ~~ มาโร~~”
ทรีนิเซ็ตอันจะทำให้ผู้เป็นเจ้าของได้เป็นพระเจ้าผู้สรรสร้างโลก...ทอประกายราวกับอัญมณีที่เลอค่าในรถเข็นและถุงผ้า ชายหนุ่มรูปงามทั้งเจ็ดต่างสรวลเสเฮฮาร้องเพลงและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“จงแผดผลาญทุกอย่างให้สิ้น จงกรีดร้องคำรามสิ ปาร์ตี้!!!”
จนกระทั่ง...หนึ่งในนั้นเอ่ยปุจฉาขึ้นมา ถึงสเป๊คที่ว่าใช่ของแต่ละบุคคลเดียวกันจากโลกคู่ขนาน
“สเป๊คที่ฉันชอบ?” คนที่แต่งตัวคล้ายโฮสต์เอ่ยตอบขึ้นมาเป็นคนแรก “ก็คงเป็น...คนสวยน่ารักที่น่าเล่นสนุกด้วยละมั้ง” ชายหนุ่มแย้มรอยยิ้ม พลางนึกถึงความน่าอภิรมย์ของผิวกายที่นุ่มนิ่มเหมือนมาร์ชเมลโล่ คนน่ารักที่ยิ่งกินยากน่ะ...เวลาได้กิน...ก็ยิ่งหวานทบทวีเท่านั้น
“หึหึ ถ้าเลือกหิ้วใครไปไม่เลือก ระวัง HIV จะถามหาเอานะ คุณโฮสต์” คนที่อยู่ในชุดเสื้อกาวน์ยิ้ม พลางขยับแว่นน้อยๆ
“จะยังไงก็ช่าง ตอนนี้ได้เวลาอาหารเย็นแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้ากลับบ้านช้า เดี๋ยวบลูเบลจังลูกสาวฉันจะบ่นเอาล่ะ~” คนที่ดูเหมือนจะสนใจในของที่ขุดมาได้น้อยที่สุดเอ่ย พลางชี้ไปทางบ้านขนมหวานของพวกเขา
“หึ ถ้าอยากให้อาหารทามาก๊อตขนาดนั้นก็พกมาด้วยเลยจะเป็นไรไป” ไอ้หนุ่มท่าทางหล่อเลวมาดแบดบอยกว่าเพื่อนเอ่ย พลางเสยผมตัวเองเพิ่มประกายแบดเจิดจ้า
“เอาเถอะ จะอาหารเย็นหรือทามาก๊อตก็ช่าง นี่ก็มืดแล้วเข้าบ้านเลยดีกว่าไหม” หนุ่มมาดเสี่ยประธานบริษัทว่า ก่อนจะเปิดประตูบ้าน
ไอ้หล่อไร้สาระเจ้าของ ‘ทามาก๊อต’ บ่นอุบอิบ “บลูเบลจังเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์อัจฉิรยะ ไม่ใช่ทามาก๊อตซะหน่อย” ก่อนจะโยนข้าวของของตัวเองไปไว้ข้างๆอย่างลวกๆ แล้วเดินขึ้นไปเตรียมจะเปิดโปรแกรมคุยกับ ‘ลูกสาว’ หากแต่...
สิ่งที่เขาพบ...หลับใหลอยู่บนเตียงที่น่าจะว่างเปล่าที่เรียงรายกันที่ชั้นสอง...กลับเป็น...
ร่างงามที่หลับใหลด้วยความเหนื่อยอ่อน เปลือกตาบางปิดสนิทราวกับลืมเลือนวันที่จะตื่นจากนิทราฝัน และริมฝีปากสวยที่เชิญชวนให้จุมพิตนั่น...รวมทั้ง...ต้นขาเรียวขาขาวน่าลูบไล้ที่แพลมออกมาจากผืนผ้าห่ม...
“นี่แหละ...สเป๊คล่ะ ♥”
เสียงเจ็ดเสียงประสานกันเป็นหนึ่งเดียว...เป็นครั้งแรกนอกจากที่ร้องเพลงในรอบวัน
TBC
สำหรับตอนท้าย (คาดว่าจะแอบต้องครอบขาว =v=;; ) จะพยายามเอามาลงให้ได้ทันฉลองวันฮาโลวีนนะคะ ^^;;
ส่วนสำหรับตอนนี้...ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ล่วงหน้าเช่นเคยนะคะ m(_ _)m
แล้วก็...บอกช้าไปนิด แต่บอกตรงนี้ดีกว่าไม่บอก (ฮา) กรุณา...ระวังความสถ่อยแอบแฝงสำหรับคู่อะฮร้าและมิสทับทิมนะคะ กร๊ากกกกกกกกก /me เผ่นสุดหูรูด!!!
ปล. อยากแต่งฟิกรุ่นปู่จัง~~ อุฮิ~ ♥
อยากอ่านต่อแล้วงะ...
)

7เบียคุรัน... องค์ชายสับป้าจะเหลือหรือนี่
มาสคาร่าสวยเด้ง กร๊ากกกกกกก~
แล้วก็ ซาคุโร่เป็นของคิเคียวน่ะแหละดีแล้ว อย่าริมากดสับป้านะ!!
เป็นฟิคที่... เอ่อ... ผสมผสานได้อย่างสุดยอดจริงๆค่ะ
#1 By Hella C. Blodotio on 2009-10-24 23:53