[RMC] Taste of Rain

posted on 29 Mar 2012 19:56 by hiyuura in RMC
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม 
 

  

จริงๆกะจะเสิร์ฟฟิกรั่ว(ที่เขียนโดยลูกสาว)เป็นของขวัญวันเกิดลูกชาย แต่เห็นแววว่าฟิกนั้นจะกลายเป็น multi-chaptered ตอนเดียวไม่จบ แถมถ้าให้ปั่นคงจะติดลมเมามันส์จนไม่ทันวันที่ 1 เมษาแน่นอน เพราะงั้นก็เลยกลายเป็น one-shot เรื่องนี้แทน =v=;; 

เอามาลงก่อนวันจริง เพราะดูตารางงานกับที่โทรเช็คล่าสุดแล้ว กว่าจะได้โผล่หัวมานั่งเล่นเนตยาวๆอีกทีคงเป็นวันที่ 4... TTvTT 

เหมือนไม่ได้เขียนฟิกยาวๆมานานมาก พอได้กลับมาเขียนแล้วรู้สึกดี สำหรับฟิกนี้ไม่ได้เขียนจาก log ใน TL ที่เป็นตัวเอียงคือเรื่องในอดีตของคุณชายค่ะ (อนึ่งเรื่องแมงมุมนั่นผปค.สงสัยจริงๆนะ 555+)

  

***

  

เวลา…เหมือนกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ…

วารี…หล่นร่วงลงจากฟากฟ้า…หยดแล้ว…หยดเล่า…

ผมไม่เคยชอบ…วันที่ฝนตก…เมื่อยามนภาเป็นสีหม่น…

เมื่อสายฝน…โปรยปรายลงมาไม่หยุดหย่อนราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้  

 

-Taste of Rain-

What does rain taste like?

 

ถนนสายหนึ่ง…ปูลาดไปด้วยหยาดน้ำจนมองเหมือนชลธารสีดำสนิทที่ทอดตัวยาวออกไปในยามค่ำคืน…ในเขตถิ่นที่สองข้างทางดูจะราร้างจากแสงไฟที่เชิญชวนให้เหล่าแมลงบินเข้ามาเริงเล่น หยดน้ำใสกลิ้งกราวลงจากผืนร่มที่ไม่อาจกันละอองฝนได้หมด…

มีคนเคยถามผมว่า ‘รู้ไหม รสชาติของฝนเป็นยังไง’ 

คำตอบของผมในทีแรก…คือ ‘รสของฝนคงไม่ต่างจากรสของน้ำ’ เพราะแม้จะมีคำกล่าวเปรียบเปรยว่าฝน…คือน้ำตาของฟากฟ้าที่รินหลั่ง…เมื่อยามนภานั้นเสียใจและร่ำไห้…รสชาติของน้ำที่ร่วงโรยจากฟ้า…คงไม่เหมือนกับรสของน้ำตาที่ผมไม่ปรารถนาจะรับรู้รสชาตินั้นบนปลายลิ้นอีก 

ไม่ว่าหยาดน้ำตานั้น…จะเป็นน้ำตาของผู้ใด…

แต่คนที่ถามผมกลับหัวเราะ แล้วบอกว่า… ‘หากได้ลองลิ้มรสชาติของน้ำฝนเมื่อยามเร่ร่อนในทะเลทราย…รสชาติของพิรุณที่ตกต้องชิวหาในยามนั้น…คงเปรียบดังอมฤติจากสวรรค์ที่ไม่ว่าสุราใดก็ไม่อาจเทียบ’ หากแต่มนุษย์เราคงไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งที่เปรียบได้ว่าเป็น ‘สวรรค์’ หากคนผู้นั้นยังไม่เคยลิ้มลองรสชาติของ ‘นรก’ 

 

ผมไม่เคยชอบ…การอยู่คนเดียว…


แม้ว่าจะอยู่คนเดียวเสมอมา…


เหมือนอยู่ตัวคนเดียว…ทั้งๆที่มีผู้คนมากมายที่รายล้อม…คนเหล่านั้นเปรียบเสมือนตัวละครที่ไร้ใบหน้า…

ผมไม่เคยรักวันที่ 1 เมษา…เพียงเพราะว่างานเลี้ยงและเค้กก้อนใหญ่กับของขวัญมากมาย…เปรียบดังความอบอุ่นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการโกหก 

 

ละครชีวิตที่แสนว่างเปล่า…


คำว่า ‘รัก’ มีการแสดงออกได้หลายแบบ…หลายความหมาย แต่การจะรู้สึกถึงคำว่า ‘รัก’ ได้…เป็นเรื่องยาก…เหมือนกับต้นไม้ที่ตายซาก…ไม่ว่าจะพยายามรดน้ำพรวนดินให้สักเท่าไร…ต้นไม้นั้น…ก็ยากจะหวนกลับมาคืนชีวิต… 

หากมีคนถามผมว่า…รสชาติของน้ำฝนใต้ฟ้าสีหม่นที่ผมยืนอยู่ในคืนนี้เป็นเช่นไร…ผมก็ยังจะคงตอบ…ว่ารสชาติของน้ำฝนก็เหมือนกับน้ำ…

สำหรับผมเรื่องของ ‘อมฤตจากฟากฟ้า’ ก็คงเปรียบเหมือนกับนิทานปรัมปรา ซึ่งผมโตเกินกว่าจะฟังเรื่องที่เต็มไปด้วยฝันของวัยเด็กเหล่านั้น 

 

สิ่งที่คงเหลือ…มีแต่เพียงความปรารถนา…


แม้บางครั้งจะไม่รู้ว่า…แท้ที่จริงกำลังปรารถนาสิ่งใด…


ความปรารถนาที่เลื่อนลอย…อิสรภาพที่ไม่มีวันเป็นจริงได้…เหมือนกับนกในกรงที่ดิ้นรนจะออกไปให้พ้นจากกรงนั้น…แต่ก็เป็นอันต้องบินกลับมาหากรงทองกรงเดิม…ทุกครั้ง…เพียงเพราะมีสายโซ่ที่มองไม่เห็นที่ไม่อาจตัดให้ขาดสะบั้นได้…

‘วาเลอเรียส…จุดอ่อนของหลานก็คือความใจอ่อน’

ความใจอ่อนที่ไม่อาจตัดสายใยที่ไม่พึงปรารถนาให้ขาดได้…เพียงเพราะสายใยนั้นเป็นดั่งความภูมิใจที่ได้รับการปลูกฝัง…

 

คนเราไม่อาจ…หนีตัวตนของตัวเองพ้น…


‘ทิ้งความใจอ่อนนั่นไปซะ…ถึงย่าจะอยากพูดแบบนั้น…แต่ย่าก็รู้ว่าเราคงใจอ่อนเกินกว่าจะตัดส่วนนั้นออกไปได้ ใช่ไหม…วาเลอเรียส’ 

โซเนีย เดอ ครูซพูดถูกเสมอ…ผู้หญิงร้ายกาจที่รู้ว่าสามารถชักใย ‘ตุ๊กตา’ ของตัวเองได้เยี่ยงไร 

ผมไม่เคยคิดจะลบตราของตระกูลออกไปจากบนแผ่นอกซ้าย…ที่ที่ผมเห็นมันในกระจกได้ชัดเจนเสมอ…

ผมไม่เคยสงสัยเรื่องที่มาของจดหมาย ทั้งๆที่ควรจะสงสัยว่า…จดหมายจากคุณย่ามาถึงผมได้อย่างไร หากคุณย่าคนนั้นบอกทุกคนว่าไม่เคยได้รับข่าวสารหรือรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหลานนับตั้งแต่วันที่เขาหายไปจากบ้าน 

เพราะผมรู้ความจริงมาตลอด… 

 

ผมไม่เคยหนีจากสิ่งที่พยายามหนีพ้น


อมฤตของผมคงมีเพียงสุราที่ขับกล่อมราตรีให้น่าพิสมัย…แม้พิษร้ายแสนรัญจวนจะทำได้แค่เพียงหยิบยื่น ‘สวรรค์’ ที่จอมปลอม…สตรีที่ทอดกายให้ผมคงเหลือแต่เพียงนาม เมื่อยามอรุณรุ่งมาเยือนหลังค่ำคืนที่ภิรมย์แห่งมังสาเติมเต็มให้นัยน์ตาแสนสวยของพวกเธอพร่าเลือนก่อนมธุรสจะรินหลั่ง ใบหน้าของพวกเธอคงเลือนหาย…เพียงเพราะไม่คิดจะผูกมัดดวงหน้าเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ 

ค่ำคืนเหล่านั้น…เพียงแค่เติมเต็มความต้องการที่ปรารถนาจะมีเรือนกายอุ่นให้นอนกอด 

บางบุรุษเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกล่อลวงด้วยราคะ เมื่อเพลิงพิศวาสไม่อาจลุกโชติช่วงหลังรุ่งสาง เพียงเพราะคืนที่เริงรักเป็นเพียงความสนุกเมื่อยามที่ได้บีบคั้น…ไล่ต้อน…

 

ผมหลงใหลกับเกมล่า…ทั้งๆที่รู้ดีว่าไม่เคยมีอิสรภาพที่แท้จริงในการเหนี่ยวไก…


นาฬิกาเรือนใหญ่บนหอสูงตีบอกเวลา…อีกเพียงหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงวันที่ 1 เมษา…

บนถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ…รองเท้าของผมไม่ทิ้งไว้แม้แต่รอยเท้า…และสุนัขล่าเนื้อแม้เก่งที่สุดก็ยากจะตามกลิ่น…

คนคนนั้น…คงไม่รู้ว่าผมเดินวนอยู่ที่หน้าที่พักของเขาอยู่หลายครั้ง…

ผมไม่คิดที่จะโทรบอก…หรือเข้าไปกดกริ่งหน้าห้องของเขาเพื่อเรียก…

 

เพียงเพราะผมไม่ต้องการให้เขารู้…ว่าชัยชนะที่เขาได้มันมีความหมายสำหรับผมมากเพียงไร…


กับคนที่ถูกสอนมาให้เอาชนะกับทุกสิ่ง…กับคนที่ไม่อาจยินยอมให้ตนเองปราชัยได้…


ผมจะไม่บอกว่าผมต้องการเขาในวันที่ 1 เมษา…

ไม่บอกว่าผมปรารถนารสสัมผัสและจุมพิตที่ทำให้ผมร้อนรุ่มยิ่งกว่าสุราแรงที่ล่วงล้ำลำคอ

ผมจะไม่เล่าให้เขาฟังว่าผมคิดถึง ‘เธอคนนั้น’ คนที่ทำให้ช่วงเวลาหนึ่ง…ในโลกของผมมีแต่เพียงเธอ… 

แม้ว่าเค้กที่เธออบจะเต็มไปด้วยแมงมุมพิษ…แม้ว่าความคิดของเธอจะพิสดารวิปลาส…แต่ตอนนั้น…เมื่อครั้งที่ผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกทาสีด้วยโลกีย์เป็นเพียงเด็กที่อ่อนเดียงสา… 

 

‘เธอคนนั้น’ กับโนอาห์…เคยเป็นเหมือนโลกทั้งใบที่เต็มไปด้วยสีสันของผม…


ก่อนที่โลกใบนั้นจะหายไป…


โลกใบนั้นหายไป…ทั้งๆที่ผมยังคงเก็บรักษาเศษเสี้ยวของมันเอาไว้…ในกล่องที่ผมหวังว่าสักวันผมจะทิ้งมันไปได้…ผมพยายามยึดเอาซากที่ผุพังของโลกใบนั้นทั้งที่รู้ว่าทุกอย่างไม่อาจเป็นเหมือนเดิม…

ผมไม่อาจปล่อยโลกใบนั้นให้เลือนไปจากความทรงจำ…แม้ว่าตอนที่ผมได้พบกับ ‘เธอคนนั้น’ อีกครั้ง…เธอจะทำให้โลกที่มีสีสันแต่เพียงประปรายในยามนี้ของผมนั้นหยุดนิ่ง…

ผมไม่อยากทานขนมอบกับโกโก้ร้อนของเธอ เพราะรสละมุนลิ้นที่ผมคิดถึงอยู่เสมอคงแสบคอจนยากที่จะกลืนลงไปได้ ผมไม่ต้องการเสียมารยาทกับสุภาพสตรี แม้ว่าเธอจะเป็นคนที่ทั้งหยิบยื่นแล้วก็ทอดทิ้งสิ่งที่เคยหยิบยื่นนั้นให้กลายเป็นเพียงเศษซาก

ผมไม่เคยชอบดอกไม้…เพียงเพราะกลิ่นหอมหวานและความไม่จีรังของดอกไม้…ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของเธอ…

“ศูนย์บัญชาการมีลฟีโอเล่…ปราสาทแห่งพันบุปผา…” สถานที่ที่เธอเลือกที่จะพิงพัก…ช่างเหมาะกับความเป็นตัวตนของเธอ… “วันนี้ผมคงต้องขอค้างแรมที่อื่น” 

 

ที่ที่ผมจะโป้ปดได้โดยไม่ถูกหนามของบุปผาแทงทิ่ม…

 

ไม่มีที่ไหนที่จะเรียกได้เต็มปากว่า ‘บ้าน’ สถานที่ที่ให้หลับนอนได้ทุกแห่งเป็นเพียงที่ค้างแรม… 

แสงไฟจากที่พักที่เคยอยู่ประจำทำให้ประหลาดใจ…ทั้งๆที่บ้านทั้งหลังนั้นว่างเปล่า… 

สายฝนยังคงตกกระทบหลังคาและบานหน้าต่าง…ผมเงี่ยหูฟังเสียงของ ‘หนู’ ที่อาจวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน นาฬิกาแขวนบนผนังตีบอกเวลา…1 เมษามาเยือนแล้ว และผมก็ยังไม่ได้ยินเสียงอื่นนอกจากเสียงเข็มของนาฬิกาแขวน… 

บางที…ผมอาจจะเผลอเปิดไฟทิ้งเอาไว้…

น่าเสียดายที่ไม่มี ‘หนู’ เข้ามาเพ่นพ่าน…เพราะบางที…หากผมได้ ‘เล่น’ กับ ‘หนู’ สักตัวสองตัว…บางทีผมอาจจะรู้สึกดีขึ้น… 

“…” 

ไวน์องุ่นหนึ่งแก้วกับเสียงร้องทักทายเบาๆของอีกาที่จนถึงเมื่อครู่เกาะคอนไม้นิ่งราวกับเป็นเพียงรูปปั้นประดับห้อง…

อเลสเตอร์ไม่ได้บอกว่ามีผู้บุกรุก

คืนนั้น…ผมหลับไปทั้งที่ยังได้ยินเสียงฝน…  

 

  

“ลองทายดูซิว่า…หลังอลิซลอดโพรงกระต่าย ถ้าเธอไม่ได้กินอะไรมาเลย เธอจะนั่งอยู่ที่ไหนนานที่สุด” เสียงหวานหัวเราะคิกคักอยู่ที่ข้างหู มือนุ่มนวลปิดตาของเขาทั้งสองข้าง เธอจับเขาหมุนตัวจนยากจะจำทิศทางที่เคยเดินอยู่ประจำได้…ก่อนจะพาเขาไปยังที่แห่งหนึ่ง…

กลิ่นหอมของขนมอบลอยอวลผสมปนเปกับกลิ่นหวานของบุปผชาติในสวน…กลิ่นของดอกไม้ที่คุ้นเคยบอกให้เขารู้ว่าเขากำลังอยู่ในสวนของที่บ้าน…สวนดอกไม้แสนสวยที่ปกติมักจะเงียบเหงา เมื่อเหล่าบุปผาแย้มบานแต่ไม่มีใครคิดจะเชยชมสนใจ…หากแต่เพียงถูกปลูกไว้…ให้เหล่าคนสวนดูแลมันเพื่อให้ประดับสวน 

“…ปาร์ตี้น้ำชาของพวกกระต่าย?” เด็กชายตอบ ก่อนที่คำตอบของเขาจะเรียกเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นอีกครั้งจากเด็กสาว เธอปล่อยมือที่ปิดตาของเขาออก ก่อนจะสวมกอดเขาเอาไว้แน่น 

“ฉันรู้ว่าเธอชอบโกโก้ร้อนมากกว่าน้ำชา ส่วนขนมอบพวกนี้ฉันก็ตั้งใจทำเพื่อเธอเป็นพิเศษเลยนะ” 

โกโก้ร้อนสีเข้มใส่มาร์ชเมลโล่กับผงช๊อคโกแลตโรยหน้า…กับสโคนสูตรพิเศษและแยมส้ม…คุกกี้อบเสร็จใหม่ๆกลิ่นหอม…และเค้กที่ตกแต่งหน้าอย่างวิจิตรที่สุด…

“สุขสันต์วันเกิด วาเลอเรียส นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงใหญ่ๆเหมือนที่พ่อเธอจัด แต่มีแค่เราสามคน หวังว่าเธอคงจะไม่ถือนะ” ชายหนุ่มท่าทางอบอุ่นแย้มรอยยิ้มมาให้ ดวงตาของเขาเป็นสีเดียวกับช๊อคโกแลตที่เด็กชายชอบ มือใหญ่ถือกล่องของขวัญส่งให้เจ้าของวันเกิด 

“ผมดีใจที่คุณมา โนอาห์” เด็กชายยิ้มตอบ…เขาชอบรอยยิ้มที่อบอุ่นของโนอาห์…ชอบน้ำเสียงที่อ่อนโยนและใจดีกับเขาเสมอ…กับมือนั่น…ที่ยื่นของขวัญมาให้เขา…

เขาอยากบอก…ว่าช่วงเวลานั้น…คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับเขา…

จูดิธกับโนอาห์…คนที่เป็นเหมือนพี่สาวกับพี่ชายของเขา… 

ทุกคนหัวเราะ…แม้ว่าแมงมุมหลายสิบตัวจะพยายามเจาะหาทางหนีออกมาจากเค้ก 

“บางทีฉันก็สงสัยนะว่า จูดิธอบเค้กยังไง แมงมุมถึงยังไม่ตาย” 

 

  

…มีคน…นั่งอยู่ข้างๆ…

คนคนนั้น…กำลังสัมผัสเรือนผมที่หวงแหน…

ผมไม่ชอบให้คนอื่นมาสัมผัสผมของผมหากผมไม่ได้อนุญาต…แต่มือนั้น…กลับลูบไล้มันอย่างเคยชินอย่างหาได้หวาดกลัว…บทลงโทษที่จะตามมา…

มีเพียงไม่กี่คนที่ทำแบบนั้นได้…และความฝันก่อนหน้าอาจทำให้ผมเรียกนามของเจ้าของมือกระดูกที่ผมเก็บเอาไว้ในกล่อง…หากหูของผมไม่ได้ยิน…เสียงฝน… 

…ฝนที่ยังคงตกไม่หยุด…ตั้งแต่เมื่อคืน…คืนก่อนวันที่ 1 เมษา… 

ถ้าผมลืมตาในวันนี้…บางทีผมอาจจะโกหกเพียงเพื่อจะเรียกชื่อของคนที่ตายแล้วออกมาได้… 

หรือแม้แต่… 

“…ซิก?” 

 

เรียกชื่อของคนที่ผมไม่ปรารถนาจะอยู่กับเขาในวันที่ 1 เมษา 


กลิ่นขนมอบโชยเข้ามาในห้อง และ…

ผมรีบลืมตาลุกพรวดขึ้น…และหวังว่าคนที่นั่งข้างๆผมจะไม่ใช่จูดิธ… 

 

  

“ว้าว~ วาลละเมอเรียกชื่อซิกกี้ด้วย ระวังแบบนี้จะเสะไม่ขึ้นจริงๆนา~ แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ” อีวา โรมาโนแสยะยิ้มเกรียนให้ ในมือของเด็กสาวถือหวีซี่ละเอียดกับหนังยางรูปสติช วาเลอเรียสจ้องหนังยางที่ว่าอย่างพูดอะไรไม่ออกไปสามนาทีเต็มๆ ก่อนที่อีวาจะยกกระจกพกขนาดพอดีมือขึ้นมา พลางแสยะยิ้มกว้างขึ้น 

“ฝีมือถักเปียฉันเริ่ดใช่ม้า~ พี่หนวดสอนฉันถักเชียวนะ ดูเปียดิ๊ ดูดีม๊าก~ มากอ่า~” 

 ชายหนุ่มมุ่นคิ้วก่อนจะรีบใช้มือสางเปียที่เด็กสาวตัวแสบบรรจงเอาผมแสนหวงของเขามาถักเล่นออก นัยน์ตาสีโลหิตหรี่ลงน้อยๆ “คุณอีวา…” 

หนึ่งในสามทหารเสือแห่งวาเรียยังคงหัวเราะคิกคักอย่างไม่รู้สึกผิด และก่อนที่ลิงทะโมนจะถูกจับเอาผมยาวผูกห้อยเล่นกับขื่อ ประตูห้องก็เปิดออก พร้อมๆกับ…

“โอ้ เย่ห์!!! เทิร์นนิ่งทเวนตี้ทู เเฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยูนะครัฟ พี่บุญธรรม!!!” สปังค์เปลี่ยนอารมณ์เข้ามาเขย่ามาราคัสสไตล์คนจาไมก้า พลางยิ้มส่องประกายโลกสดใส “แม๋นนนน อย่าทำหน้าแบบนั้นดิครัฟ พี่บุญธรรม ขอปั๊งกอดทีนะครัฟ!” 

“แหม่ ถ้าจะกอดกั๋น เรามากอดกั๋นหลังร้องเพลงแฮปปี้เดย์เสร็จดีไหมขรั่บ กระพ้มอยากให้กินเค้กนี่ตอนมันยังอุ่นๆน่ะขรั่บ!” เสียงดังมาจากคนที่ยืนถือเค้กอยู่ข้างหลัง นายหนวดขน ไฝเสน่ห์ยังคงอยู่ในชุดทำครัวผูกผ้ากันเปื้อนสีชมพูน่ารัก 

“โอเคครัฟ กินเค้กก่อนก็ได้ครัฟ ปั๊งก็อยากให้พี่บุญธรรมกินเค้ก!” ปั๊งเขย่ามาราคัสรัวๆ ก่อนจะเต้นสับขาไปให้คนที่ออกันอยู่ที่หน้าประตูข้างหลังตัวเองได้เข้ามา “ถ้าพี่บุญธรรมไม่กินชาวร๊อคคงเสียใจมากอะครัฟ ไอ้เค้กนี่ปั๊งก็ช่วยพี่หนวดกะเฮียฮอเรซทำนะครัฟ รับรองอร่อยสวดยวด!!!” 

วาเลอเรียสเลิกคิ้วน้อยๆ พลางเลื่อนสายตาไปยังฮอเรซ เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินขยับแว่น พลางกระแอมเบาๆ 

“คุณฮอเรซเนี่ย ทำอาหารเก๊งเก่ง ไม่บอกไม่รู้น่ะขรั่บ แหม่ กระพ้มปลื้มเลย หนุ่มหล่อที่ทำอาหารเป็น แหม่ พ่อบ้านพ่อเรือนขรั่บ!” หนวดขนอยากจะเอามือทาบอก หากไม่ใช่เพราะต้องใช้สองมือถือเค้กที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆอยู่ 

“หึ คนเรามันต้องช่วยเหลือตัวเอง จะให้ซื้อกินทุกมื้อได้ยังไง ถ้าอยู่ในสนามรบใคร พิซซ่าที่ไหนมันจะมาส่ง ถ้าอาหารขาด ใครจะมาปิ้งปลาให้แกกินวะ” 

“โถววว ก็พาพวก PWW ไปสนามรบด้วยเลยดิ๊ ไม่เห็นยาก เท่าเนี้ย เราก็จะมีปลาปิ้งกิน แถมมีคนแกะก้างให้ด้วยนะ ก๊ากกกกกกๆๆๆ” อีวาหัวเราะเกรียน(โคตรๆ) มือสาวเจ้ายังพยายามแอบกระดึ๊บไปจะจับผมเจ้าของวันเกิดมาเล่นต่อ แต่ก็ถูกหลังมือคุณชายปัดทิ้งเนียนๆ ก่อนจะลากตัวมานั่งตัก 

“ถ้าคุณเป็นเด็กดีแล้วปิดเรื่องที่ผมละเมอ…ผมจะไปคุณไปทานบุฟเฟ่ต์ร้านนั้นที่คุณอยากทาน” เจ้าของเรือนผมสีปีกกากระซิบให้ได้ยินกันเฉพาะตัวเขากับเด็กสาว 

“ถ้าวาลซื้อปืนฉีดน้ำอันใหญ่ๆให้ฉันด้วย แล้วยอมกินเค้กวันเกิดที่พวกพี่หนวดทำด้วย ฉันจะเก็บเป็นความลับก็ได้อ่ะ” เด็กสาวกระซิบตอบ พลางยิ้มเผล่ 

รอยยิ้มปรากฎขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวรู้ว่าอีวาพยายามดักทางเขาเรื่องเค้ก และเพราะการกระซิบกระซาบของพวกเขาทำให้รอยย่นปรากฎขึ้นที่หว่างคิ้วของฮอเรซ 

“เค้กนี่…เราแบ่งกันทานก็ได้นะครับ” วาเลอเรียสตอบ ก่อนจะหอมแก้มอีวาเบาๆ 

และทั้งเค้กที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆและห้องนอนของวาเลอเรียสก็คงไม่เหลือ หากหนวดขนไม่กระโดดคว้าแว่นเลเซอร์บีมของฮอเรซไว้ 

“วู้วววว เกือบไปนะครัฟ เฮียฮอเรซ เฮียหนวด นี่ถ้าปั๊งไม่ร๊อคขนาดนี้ สงสัยเค้กของพี่บุญธรรมลงพื้นห้องไปแล้ว ให้คะแนนพี่ปั๊งหน่อยดิครัฟ น้องอีวา!”

สปังค์โยนมาราคัสทิ้ง ก่อนจะรับเอาเค้กที่ลอยหวือจากมือหนวดขนเอาไว้ 

“ว้าวว~~ วันนี้พี่ปั๊งร๊อคมาก เอาไปเลยเต็มสิบ!!!”  

อีวาปรบมือพลางชูป้ายคะแนน 

  

 

ถึงตอนนี้…ที่นอกหน้าต่าง…ฝนก็ยังคงตก…

ผมไม่ชอบฝน…โดยเฉพาะฝนที่ตกในวันที่ 1 เมษา…

มีคนเคยถามผมว่า ‘รู้ไหม รสชาติของฝนเป็นยังไง’ 

ผมรู้ดี…ถึงรสชาติของสายฝน…เมื่อยามนภาสีหม่นปลดเปลื้องเอาหยาดพิรุณที่โอบอุ้มไว้ให้ร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า…

ผมรู้ว่า…รสชาติของน้ำตาที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้นเป็นเช่นไร…แม้ว่าจะไม่อยากลิ้มรสของน้ำตานั้นอีก…

แต่หากมีคนถามผมอีกครั้งในตอนนี้…ถึงรสชาติของสิ่งที่ทำให้รู้สึกถึง ‘สวรรค์’...

  

ผมจะตอบว่ารสชาตินั้น…คือรสชาติของสิ่งที่ทำให้คุณไม่รู้สึกโดดเดี่ยว 


“เค้กของพวกคุณอร่อยมาก…ขอบคุณนะครับ” 

 

 

-Fin-

Happy Birthday, Valerius.

01.04.2012 


 

[1] เพิ่งจะเคยเขียนฟิกออริแบบ POV สารภาพว่าตอนแรกๆเขียนไปแล้วเมาๆเหมือนเขียนฟิก 10069 อยู่ยังไงชอบกล เอิกส์ จนย่าโซเนียโผล่มาค่อยฉีกออกมาหน่อย orz 

[2] โซเนีย เดอ ครูซเป็นคุณย่าของวาเลอเรียสค่ะ ความแสบของคุณย่า ถ้าใครเคยอ่านเวอร์ชัน EH จะรู้ แต่มา RMC แล้วคุณย่าร้ายกาจกว่าเดิม คร่าวๆคือ ชีเป็นคุณย่าที่รักหลานแบบตลกร้าย มีวิธีกดดันเคี่ยวเข็ญแล้วก็โหดกับหลานตัวเองมากๆนั่นแหละ V_V;;

[3] จูดิธกับวาลไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ แต่เป็นลูกพี่ลูกน้อง โนอาห์เป็นแฟนคนแรกของจูดิธค่ะ  

[4] อลิซในแดนมหัศจรรย์ตรงนั้นเป็นความจงใจของคนแต่งเพื่อล้อเลียนอาหลี่ แม่นคัก กร๊ากกกกกก #ไม่ค่อย

[5] พี่หอว์หวงอีวามาก...จริงๆนะห์ #ก็ซิสค่อน 55555+ 

[6] ก่อนจะลงเอยกับคุณหก อิคุณชายเป็นพวกฟันแล้วทิ้ง...

[7] คุณชายกับอีวาไม่มีอะไรในกอไผ่นะจ๊ะ คุณชายเอ็นดูอีวาแบบน้องสาว #ดักทางคนชอบจิ้น 

  

ลงเสร็จแล้วก็...ขอแวบไปปั่นงานนรกก่อนละค่ะ

ช่วงนี้ใครมีอะไร เมนชันไอดีทวิตหลักเราทิ้งไว้นะคะ ส่วนถ้าใครจะติดต่อเรื่องงานคอมมูฯ RMC ระหว่างที่เราหายหัวถึงวันที่ 4 แนะนำให้ติดต่อสตาฟ (บอท) โดยตรงเลยค่ะ ^^;; 

Comment

Comment:

Tweet

ฤ ความจริงแล้วคุณชายเป็นคนขี้เหงาก๊ะ *--* #ผิดนะ

อย่างที่พี่ไทคิบอกเลยย ตอนแรกๆ อ่านไปเนื้อเรื่องมันดูโหวงเหวงยังไงไม่รู้ เหมือนลอยๆ เพ้อๆ ฟุ้งๆ... #อะไรของวรญ.

แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าคุณชายโมเอะตอนละเมอเรียกชื่อคุณหกแหละค่า~ ยิ่งตอนอีวาถักเปียให้นี่.. ก๊ากกกๆๆๆ #โดนคุณชายสอยดับ

แต่ปามชอบตอนที่พวกอีวาอยู่กับคุณชายครบทุกคนนะ อบอุ๊นอบอุ่น~ ถึงจะวุ่นวายไปนิดส์~ ฮาาา แต่ขำพี่หออะะ ทำไมต้องแว่นเรืองแสงง *ขำตายห์ไป*

แล้วก็ขอ โถววว.. อาหลี่ ให้ลูกชายสักรอบ 55555+

สู้ๆกับงานนะคะพี่ยูระะ *3*

ปล. ปามก็แอบสงสัยว่าเจ้จู (?) อบเค้กยังไงให้แมงมุมไม่ตาย ;w; ... #ผิดนะห์

#4 By Belphegor on 2012-03-31 15:07

ชอบประโยคสุดท้ายT[]T

รสชาตินั้นทำให้คุณไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

(เเต่อ่านตอนเเรกๆนี่เเอบรู้สึกถึง10069จริงๆเเฮะ)

#3 By @I_ on 2012-03-30 17:28

เป็นฟิกที่ดูโหวงเหวง ปูทางมาจนตอนจบอ่านแล้วค่อยรู้สึกว่าอบอุ่นดีจัง ,,V_V,,

สำหรับคนที่ขี้เหงา(//โดนพานท้ายปืนโบก)แบบนี้จะเรียกว่าสวรรค์ก็ไม่ผิดล่ะมั้ง ฮาาา
ดีกว่านอนกอดคนที่ตื่นมาก็จำชื่อไม่ได้แล้ว สุดท้ายก็ยังรู้สึกเคว้างคว้างไม่ต่างจากเดิมเยอะ = = b
มีพวกอีวาอยู่รับรองชีวิตคุณชายไม่เปล่าเปลี่ยวหรอก กร๊ากกก //วิ่งหนี

ปล. โถววว....อาหลี่
ปลล. ปั๊ง...มาราคัส....โถววว
ปลลล. เพ่ว์หอว์แอบซึนนะ 555+
“บางทีฉันก็สงสัยนะว่า จูดิธอบเค้กยังไง แมงมุมถึงยังไม่ตาย”

จูดิธ: คิก... A secret makes woman woman ฉันบอกไม่ได้หรอกค่ะ

ผปค: Happy Birthday คุณชายนะเจ้าคะ งานก็สู้ๆนะเจ้ ^___^

#1 By M!k@g3 on 2012-03-30 12:00