Fanfiction

[KHR FIC] Sakura Mankai: Prologue + Spoiler 264

posted on 27 Oct 2009 00:20 by hiyuura  in Fanfiction

งานเข้าอีกแล้ว...ว่าจะไม่อัพฟิกใหม่ แต่เคลียร์อะไรให้มันเสร็จๆไป...แต่สุดท้ายพอแอบสปอยพล๊อตให้พี่ไทคิฟังก็อดไม่ได้อีกจนได้...กลับมาพร้อมกับเรื่องยาวเรื่องใหม่ค่ะ คราวนี้มาเป็น AU แบบญี่ปุ่นโบราณ (เพราะอยากเขียนแนวนี้มานาน ♥)

คำเตือนสำหรับฟิกคราวนี้...ระวังโดนคนแต่งหลอกนะคะ หึหึหึ แต่...สำหรับคนที่รู้จักยูระดี ถึงไม่ใส่คู่ก็คงเดาได้ว่าคู่ไหน แต่ที่ไม่ใส่....เหตุผลเหรอคะ...? กรุณาย้อนกลับไปดูคำเตือน *ยิ้มหวาน* ว่าแล้วก็...แปะค่ะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ

Title: Sakura Mankai
Pairing: ?? x ??
Genre: Romance/Drama
Rating: PG-13 for now
Warning: AU, angst, BL

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++    

แผ่นดินหลังสิ้นรัชสมัย เมื่อจักรพรรดิองค์ก่อนละทิ้งอาณาจักรของพระองค์ไปดังดาวตกที่ร่วงหล่นจากเวหา...ช่วงเวลา...ก่อนจะแต่งตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่...คือห้วงเวลาแห่งจราจลที่เต็มไปด้วยไฟสงคราม...การแก่งแย่งชิงดีเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ...เหล่าผู้มีกำลังทหารในมือต่างก็รบพุ่งให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และความยิ่งใหญ่...ราชบัลลังก์อันไร้ราชันย์ประทับนั่ง...ต่างถูกแววตาอันโหยหิวเยี่ยงสุนัขป่าจับจ้องหวังอยากเป็นเจ้าของ...

ยุคสมัยอันน่าหวาดหวั่น...กลุ่มโจรมีให้เห็นทุกหัวระแหง...และเรื่องพิพาทระหว่างไดเมียว...ก็เกิดขึ้นได้แสนง่ายดาย ดุจดังเปลวไฟที่ลามถูกเส้นใยที่ชุ่มน้ำมันอยู่ก่อนแล้ว...มันคือ...ยุคสมัยที่มืดมิด...

มืดสนิท...แม้ว่า...จะได้กลิ่นไหม้และควันที่ไม่เคยจางหายไปของสงคราม...


Sakura Mankai
Prologue


เสียงลั่นเอียดอาดของไม้กระดานที่ผุเก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลาร้องเตือนบอกถึงผู้มาเยือนตั้งแต่ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้า หากแต่...ไม่มีความจำเป็นต้องหันไปมอง เจ้าของเคหาสน์เก่าก็รู้ได้ว่าบุคคลที่มาเยือนคือผู้ใด...ริมฝีปากสีดุจเดียวกับซากุระที่บานสะพรั่งคลี่เหยียดเป็นรอยยิ้ม...

เพียงเพราะ...นอกจากคนผู้นี้...หาได้มีผู้ใดอื่นที่จะมาเยือน...

“หนีมาอีกแล้วเหรอครับ” เสียงนุ่มที่เอื้อนเอ่ยทักทายเจือไปด้วยอารมณ์ขัน ทันทีที่บุรุษหนึ่งเลื่อนประตูห้องเปิดออก “ทำแบบนี้...จะดีเหรอครับ...เคียวยะ”

บุรุษผู้มาเยือนมีเรือนผมและนัยน์ตาสีดำสนิทดังปีกกา และมีรูปลักษณ์แลผิวพรรณงดงามหมดจดบอกถึงความเป็นบุตรตระกูลผู้ดี หากแต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในตัวเขาคงจะเป็น...ท่วงทีที่องอาจและแข็งกร้าว...ราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ...แล้วก็อาจจะเป็น...

ความดื้อรั้น

“ดีรึเปล่า ฉันจะเป็นคนตัดสินเอง” ชายหนุ่มเอ่ย ก่อนจะปิดประตูลง และเยื้องกรายเข้าไปใกล้ร่างบางในชุดกิโมโนไหมที่กำลังจรดปลายพู่กันชุ่มหมึกสีรัตติกาลลงบนแผ่นกระดาษซีดขาว นัยเนตรสีนิลเลื่อนมองไปตามแต่ละบรรทัดของตัวหนังสือสวยที่เรียงรายกันเป็นระเบียบ...ร้อยเรียงเป็นบทกวีที่แยบคาย...

 

ซากุระเอย...เจ้าซากุระงาม...ผลิบานปลิวโปรยพลิ้วไสว...
กลีบดอกเจ้า...ลอยละล่อง...ตามอำเภอใจ...
กลีบติดไฟ...ลุกมอดไหม้...กลายเป็นธุลี...

 

“...” ชายหนุ่มละสายตาจากบรรดาตัวอักษรที่ถักทอเป็นถ้อยคำ เมื่อตัดสินใจว่ามันน่าเบื่อเกินไปสำหรับเขา นัยน์ตาคมละจากกระดาษเปลี่ยนมาแลมองคน...และอาภรณ์ที่คนผู้นั้นกำลังสวมใส่...

กิโมโนไหมสีแดงดังเลือดนกที่ตัดกับผิวกายที่ซีดขาวให้ยิ่งเด่นชัดในสีสัน...ดังธารโลหิตที่ชโลมลงบนแผ่นผืนหิมะ และดิ้นทองเลอค่าที่เดินปักเป็นลวดลาย...บางทีอาจจะเป็นสีของมัน...หรืออาจจะเป็นความทรงจำของเขาเองที่หม่นหมอง...จนไม่อาจจะแยกแยะได้ว่าเป็นรูปหงส์หรือนกกระสา...มันเป็น...

 

“พี่เคียวยะ...กิโมโนตัวนี้สวยไหมคะ...พี่เคียวยะ...ตอนนี้มันยังหลวม แต่ถ้านากิโต พี่ว่านากิจะใส่สวยเหมือนคุณแม่หรือเปล่า”

 

อาภรณ์ของผู้หญิง

“แต่งตัวแบบนี้ ไม่เหมาะกับแกเลยสักนิด” ชายหนุ่มหรี่ตาลง เมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปสะดุดกับปิ่นปักผมที่ดูสุดแสนจะคุ้นตาที่อีกฝ่ายใช้รวบแซมเรือนผมสีทะเลครามแปลกตาเอาไว้ 

คนถูกทักหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาสบตากับผู้มาเยือนเป็นครั้งแรก “คึหึหึ...ทำไมครับ ต้องให้ผมแต่งหน้า ทาปากด้วย...ถึงจะเข้ากัน...อย่างนั้นเหรอครับ”

ที่ประดับอยู่บนดวงหน้างดงามเยี่ยงอิสตรี...แปลกประหลาดยิ่งกว่าเส้นไหมยาวสีดังทะเลคราม...คือนัยเนตรสองสีไม่เข้าคู่...ดวงตา...ที่ใครบางคนเชื่อว่าอัปมงคลนัก...

“...แกมันกวนประสาท” ชายหนุ่มเอ่ย ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกับพื้น “ฉันจะนอนแล้ว อีกสองชั่วยาม อย่าลืมปลุกด้วยล่ะ”

เจ้าของนัยเนตรสองสีมองอีกฝ่ายที่ล้มตัวลงนอนหลับปุ๋ยได้ไวยังกับเด็กทารกแล้วก็ยิ้ม “ถึงผมไม่ปลุก ได้เวลาก็มีคนมาตามหาคุณเองนั่นแหละครับ”


...


มืด...ทุกอย่างมันมืดมิดไปหมด...มืดสนิทยิ่งกว่าราตรีกาลที่ไร้แสงเดือน...มืดมิดจนปิดประสาทรับรู้ทั้งหมดให้สิ้นดับ...รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก...ร้อน...ร้อนมากจนเหงื่อไหลโชกชุ่ม...แต่ความพรั่นพรึงที่พอกพูนในจิตใจกลับทำให้ความหนาวเย็นแล่นวาบไปตามสันหลัง...เหมือนกับตอนนั้น...

ความรู้สึกที่มืดมิด...ท่ามกลางแสงสีแดงฉานของเปลวไฟ

“นายน้อย...”

“อือ...ห...หายใจไม่ออก” ร่างเล็กพยายามพลิกตัว หากแต่กลับพบกำแพงที่แน่นหนาที่ตรงหน้า...จะขยับหนีไปอีกทาง...แต่ก็ถูกอัดแน่นขนัด เขาติดกับ...หมดหนทางโดยสิ้นเชิง

“นายน้อย...” เสียงของบ่าวผู้ภักดีกระซิบเรียกจากที่ใดที่หนึ่งในความมืด เปลวไฟที่มองไม่เห็นลามเลียเข้ามา และ...

“ซาวาดะโดโนะ!!!” มือบางเขย่าปลุกให้ร่างเล็กหลุดจากห้วงฝัน ฉับพลัน...หลังจากความพยายามเรียกอย่างเบาแว่ว นัยน์ตากลมโตสีน้ำผึ้งก็ลืมโพลง

“ฟ...ไฟ...ไฟไหม้!!!” ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นจากที่นอนอันเป็นเหมือนตู้สี่เหลี่ยมเล็กๆที่เต็มขนัดไปด้วยสัมภาระจนคับแคบ ซึ่ง...หากจะว่ากันตามจริงแล้ว...

“นายน้อย...ใกล้ถึงเมืองหลวงแล้วละขอรับ”

สำหรับหีบสัมภาระบนเกวียนบรรทุกสินค้าของพ่อค้าที่พวกเขาแอบลอบขึ้นมาใช้ทุ่นแรงและเงินค่าเดินทางแถมยังได้มีเวลางีบ นับว่า...มันเป็นตู้ใส่ของที่ใหญ่เกินขนาดอยู่

ซาวาดะ สึนะโยชิกระพริบตา

เมื่อกี้...ฝัน...แค่ฝันไปสินะ...

เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตรวจดูสัมภาระส่วนตัวอันได้แก่ห่อผ้าขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กสองห่อ และถุงเล็กๆ...ที่ใส่ตราประทับอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของตระกูลเขาที่เขาห้อยติดตัวเอาไว้ตลอด แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในชุดปอนๆแลดูสกปรกมอมแมมยิ่งกว่าสมัยเด็กๆที่เขาจำได้ว่าเคยถอดรองเท้าไปวิ่งย่ำโคลนเล่น แต่...ในสถานการณ์แบบนี้...สภาพแบบนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้เขาผ่านพ้นวิกฤติไปได้...

เด็กหนุ่มถอนหายใจอีกหนึ่งคำรบ เมื่อพบว่าของทุกอย่างยังอยู่ดี และไม่ได้ถูกปีศาจร้าย...กรงเล็บแห่งเปลวไฟ...ในความฝันขโมยไป อีกไม่นาน...ก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว...

“หวังว่าท่านพ่อท่านแม่คงปลอดภัยดี...”

“ไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ ซาวาดะโดโนะ นายท่านต้องหาทางเอาตัวรอดได้ แล้วไปรอเราที่เมืองหลวงก่อนแล้วแน่ๆ” เด็กหนุ่มคนรับใช้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและความหวัง

สึนะโยชิอดยิ้มน้อยๆไม่ได้ แม้จะเป็นคนรับใช้ แต่บาจิล...ก็เหมือนคนในครอบครัว บาจิลเคารพนับถือพ่อของเขามาก เพราะฉะนั้น...ใช่...เขาเองก็ควรจะเชื่อมั่นในตัวพ่อด้วยเช่นกัน

“นี่ บาจิล...”

“ขอรับ นายน้อย”

“ตั้งแต่นี้ไป...นายเรียกฉันว่า สึนะ เฉยๆก็พอนะ”

“...ขอรับ นายน้อย อ...เอ่อ...คุณสึนะ...”
 

TBC


ลงแค่บทนำก่อน เพราะยังไม่อยากหาเรื่องงานทับตายก่อนเวลาอันควรไปมากกว่านี้ เหอๆๆ ^^''

สำหรับเอนทรี่หน้า ก็คงเป็นตอนจบของฟิกสับปะรดเกล็ดหิมะกับอิป๋าเรนเจอร์ทั้งเจ็ดละนะคะ ลงเรื่องนั้นรับฮาโลวีนเสร็จแล้วก็จะได้เข้าสู่ช่วงทุบไหดองเสียที...

ถ้าบวกกับไหที่เพิ่งเอามาลงอันนี้...อา...หนทางช่างยาวไกลนัก แต่ก็จะพยายามเขียนให้จบทั้งเรื่องนี้แล้วก็ Welcome to Ordinary Life ให้ได้...ถ้ายังไง อย่าลืมติดตามแล้วก็เป็นกำลังใจให้นะคะ ;)

ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ล่วงหน้าอีกเช่นเคยค่า~~ ♥ 

 

EDIT: Text Spoiler ตอนที่ 264 ออกแล้วค่ะ (ไวได้อีก!!! =[]=!!) เนื้อหาที่สรุปได้มีดังนี้ค่ะ

-ผู้หญิงที่ฟรานไปหาคือ M.M. << ตอนแรกที่บอกว่า W เพราะ W กลับหัวก็คือ M สินะ...
-มุคุโร่เป็นอาจารย์ของฟราน << มิน่าฟรานถึงได้ปากเสีย กร๊ากกกกกกก *หัวเราะบ้านพัง*
-ไอริสรู้ว่ามีใครบางคนปล่อยนักโทษคนอื่นออกไปก่อนแล้ว (มุคุโร่) << กรี๊ดดดดดดดดด
-ไอริสแจ้งข่าวเบียคุรัน (เบียคุรันต้องการให้ส่งโกสต์มาญี่ปุ่นให้เร็วที่สุด) << ...อิป๋าส่งโกสต์ไปกันเมียหนี
-มุคุโร่ต้องการพักผ่อน เพราะหลังจากถูกขังมานานทำให้ร่างกายอ่อนแอ << น่าจับกดว่ะค่ะ
-วันตัดสินคือวันรุ่งขึ้น...หรืออะไรประมาณนั้น << ตกลงว่าใกล้จะจบแล้ว!? O_o!!?

แต่สรุปว่า...TYL!594 บันซ๊าย~~~~!!! สับป้าหลุดออกมาแร้วฮร้า~~!!! >////<

ปล. 10069 ก็บันซายยยยค่า ♥ ได้อีก...