Fanfiction

[REQUESTED FIC] [KHR] [All69] A Girl's Wish: Part A

posted on 06 Dec 2009 18:10 by hiyuura  in Fanfiction

ส่งรีเควสแรกค่ะ...จริงๆสารภาพว่า ตอนแรกยังไม่ได้เลือกจะทำรีเควสนี้ก่อน แต่เพราะเมื่อคืนคุยกันกับนกฮูกแล้วรั่วก่อนแหกโค้งสุดท้าย (ฮา) กันจนได้ไอเดียบรรเจิด...ก็เลยกลายมาเป็นส่งเควสนี้ก่อนซะงั้นละค่ะ ว่าแล้วก็...แปะ 555+

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ

Title: A Girl's Wish
Pairing: All69, very mild 6996
Rating: PG-15
Warning: BL, utter crack  
Requested by: โอตาคุ 3 หน่อ 

คำเตือนสำหรับบุคคลทั่วไป: เอนทรี่นี้ประกอบไปด้วยความเสื่อม ฉ่อย รั่วและดราม่าอย่างสุดซึ้ง...ผู้ใดที่ไม่ถูกกับสี่อย่างดังว่า...กรุณากด back โดยทันท่วงทีค่ะ = =+

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++  

โรคุโด มุคุโร่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน...ไม่เคย...แม้แต่จะจินตนาการ...หรือมีแม้แต่เศษเสี้ยวของความสงสัย...ไม่...เขาไม่เคยเอะใจเลยสักนิด...สิบปี...เขารู้จัก...ไม่สิ...เขาและเธอ...อยู่ด้วยกันโดยมีความคิดที่เชื่อมโยงกันได้แทบตลอดเวลามาตลอดสิบปี...แต่ว่า...มุคุโร่...ไม่เคย...ไม่เคย...ไม่เคยคิด...

ว่า...โคลม โดคุโร่...โคลมที่น่ารัก...โคลมที่แสนจะใสซื่อ...

จะกล้าขอ...ของขวัญวันเกิด...ที่ทำให้ท่านมุคุโร่ผู้นี้ลำบากใจที่สุด


A Girl’s Wish...
Is Not So Innocent - Part A


ลมแรง...พัดเอาธงทิวสัญลักษณ์อันเกรียงไกรของวองโกเล่ปลิวสะบัด...บนยอดหอสูงของปราสาทวองโกเล่...ที่ซึ่งมองเห็นแผ่นฟ้าได้เจนชัด...หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีเดียวกับดอกไวโอเลตยืนนิ่ง...มองสีของฟากฟ้าแปรเปลี่ยนจากดำหยดหมึกเป็นซีดจาง...เมื่อสายลมหอบเอาเสียงระฆังจากที่แสนไกลบ่งบอกว่า...เป็นเวลาเช้า...เช้าวันใหม่...

บ่งบอกว่า...วันใหม่ได้มาถึงแล้ว...วันใหม่ที่ควรจะเป็นวันที่แสนธรรมดาเหมือนกับทุกวันในรอบปี แต่ว่า...วันนี้...

“โคลม...” เสียงนุ่มที่คุ้นเคยดังมาจากที่ข้างหลัง เสียงที่เธอจำได้ดีเสมอ...ในความทรงจำและห้วงความคิด...หญิงสาวค่อยๆหันกลับไป...ชายกระโปรงของเธอปลิวไสวในสายลมยามอรุณรุ่ง

เขาคนนั้น...อยู่ที่นั่น...สายหมอกที่เธอเคยแต่สัมผัสต้องได้แต่เพียงในมโนคิด เขาอยู่ตรงนั้น...ร่างโปร่งบางในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีดำสนิท...ดูราวกับปีกของนกกาที่กระพือสะบัด...ทว่าไม่โบยบินหาย...แสงทองของฟ้าใหม่มาเยือนแล้ว...หากแต่แสงของทิวาหาได้ไล่สายหมอกให้จางสิ้น...

“โคลมครับ...” รอยยิ้ม...คลี่ปรากฎบนดวงหน้าคมที่ติดจะสวยหวาน “Buon Compleanno” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเอ่ย...น้ำเสียงของเขา...นุ่มนวลราวกับแพรไหม

ดวงหน้าของหญิงสาวขึ้นสีระเรื่อราวผลตำลึงสุก มือเล็กประสานเข้าด้วยกันราวกับขัดเขิน “ท่านมุคุโร่...กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

“คึหึหึ...ก็เพิ่งมาถึงนี่ล่ะครับ...ผมกลัวจะมาไม่ทันวันเกิดคุณซะแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ย ก่อนจะเดินเข้ามาจับมือของหญิงสาว “ผม...อยากจะบอกสุขสันต์วันเกิดคุณเป็นคนแรก”

เลือดฝาดบนนวลแก้มของหญิงสาว...ดูจะเด่นชัดยิ่งขึ้น...ทุกวินาทีที่ผ่าน “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...แค่ท่านมุคุโร่อยู่ที่นี่...ฉันก็ดีใจแล้วค่ะ”

“โคลมที่น่ารักของผม...” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินแย้มรอยยิ้มอ่อนโยน นัยเนตรสองสีจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดู “บอกผมสิครับ...คุณอยากได้อะไรเป็นของขวัญ”

“ม...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันไม่อยากทำให้ท่านมุคุโร่ลำบากใจ”

“พูดมาเถอะครับ ถ้าเพื่อโคลมที่น่ารักของผม...อะไรผมก็ให้ได้ทั้งนั้น”

“จริงเหรอคะ!?” ความดีใจ...เบิกบาน...ทอประกายชัดในดวงตาของหญิงสาว

“คึหึหึ ผมจะโกหกคุณทำไมละครับ” มุคุโร่ยืนยัน “โคลม...ฟังนะครับ ถ้าในโลกนี้มีคนที่ผมจะไม่โกหก...ก็คงเป็นคุณ...คุณคนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น...บอกผมมาเถอะครับ โคลมที่น่ารักของผม”

“...” หญิงสาวหรุบตาหนีสายตาอ่อนโยนของชายหนุ่ม เธอนิ่งไปพักใหญ่ๆ และ...หากดวงหน้าของเธอขึ้นสีจัดอยู่แล้ว...สีสันที่ปรากฎบนใบหน้าของเธอ...คงจะเข้มยิ่งกว่าสีที่แดงจัดที่สุดกระมัง เมื่อริมฝีปากสวยขยับ...เอ่ยเอื้อนคำตอบ... “คือ...”

นัยน์ตาสีดอกไวโอเลตค่อยๆช้อนขึ้นมองคนตรงหน้า

“ท่านมุคุโร่...”

“ครับ...”

“..........ช่วยโดนผัวจับกดให้ดูแบบจะจะสักหนจะได้ไหมคะ”

คำขอที่เป็นประหนึ่งประกาศิตของเธอ...ดังมาพร้อมกับเสียงอันกังวาลก้องของระฆังยามเช้า...


ก๊อง~~~~~~~~


ประกาศิต...จากนรก...


...


ชายหนุ่มยืนนิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่...สายลมผ่านมา...แล้วก็ผ่านไป...เสียงอื้ออึงของสายลมและเสียงของทิวธงที่สะบัดพัด...ยังหาได้ดังเท่าเสียงแห่งประกาศิตที่ดังก้องอยู่ในโสตหู...

ผัว...จับกด...ผัว...จับกด...ผัว...จับกด...

จนกระทั่ง...เมื่อสุริยาเคลื่อนคล้อยและสับปะรดเหมือนจะตั้งสติได้ ชายหนุ่มจึงได้เอ่ยขึ้นด้วยความพยายามเล่นลิ้นตอแหล

“เอ่อ...โคลมครับ...เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอครับ”

“...ไม่ได้เหรอคะ” หญิงสาวน้ำตาคลอเบ้า...ทำท่าเหมือนจะทรุดลงร้องไห้อยู่รอมร่อ “ทั้งๆที่ฉันคิดว่า...ฉันคิดว่า...”

“ม...ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ” น้ำตาสาวเจ้าเล่นเอาแม้แต่สับปะรดตอหลดยังแอบสะอึก “แต่ โคลมครับ...ผมเป็นผู้ชายจะมีผัวได้ยังไงครับ”

สาวเจ้าใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ดูว่าจะซึมๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยริมฝีปากสั่นระริก “ได้สิคะ ท่านมุคุโร่” แถมด้วยเสียงสะอื้นเบาๆ แม้นว่าริมฝีปากของสาวเจ้าจะเหยียดคลี่รอยยิ้ม “จะผัวคนไหนก็ได้ ขอให้มีจับกด...แค่นั้นก็พอค่ะ”

นี่...ช่วงที่ผมไม่อยู่เกิดอะไรขึ้น...นี่ผมไปนานขนาดนั้นเลยรึ...หรือว่าช่วงตอนที่ผมหลับอยู่ในโหลดอง...มีอะไรที่สะเทือนใจเกิดขึ้นกับโคลมที่น่ารักของผม...ทำไม...ทำไม...ทำไม...

โคลมที่แสนน่ารัก...โคลมผู้ใสซื่อ...โคลมผู้บริสุทธิ์...ถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้!?

เสียงในใจของมุคุโร่กรีดร้อง รู้สึกอิมแพ็คหน่วงหนักราวกับจะทรุดลงไปกองเองเสียให้ได้ หากทว่า...

“คุณมุคุโร่ อยู่ที่นี่เองเหรอครับ” เสียงสวรรค์ที่ราวกับจะดังขึ้นถูกที่ถูกเวลาพอดีก็เข้ามาช่วยดวงวิญญาณที่น่าสงสารของเขา “ท่านรุ่นที่สิบต้องการพบครับ เห็นว่าเกี่ยวกับรายงานภารกิจที่ไปทำ”

“อา...วองโกเล่ต้องการพบผมสินะครับ” เมื่อมีคนโยนเชือกให้คนที่กำลังจะตกหน้าผา...มีหรือจะไม่รีบคว้าเอาไว้ มุคุโร่แย้มรอยยิ้มหวานกระชากจิตให้สาวเจ้าพอเป็นพิธี “แล้ว...ไว้ค่อยคุยกันนะครับ โคลม” ก่อนจะรีบเดินตามลิ่วล้อนิรนามไป

หากแต่ยังมิวาย สาวเจ้ายังมีเอ่ยให้หลอนทิ้งท้าย

“ท่านมุคุโร่...อย่าลืมนะคะ...ผัว...จับกด”


...


ผัว...จับกด...ผัว...จับกด...

เสียงที่เปรียบประหนึ่งคำสาปที่เลวร้ายที่สุดยังคงดังก้องอยู่ในหัวของชายหนุ่ม...ราวกับไม่อาจสลัดความหลอนให้หลุดออกไปได้...

ผัว...จับกด...ผัว...จับกด...

แต่ เดี๋ยวก่อน! ไอ้ที่บอกว่าโดนจับกด...ถ้าไม่มีการให้คำนิยามจำกัดความคำว่า ‘จับกด’ เอาไว้ก่อน...เขาจะแค่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ แล้วให้ ‘ผัว’ ทำการ ‘จับ’ แล้วก็ ‘กด’ ลงกับพื้นผิวใดๆก็ได้สัก 5 วินาทีต่อหน้าสาวเจ้า...ก็อาจเรียกได้ว่าทำภารกิจลุล่วงได้แล้ว...

“เอ่อ...มุคุโร่...”

ปัญหาที่เหลืออยู่ก็แค่...

“นี่ มุคุโร่...”

เสียงเรียกชื่อทำให้ชายหนุ่มหลุดจากห่วงโซ่ของความคิด นัยเนตรสองสีเหลือบมองคนตรงหน้าแทนที่กำแพงว่างๆเป็นครั้งแรก... “เอ่อ...ครับ วองโกเล่?”

ที่ตรงหน้าเขา...นัยเนตรสีน้ำตาลอบอุ่นของชายหนุ่มผู้รั้งตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่สิบกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยอารามเป็นห่วง

“เป็นอะไรรึเปล่า...ฉันพูดอะไรไปก็เหมือนนายไม่รับรู้...มีอะไรไม่สบายใจงั้นเหรอ”

ไม่สบายใจ...ไม่หรอก...นี่มันยิ่งกว่าไม่สบายใจเสียอีก ทำไมนะ...ทำไม...โคลมที่น่ารักถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้

หากทว่า...เสียงโอดครวญเล็กๆในใจของพืชไร่ก็ดูเหมือนจะเงียบลงไป...เมื่อความคิดอันโลดแล่นในการหาทางออกให้ชีวิตผุดขึ้นในสมองอันฉลาดล้ำของสับปะรด นัยเนตรสองสีเหลือบมองร่างเล็กตรงหน้าอย่างประเมินสถานการณ์

ซาวาดะ สึนะโยชิ (24) ตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่สิบ ผู้นำของขั้วอำนาจแห่งโลกมาเฟีย...จิตใจดี อบอุ่น เป็นห่วงเป็นใยชาวบ้านอยู่เสมอ และไม่เอาเปรียบใครโดยไม่จำเป็น ลักษณะภายนอก...ถึงจะสูงขึ้นมากกว่าเมื่อสิบปีก่อน แต่รากเหง้าพื้นฐานยังเป็นปลาทะเลที่โผล่ไม่พ้นผืนน้ำ...ส่วนสูงอันน่าเศร้าที่ได้มาแต่บรรพบุรุษ...ไม่สิ...ถ้าจะเปรียบจิออตโตเป็นปลาชีลาเคนส์...

ซาวาดะ สึนะโยชิ...คงจะเป็นปลาทูน่าที่ว่ายน้ำได้ลึกติดพื้นสมุทรที่สุดตัวหนึ่งกระมัง...

เสียงหัวเราะคึหึหึดังมาจากพืชไร่ชวนให้ปลาทะเลที่ว่าเสียวสันหลัง เมื่อแผนอันสุดโสภีที่ไม่ว่าจะอย่างไร...สับปะรดก็ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยบรรเจิดขึ้น

“วองโกเล่...” ริมฝีปากสวยแย้มรอยยิ้มหวาน “คุณช่วยเป็น ‘ผัว’ ผมสักวันได้ไหมครับ”


...


แกร๊ก!

“ห...หา!?”

ปากกาหมึกซึมชั้นดีร่วงตกลงจากมือของซาวาดะ สึนะโยชิ  เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ้าปากค้าง...และพะงาบๆอยู่อย่างนั้นราวกับปลาขาดน้ำ...จนกระทั่ง...เมื่อร่างงามขยับเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มถึงได้สติ

“ด...เดี๋ยวก่อน มุคุโร่...มะ หมายความว่ายังไงน่ะ ตะกี้ที่ว่า...” ใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มขึ้นสีสุกก่ำไม่แพ้โคลม โดคุโร่ในโหมดขัดเขิน “ผ...ผ...ผัวน่ะ...!?”

คำพูดตัว ผ. หลุดออกจากริมฝีปากบางอย่างยากเย็น ประหนึ่งคำต้องห้ามอันสยดสยองด้วยคำสาปร้าย

“คึหึหึ จริงๆแล้ว...มันก็ไม่เชิงตามความหมายหรอกครับ...ก็แค่...”

หากทว่า...แผนสุดโสภีที่ดูเหมือน(น่า)จะราบรื่น...ก็ต้องมีอันทลายลงแทบจะทันใด...


ปัง!!!


ดาวมฤตยูไม่เคยจางหาย...

“แกว่าไงนะ!!!?”

เคราะห์ร้าย...ยังไม่จากไป...จากดวงชะตาของสับปะรด

“แกคิดจะจับท่านรุ่นที่สิบ มันจะมากไปแล้วนะ!!!”

ในบรรดาคนบ้าห้าร้อยจำพวก...วองโกเล่...เป็นศูนย์รวมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของคนบ้าเหล่านั้น

โกคุเดระ ฮายาโตะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออกผาง...ดูเหมือนว่า...เขาจะได้ยินบทสนทนาที่ว่าอย่างเต็มสองหู

“แก...มุคุโร่...แกคิดจะทำอะไรของแก” ผู้พิทักษ์แห่งวายุเดินอาดๆเข้ามาคว้าคอเสื้อของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก “อย่ามาล้อเล่นกับท่านรุ่นที่สิบนะ!”

“คึหึหึ...ก็ไม่ได้ล้อเล่นนี่ครับ” นัยเนตรสองสีหรี่ปรือลงตามนิสัยคนช่างยั่ว ถึงจะกำลังเดือดร้อนยังไง...เวลาเจออารมณ์หุนหันของวายุแล้ว...ก็อดไม่ได้ทุกทีที่จะแหย่ “ผมแค่อยากจะให้วองโกเล่ช่วยผมนิดหน่อย...ก็เท่านั้น”

“แก!!!”

“ก...โกคุเดระคุง...” สึนะพยายามเอ่ยปรามอารมณ์ร้อนของชายหนุ่ม และ...

“ฮะๆๆ เอาน่า โกคุเดระ ซีเรียสไปได้ มุคุโร่อาจจะมีเรื่องจำเป็นจริงๆก็ได้” เป้าหมายที่ดีในการเบี่ยงเบนอารมณ์ร้อนนั้น...ก็ดูเหมือนจะปรากฎตัวได้ทันท่วงที

“อะไรนะ เจ้าบ้าเบสบอล!” โกคุเดระคลายมือจากคอเสื้อของสายหมอก หันมาตะคอกใส่ผู้พิทักษ์แห่งวรุณทันที “เจ้านี่มันเห็นท่านรุ่นที่สิบเป็น One Night Stand ฉันจะยอมได้ยังไง!”

ยามาโมโตะ ทาเคชิหัวเราะ “ฮะๆๆๆ เขาอาจจะไม่ได้หมายความว่ายังงั้นก็ได้ จริงๆนะ...นายอาจจะคิดในเชิงเสียเปรียบมากเกินไป”

“อะไรนะ...นี่แกหาว่าฉันเคะอย่างนั้นเรอะ!?” โกคุเดระทำท่าเหมือนใกล้จะควงหมัดเต็มที หากแต่เจ้าตัวยังรั้งตัวเองเอาไว้ “ยามาโมโตะ ทาเคชิ...แกนี่มันไม่ได้รู้อะไรเลยนะ ถึงสิบปีก่อน 8059 จะเป็นที่นิยม แต่ตั้งแต่แกไปเป็นเคะชนกำแพง ตอนนี้ 5980 มันก็เริ่มจะมาแรงแล้วรู้ไหม”

“5...5980!!!?” สึนะถึงกับผงะ...เจ้าตัวพยายามไล่ภาพความคิดอันสยดสยองออกไป...ว...วันนี้...มันวันอะไรกันเนี่ย

“ฮะๆๆ” ไอ้หนุ่มดาร์คเนียนยังหัวเราะได้ “นั่นมันก็เรื่องของกระแส แต่ถ้านายอยากจะเปลี่ยนจาก ‘โกเคะ’ มาเป็น ‘Go เสะ’ ฉันคงต้องเปลี่ยนมาทำการกุศล” มือแกร่งวางลงบนไหล่ของเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงิน “ไม่ต้องห่วง มุคุโร่ ฉันจะเป็นผัวให้นายเอง”

นัยน์ตาสองสีเบิกกว้างขึ้นด้วยความแอบตกใจในพลังดาร์คเนียน แต่แล้ว...พลัน...สมองอันฉับไว...ก็เริ่มประเมินสถานการณ์อีกครั้ง...

ยามาโมโตะ ทาเคชิ (24) ตำแหน่งผู้พิทักษ์วรุณแห่งวองโกเล่ ไอ้หนุ่มดาร์คเนียนลูกชายเจ้าของร้านขายซูชิ ไอ้คนที่ได้ชื่อว่ามีพรสวรรค์ฆาตกรแต่กำเนิด ซูชิซามูไร...ถูกปลดกลางอากาศจากตำแหน่งเสะแน่ๆ มาเป็นเคะเห็นๆตอนพุ่งชนกำแพงแล้วล้มลงเสียท่าอย่างโมเอะ เหมือนจะเคยเสียท่าให้สควอโล่และทนต์กระเด็นไปหนแต่ยังไม่เข็ด สิบปีมานี้ อัพความหน้าเสะด้วยแผลเป็นที่คาง ที่สำคัญ...

ความดาร์คเนียนที่เกิดจากความเก็บกดทำให้ความหื่นกามไม่เป็นสองรองใคร แม้จะทำเป็นหน้ายิ้มๆ

ถ้าเอาไอ้หมอนี่เป็นผัว...กลัวว่า...จะรอดตัวยาก...จากจับกดเล่นๆ จะได้โดนกดจริงๆ...ไม่...ไม่มีทาง...เรื่องอะไรโรคุโด มุคุโร่ผู้นี้จะยอมเสียตัว...!

แต่ไอ้ครั้นจะเรียกเคนหรือจิคุสะทาสผู้แสนดีมา...ก็เกรงจะเสียหน้าว่าไปเสียรู้นังหนูโคลม

มือเรียวขยับ...จะปัดมือของไอ้หนุ่มดาร์คเนียนออก หากทว่า...อีกมือที่ว่องไวกว่า กลับคว้ามือของไอ้ดาร์คเนียนที่ว่าไว้ “ไม่ต้องเลย เจ้าบ้าเบสบอล อย่างแกน่ะ เป็นเคะชนกำแพงไปก็ดีแล้ว”

โกคุเดระ ฮายาโตะเอ่ย...นัยเนตรสีเขียวเป็นประกายคุกรุ่นด้วยเพลิงแค้นที่ถูกดูถูกว่าเป็นเคะ “ถ้าอย่างแกเป็นได้ ฉันก็เป็นได้ ฉันจะเป็นผัวให้ไอ้เจ้าสับปะรดนี่เอง”

“อี๋~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!!!!”

เสียงกรีดร้องดังมาจากซาวาดะ สึนะโยชิ...นี่มัน...จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว

มุคุโร่มองทีท่ามุ่งมั่นของวายุผู้ไม่ยอมเสียหน้า แล้วก็เริ่มประเมินสถานการณ์อีกครั้ง...

โกคุเดระ ฮายาโตะ (24) ตำแหน่งผู้พิทักษ์วายุแห่งวองโกเล่ เด็กมีปัญหา ลูกครึ่งญี่ปุ่น-อิตาเลียน หัวดี เล่นเปียโนเก่ง แต่อารมณ์หุนหันพลันแล่น อัพเสะขึ้นมาเพราะว่าเสะขาประจำไปเป็นเคะชนกำแพง เคารพเทิดทูนวองโกเล่รุ่นที่สิบ ตามติดต้อยๆเหมือนลูกหมา และถ้าเป็นไปได้คงจะจุดธูปเทียนบูชารุ่นที่สิบที่ว่าวันละสามครั้ง สูบบุหรี่จัด และเวลาเข้าโหมดเนิร์ดจะพูดอะไรเข้าใจยากเหมือนคนบ้า...ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ

...ยังไงๆ...5969 มันก็ไม่เวิร์ค...ไม่...ไม่มีทางเลย พี่น้อง...

“ฮะๆๆ เดี๋ยวสิ โกคุเดระ พูดแบบนี้ฉันเสียหมดนะ ยังไง 8059 มันก็เป็นคู่ออฟฟิศเชียล นายน่ะเคะกว่าฉัน เพราะฉะนั้น...ให้ฉันเป็นผัวมุคุโร่ก็ถูกแล้ว”

“ไม่ถูกเฟร้ย! เคะชนกำแพงอย่างแก จะไปเป็นเมียสควอโล่หรือเกนคิชิฉันก็ไม่สนใจหรอก ถ้าเจ้ามุคุโร่มันอยากมีผัว ฉันจะเป็นผัวให้มันเอง!”

วรุณและวายุเริ่มทุ่มเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ขณะที่สายหมอกตัวต้นเหตุทำท่าโอเวอร์รีแอคกุมขมับ...

“อา...ถึงสเน่ห์ผมจะแรงแค่ไหน แต่มาทุ่มเถียงกันเพราะผมแบบนี้...ผมก็เสียใจนะครับ”

ทั้งๆที่คนอยากจะกุมขมับจริงๆคงเป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบซะละมากกว่า

“แต่ผมคงยอมเป็นเมียพวกคุณสองคนไม่ได้หรอกครับ ถึงจะเป็นพืชไร่แต่ก็มีเกียรติและศักดิ์ศรีนะครับ เพราะฉะนั้น...” เรียวปากสวยเหยียดรอยยิ้มชั่วร้าย “ไปกันเถอะครับ วองโกเล่” ไม่ทันขาดคำ เจ้าตัวก็กระชากแขนวองโกเล่รุ่นทีสิบวิ่งเผ่นออกจากห้องด้วยความเร็วชนิดวิ่งหน้าตั้งแทบจะทันทีทันใด

“อี๋~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!!! ด...เดี๋ยวสิ มุคุโร่!!!”

“เฮ้ยยยยยยยยยยย!!! ท่านรุ่นที่สิบ!!!” โกคุเดระที่กำลังเถียงกับยามาโมโตะหันขวับ “ไอ้สับปะรดร่านสวาท แกจะพาท่านรุ่นที่สิบไปไหน กลับมาเป็นเมียฉันเดี๋ยวนี้นะว้อยยยยย!!!”

ไวเท่าความคิด...เจ้าของตำแหน่งวายุแห่งวองโกเล่ก็รีบวิ่งไล่กวดสายหมอกที่ลากปลาทะเลติดพื้นสมุทรไปทันที...ไว...ให้สมกับที่เป็นวายุ

“ฮะๆๆ...ไปกันหมดซะแล้วเหรอเนี่ย~”

...ทิ้งไว้แต่เพียงยามาโมโตะ ทาเคชิที่ยืนหัวเราะอยู่เดียวดายในห้องที่เอกสารสำคัญของวองโกเล่ปลิวว่อน

ไอ้หนุ่มดาร์คเนียนมองทางเดินที่ทั้งสามคนวิ่งไล่กวดเหมือนหนังแขกตามกันไป ก่อนนัยเนตรสีทองจะทอประกายดาร์คสมสมญาดาร์คเนียนที่ว่า...

“ไม่เป็นไร...เพราะยังไง...เดี๋ยวพวกนายสามคนก็จะเป็นเมียฉันหมดแล้วล่ะ ฮะๆๆๆ”

ว่าแล้ว...เจ้าตัวก็ออกวิ่ง...วิ่งตามไปอีกคน...ไว...เหมือนกับลูกเบสบอลที่ถูกปา...


...


เสียงอึกทึกคึกโครมนอกห้อง ทำให้หญิงสาวที่นั่งรอของขวัญวันเกิดด้วยความหวังต้องเงยหน้าขึ้น

“ไอ้สับปะรดร่านสวาท แกจะพาท่านรุ่นที่สิบไปไหน กลับมาเป็นเมียฉันเดี๋ยวนี้นะว้อยยยยย!!!”

“ไม่เป็นไร...เพราะยังไง...เดี๋ยวพวกนายสามคนก็จะเป็นเมียฉันหมดแล้วล่ะ ฮะๆๆๆ”

เสียงจากระเบียงทางเดินที่ดังก้อง กับเสียงแห่งความดาร์คที่ลอยมาจากมอนิเตอร์ฉายภาพจากกล้องวงจรปิดที่เธอแอบติดเอาไว้ในห้องบอสทำให้หัวใจของเธอนั้นเริงร่า...

“อา...เริ่มแล้วสินะ...” หญิงสาวเอ่ย “ไม่ว่าใครจะเป็นผัวของท่านมุคุโร่...ก็ดีทั้งนั้น”

โคลม โดคุโร่...ทอดถอนหายใจราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน เธอมองภาพการวิ่งไล่กวดบนมอนิเตอร์ฉายภาพอีกครั้ง ก่อนจะเอนตัวลง...นอนอ่านนิยายวายอย่างสบายใจเฉิบอีกครั้ง...

อีกไม่นาน...ฝันของเธอก็จะเป็นจริงแล้วสินะ...

“รีบๆโดนผัวจับกดสิคะ...ท่านมุคุโร่...”


...


“ด...เดี๋ยวก่อนสิ มุคุโร่!” ซาวาดะ สึนะโยชิ...บอสหนุ่มดวงซวยที่โดนลากเข้ามาเอี่ยวกับนรกบนดินเต็มๆพยายามจะตั้งสติ...เจ้าตัวพยายามเอ่ยถามไล่เรียงเรื่องราวให้มันรู้เรื่อง...

ไอ้เรื่อง..ผ...ผัว...นี่...มันเรื่องบ้าอะไรกัน ให้ตายเหอะ!

“น...นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!?”

“ผมก็อยากจะอธิบายนะครับ แต่ว่า...” นัยเนตรสองสีหันกลับไปมองวายุและวรุณที่หน้ามืดวิ่งไล่กวดมาติดๆ “เพื่อความปลอดภัยของประตูหลังคุณและผม เราควรจะหาที่ปลอดภัยกันก่อนนะครับ”

“ที่ปลอดภัย...ที่ปลอดภัยเหรอ” สึนะหันซ้ายหันขวา...ถึงเขาจะไม่เกี่ยว แต่ไอ้รังสีพลังหน้ามืดจากด้านหลัง...โดยเฉพาะไอ้พลังดาร์คเนียนของ ‘เคะชนกำแพง’ ที่ว่า...ทำให้เขาสำเหนียกว่า...มุคุโร่พูดถูกล้านเปอร์เซ็นต์ ในฐานะวองโกเล่รุ่นที่สิบ...เขาคือผู้ที่รู้จักเส้นทางลี้ลับของปราสาทวองโกเล่นี้ดีที่สุด...ใช่...ใช่แล้ว!

ครีบปลาทะเลหยิบคว้าเอากุญแจในกระเป๋าที่ซ่อน...

“ทางนี้!” เจ้าตัวเปลี่ยนมาเป็นคนนำทาง ดึงสายหมอกที่แทบจะวิ่งแหกโค้งตรงหน้าหลบเข้าไปทางประตูลับหลังรูปภาพท่านเจ้าคุณจิออตโต

ร่างเล็กแตะนิ้วลงบนริมฝีปาก บอกให้อีกฝ่ายอย่าส่งเสียง ก่อนจะค่อยๆคลำทางนำไปทางช่องแคบๆ ที่ค่อยๆกว้างออกในที่สุด...วองโกเล่รุ่นที่สิบไม่รอช้า เจ้าตัวยัดกุญแจที่หาเอามาได้เมื่อครู่ใส่รูกุญแจตรงหน้า

คลิ๊ก...

ประตูห้องที่ถูกปิดเอาไว้ถูกเปิดออก...

“เฮ้อ...ที่นี่...น่าจะปลอดภัยแล้วล่ะ” สึนะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะล๊อคประตูตามหลัง

“ที่นี่มัน...” มุคุโร่มองห้องที่ดูจากขนาดและการตกแต่งแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นห้องของผู้พิทักษ์เช่นกัน...แต่ข้าวของภายในห้องกลับเป็นระเบียบและดูเหมือนกับแทบจะไม่เคยถูกแตะต้อง

“...ห้องของคุณฮิบาริน่ะ” สึนะหอบน้อยๆ “ปกติคุณฮิบาริมักจะอยู่ที่ฐานที่ญี่ปุ่น แต่ถึงยังไง...ก็ไม่ค่อยมีคนกล้ามาเพ่นพ่านแถวนี้...น่าจะปลอดภัยแหละ”

“คึหึหึ...นั่นสินะครับ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินอดหัวเราะไม่ได้...เขาต้องมาซ่อนตัวในห้องของฮิบาริ เคียวยะ...ช่างน่าขันเสียจริงๆ

“เอาล่ะ...ตอนนี้...นายจะเล่าให้ฉันฟังได้รึยังว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่” สึนะเอ่ย เมื่อเจ้าตัวหาที่นั่งสำหรับตัวเองได้...นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองคนตรงหน้าอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ...ใช่...ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้ทำตัวสมกับเป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบ

“เรื่องนั้น...” สายหมอกเอนตัวพิงกำแพงใกล้ๆด้วยความเหนื่อยอ่อน “คุณบอกผมมาก่อนสิครับ...”

นัยเนตรสองสีที่เลื่อนขึ้นสบมองนัยเนตรสีน้ำผึ้ง...ดูหม่นสีลงอย่างสุดแสนจะสิ้นหวัง...

“ทำไม...โคลมที่น่ารักของผมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”

“...” สึนะถอนหายใจยาว รอยยิ้มแห้งๆปรากฎขึ้นบนริมฝีปากของวองโกเล่รุ่นที่สิบ “คือ...เรื่องมันยาวน่ะ...”


...


“ตั้งแต่เอาสับปะรดออกมาจากโหลดอง...โคลมคงจะรู้สึกว่า...สายสัมพันธ์ที่เธอเคยมีกับนายมันห่างไกลออกไปจากที่เคยเป็น...พอนายไปทำภารกิจ...โคลมเองก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า...ฉันพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เธอกลับมาร่าเริง แต่โคลมไม่ยอมกินอาหาร...เธอเอาแต่นั่งนิ่งๆอยู่แต่ในห้อง...ถ้าปล่อยเอาไว้ โคลมคงจะอดตายแน่...

แต่แล้ววันหนึ่ง...ยูนิที่มาเยี่ยมก็เสนอทางออกที่ช่วยชีวิตและเปิดหนทางเส้นใหม่ให้กับโคลม...

มันคือ...โดจินชิ...

โดจินวายทำให้โคลมกลับมาร่าเริงอีกครั้ง...หลังจากนั้น...โคลมก็เริ่มถลำลึก...ทุกครั้งที่นายไม่อยู่...เธอจะขลุกตัวอยู่ในห้อง...อ่านโดจิน...อ่านฟิก...อ่านนิยาย...หรือแม้แต่ดูอนิเมวาย...

ฉันขอโทษนะ มุคุโร่ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย...ฉันพยายามแล้ว...แต่ดูเหมือนว่า...โคลมจะเสพติดมันมาก...ถึงในตอนแรกมันจะดูเหมือนกับเป็นทางออกที่ดีแต่...”

สึนะเล่าด้วยความรู้สึกผิดแกมหวาดหวั่น...ใช่...แม้แต่เขาที่เป็นหัวหน้า...เป็นบอสของวองโกเล่...ยังไม่กล้าจะแหยมเข้าไปในห้องของสาววายเวลาเธอกำลังของขึ้น...ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองปิดหน้าด้วยความสิ้นหวัง

“ยกโทษให้ฉันเถอะนะ มุคุโร่”

ร่างโปร่งบางได้ฟัง...ก็แทบจะทรุดลงไปกองด้วยความสิ้นหวังไม่แพ้กันทันใด...

โธ่...โคลม...โคลมที่น่ารักของผม...ผมไม่อาจช่วยเหลือวิญญาณของคุณได้อีกแล้วสินะ...

ผมขอโทษที่มีเวลาให้คุณน้อยเกินไป...

ความสิ้นหวังเข้าครอบงำห้องของเมฆาแห่งวองโกเล่ที่เจ้าของห้องไม่อยู่...จนดูราวกับทุกสิ่งทุกอย่างมันช่างว่างเปล่าสิ้นดี...สึนะลุกจากที่นั่ง..ก่อนจะตบบ่าของผู้พิทักษ์สายหมอกผู้น่าสงสารเบาๆด้วยความเห็นอกเห็นใจแกมรู้สึกผิด

“...ฉัน...จะไปดูต้นทางนะ” ชายหนุ่มเอ่ย...เปิดประตู...ก่อนจะค่อยๆปีนออกไปทางช่องลับแคบๆ ทิ้งสับปะรดที่เริ่มเฉาเอาไว้กับดราม่าที่ชวนให้น้ำตานั้นร่วงหล่นตามลำพัง


...


เรื่องราวที่ซาวาดะ สึนะโยชิเล่านั้น...สุดแสนจะชวนให้น้ำตานั้นร่วงเผาะ โคลม...โคลมผู้น่าสงสารของผม...ผิว่าเธอจะเปลี่ยนไปเยี่ยงไร...เธอก็ยังเป็นแก้วตาดวงใจที่สับป้านั้นสุดจะรักแสนรัก...คำขออันร้ายกาจของสาวน้อยทำให้สับป้าถึงกับน้ำตาตก แต่...เดี๋ยวสิครับ...ซาวาดะ สึนะโยชิ...คุณอย่าเพิ่งไป...

ร่างโปร่งบางลุกขึ้นจากที่นั่งทรุดลงไปน้ำตาเช็ดหัวเข่า เจ้าตัวเปิดประตูออก จะเรียกหาวองโกเล่...หวังว่าความรู้สึกผิดในใจของปลาทะเลจะช่วยให้ปลาทะเลที่ว่ามาเล่นละครให้เขารอดสันดอนไปอีกสักฉาก แต่ทว่า...

“วองโกเล่...”


แอ๊ดดดด...


ทันทีที่เขาแง้มประตูเปิดออก...คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า...กลับกลายเป็นไอ้คนที่ว่าไม่ค่อยจะอยู่ที่ห้อง...

ผู้พิทักษ์แห่งเมฆา ฮิบาริ เคียวยะ

“แก...เจ้าพืชไร่...” นัยเนตรสีดำคมจับจ้องพืชไร่ตรงหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ฉันได้ยินว่าแกจะจับเจ้าปลาทะเลทำผัว”

คำพูดอันสุดแสนจะอิมแพ็ค...ตอกย้ำความรันทดในใจสับปะรด...

ผัว...จับกด...ผัว...จับกด...

“...” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินแย้มรอยยิ้มหยัน “คึหึหึ...ทำไมครับ หรือว่าคุณไม่เห็นด้วย...อยากจะได้ตำแหน่งภรรยาวองโกเล่รุ่นที่สิบขนาดนั้นเลยเหรอครับ”


พลั่กกกกก!!!


เจ้าของเรือนผมสีปีกกาซัดผัวะเข้าใส่เจ้าคนปากดีทันที...ร่างบางถูกแรงอัดเซล้มลงพอดิบพอดีบนเตียงนุ่ม...

“พูดอะไรน่าหัวเราะ...อย่างเจ้าสัตว์กินพืชนั่นหรือจะมาเสะกว่าฉัน...” รอยยิ้มซาดิสม์ที่ผสมปนเปได้ดีกับความอีโก้และแรงแค้นประดับบนใบหน้าคมของชายหนุ่ม ลูกผู้ชาย...สิบปีล้างแค้นยังไม่สาย มือแกร่งกดไหล่ร่างบางให้นอนนิ่งอยู่บนฟูกที่นอน ก่อนจะปีนขึ้นคร่อม

“ฉันจะเป็นผัวให้แกเอง”


...


ฮิบาริ เคียวยะ (25) ตำแหน่งผู้พิทักษ์เมฆาแห่งวองโกเล่ เจ้าของสมญาเจ้าที่สถิตย์นามิโมริ ชายหนุ่มผู้กว่า 80% ในหัวมีแต่คำว่า ‘นามิโมริ’ กับ ‘ขย้ำให้ตาย’ แค้นฝังหุ่นที่พ่ายแพ้เพราะพิษไข้ซากุระมาตั้งแต่สิบปีก่อน ตอนนี้ถือคติสิบปีอัพเสะกว่า ล้างแค้นตอนนี้ยังไม่สาย งานอดิเรกคือการรีดไถเงินชาวบ้านเข้าองค์กรส่วนตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังซึนเดเระ โหด...โฉด...ดุ...

และจากความสัมพันธ์รักในรอยแค้นตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้...ถ้ามีอันต้องมาสัมพันธ์ฉันท์ผัวเมีย...

จากการประมวลผล...

ฮิบาริ เคียวยะ...ขย้ำไม่มีเลี้ยงแน่...

มุคุโร่พยายามพลิกกลับ...

“ฮิบาริคุง...ยังไง 6918 ก็เจริญหูเจริญตาชาวประชามากกว่านะครับ”

หากแต่มือแกร่งของอีกฝ่ายกลับกดเขาเอาไว้ให้อยู่เบื้องล่างแน่นิ่ง

“หึ สภาพอย่างแกตอนนี้...เป็นเคะก็ถูกแล้วไม่ใช่รึไง ถ้าร่านขนาดอยากได้เจ้าสัตว์กินพืชนั่นเป็นผัวน่ะ”

ยังไม่ทันขาดคำ...

“อี๋~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!!!”

เสียงกรีดร้องของสัตว์กินพืชที่ว่าก็ลอยมา พร้อมกับเสียงอึกทึกครึกโครมของฝีเท้าที่อาจทำให้ปราสาทวองโกเล่ต้องถล่มได้ภายในหนึ่งวัน...

 

TBC


เอิกส์ จริงๆจะทำเป็น one shot แต่ยิ่งเขียนยิ่งยืด (อีกแล้ว)...เอาเป็นว่าขอตัดเป็น 2 Part ละกันนะคะ แล้วจะมาต่อ Part B เร็วๆนี้ค่ะ เหอๆๆ ^^;;

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด...เลทไปวันนึง (เพราะเมื่อวานเป็นวันพ่อพอดี ^^;; )

 

Buon Compleanno, Chrome Dokuro

5.12.09

 

สุขสันต์วันเกิดอีสาวดาร์คเนียน น้องโคลมค่ะ~~ ♥

 

แล้วไว้มารั่วกันต่อ...เอนทรี่หน้า กร๊ากกกกกกกกกกกกก

 

Update @ สารบัญฟิกรีเควส

[KHR FIC] A Series of Unfortunate Events: 2

posted on 01 Dec 2009 00:29 by hiyuura  in Fanfiction

หลังจากลงตอนแรกไปแล้วเกิดอาการฝันพิลึก (ซึ่งคาดว่าถ้ายังเจออะไรเทือกนี้อีก อาจจะต้องมีอัพเอนทรี่ล้างอาถรรพ์แย้ทับทิม มอนโรว์กันอีกรอบ *ซีด*) ความเสื่อมก็ยังเดินหน้าต่อไปยังไม่หยุดยั้ง...ทำให้นังยูระเข็นตอน 2 ออกมาอย่างเร็วรี่ (ด้วยการสนับสนุนความเสื่อมจากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร กร๊ากกกกกกกกก) ว่าแล้ว...จะรอช้าอยู่ไย...แปะค่ะ ♥  

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ

Title: A Series of Unfortunate Events
Pairing: Kikyo/Zakuro & Byakuran/Mukuro
Genre: Romance/Humor
Rating: PG-15
Warning: AU, BL, utter crack  

Previous Chapter: | Chapter 1 |

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อันว่าน้องเหมียวน้องหมามีความน่ารักไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมความชื่นชอบของผู้เลี้ยง...ผู้เลี้ยงรายหนึ่งอาจจะเอ็นดูน้องวิฬาที่ผยองเชิดหน้าประหนึ่งราชินีที่จองหอง และผู้เลี้ยงอีกรายหนึ่ง...อาจจะชอบลุงแก่สกปรก เอ๊ย สุนัขตัวเขื่องที่เอาไว้อยู่เป็นเพื่อนเล่นยามเหงา แต่ถ้าหากสุนัขของคุณมันเซื่องและซึมเศร้า...คนเลี้ยงเขาจะหาความสนุกสนานจากสัตว์เลี้ยงได้เยี่ยงไร...


A Series of Unfortunate Events
Event 2: His Name is T-Rex


เจ้าสุนัขแก่ตัวเขื่องที่น่าสงสาร หรือถ้าจะให้ถูก ควรจะพูดว่าลุงหนวดหรอมแหรมตกอับที่ได้กลายสภาพมาเป็นสัตว์เลี้ยงของกระเทย...มันมีดวงตาที่หงอยเศร้า...เซื่องซึม...สิ้นหวัง...ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็น่าเวทนายิ่งนัก เทพเจ้าแห่งความสิ้นหวังได้ประทับองค์ลงแล้ว...ลุงทับทิมแย้แกจึงหาได้รู้สึกตัวกระไร เมื่อยามมือใหญ่นุ่มนิ่มของกระเทยนั้นไซร้ปลดเปลื้องซึ่งอาภรณ์ผ้า ก่อนจะเอาหมาใส่ลงไปในอ่าง

อับเอย...อับเฉา...ชีวิตคนเรามันก็ลุ่มๆดอนๆ...เป็นคนอยู่ดีๆ...วันดีคืนดีก็กลายมาเป็นหมา

สายตาที่ลอยเลื่อนมองไปข้างหน้าอย่างหาโฟกัสมิได้ หากทว่าน้ำอุ่นในอ่างน้ำวนที่คนจนมีบุญแค่ได้ไปใช้อ่างน้ำสาธารณะ...มันช่างช่วยผ่อนคลายให้ร่างกายที่สุดแสนจะบอบช้ำและอ่อนล้า ความง่วงหงาวเข้ากัดกินความซึมเซื่อง...หนังตาหนักอึ้งเริ่มตกปิดลง...แม้โพรงจมูกยังสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆของสบู่...

กลิ่นพฤกษาหอมละมุนที่ชะล้างคราบความสกปรกออกไป...กับมือใหญ่นุ่มนิ่มที่ลูบไล้ไปทั่วสรรพางค์...อย่างนุ่มนวล...อ่อนโยน...ชวนให้เคลิบเคลิ้ม...

“อืม...เอมิจัง...”

และคงเป็นเพราะความเคลิบเคลิ้มที่ปนเปกับความง่วงงุนกระมัง...ความทรงจำที่เจ็บช้ำถึงได้กลายเป็นดังฟองสบู่...ลุงหนวดหรอมแหรมเพรียกหาเอมิจังพร้อมกับที่ลำคอหนาสมชายชาตรีนั้นเปล่งเสียงครางหงิงๆ

แผลใจจากนงค์นางนั้นเจ็บแสบเกินกว่าเวลาสั้นๆจะเยียวยาหาย...

เจ้าของอายแชโดว์สีเขียวกระแทกตาไม่แพ้รถที่ขับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะขยับมาเกาคางให้เสียงครางหงิงๆที่ว่ากลายเป็นเสียงอื้ออึง คิเคียวยิ้มน้อยๆ ก่อนจะใช้มือเกาหัวแดงๆแกรกกราก...สางไล่เอาเห็บหมัดเรื้อนและกลิ่นสาบลุงที่อาจยังมีติดอยู่บนสิ่งมีชีวิตที่ว่าออกไป

...บางทีบวบถูตัวที่ใช้อาจจะน้อยไป ถ้าสุดวิสัยจริงๆอาจต้องใช้แปรงขัดส้วมขัด...

“อะฮร้า~” คิดดังนั้น...เสะกระเทยชีไม่รอช้า มือนุ่มนวลเพราะไม่เคยขาดการบำรุงอย่างสม่ำเสมอคว้าเอาแปรงขัดโถส้วมใกล้ๆมาใช้ขัดสีฉวีวรรณลุงซกมกทันที


10 นาทีต่อมา...


ลุง-แย้-หมาที่เคยซกมกก็ถูกกระเทยหนีบออกมาจากห้องน้ำ...ด้วยผิวกายที่ถูกแปรงขัดส้วมขัดจนเป็นสีชมพูสะอาดใสได้ใจยิ่ง...กระเทยโอบร่างของตูบศักดิ์ด้วยผ้าเช็ดตัวสะอาดผืนใหญ่ ก่อนจะหย่อนร่างล่ำๆของตูบศักดิ์ที่ว่าลงบนเตียงนุ่ม

“ดูเหมือนว่าจะไม่มีเสื้อผ้าดีๆให้ใส่เลยนะนี่” คิเคียวว่าขณะค้นหาอาภรณ์ผ้าในตู้รวมผลิตภัณฑ์ดีไซน์เฉิดฉาย ชายหนุ่มถอนหายใจ “แต่เอาเถอะ...” ก่อนจะทิ้งร่างที่บัดนี้สวมใส่แต่เพียงเสื้อคลุมอาบน้ำลงข้างๆร่างของทับทิมแดงที่นอนคุดคู้ซ่อนแผ่นอก แขนกระเทยโอบรัดร่างของตูบตัวเขื่องแสน ‘น่ารัก’ ไว้

“ไว้ฉันจะดีไซน์ชุดดีๆให้เอง”

และไฟในห้องแสนสะดวกสบาย...ก็ปิดลง...


...


ราตรี...ล่วงเลยไป...และเช้าวันใหม่ก็เข้ามา...

ลุงหนวดหรอมแหรมที่เคยซกมกยังคงนอนหลับสนิทสบายอยู่บนเตียงที่บัดนี้เจ้าตัวเปลี่ยนมานอนแผ่หราอย่างไม่กลัวว่าใครจะมาเห็นตอนล่อนจ้อน

...และก่อนที่จินตนาการคนอ่านจะวิ่งไปไกลถึงดุ้นเสื่อมบางอย่างที่โผล่พ้นชายผ้า...คนแต่งขอบอกว่า...มันมีการเซนเซอร์ด้วยโมเสก...

แล้วคิเคียวคนดีศรีอะฮร้าล่ะ...เขาหายไปไหน...


ที่โต๊ะอาหารตัวยาวหรูหราที่บรรดาอาหารเลิศรสถูกนำมาวางเสิร์ฟ...


“พี่คิเคียว...วันนี้ตื่นเช้าจังนะ ไหนว่าวันนี้ไม่เข้าออฟฟิศไง” เจ้าของเรือนผมสิพิสุทธิ์เอ่ยถามด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม...และดูเหมือนว่ามันจะแย้มยิ้มอยู่เสมอจนพวกคนหล่อน้อยกว่าเห็นแล้วรู้สึกมันยียวนชวนหมั่นไส้

แต่ความหมั่นไส้ที่ชวนให้ประทุษร้ายไอ้ ‘หล่อพระเจ้า’ รายนี้มีหรือจะสู้ความอัธยาศัยดี...

...เมื่อไอ้คนที่กล้าลองดีมีอันต้องขาดเรียนอย่างไม่อาจระบุสาเหตุเป็นระยะเวลานานไปเสียทุกราย...

ชายหนุ่มผู้มากับอายแชโดว์เขียวเดินลงมานั่งที่เก้าอี้ตัวประจำ ก่อนจะหยิบมีดและส้อมขึ้นมาเตรียมรับประทานอาหารของตัวเองอย่างสุภาพ

“พี่เปลี่ยนใจแล้ว วันนี้พี่จะเข้าออฟฟิศ จะตัดเสื้อผ้าให้เจ้าหนูน่ารักนั่น”

เบียคุรันหัวเราะพรืด “นี่...ตกลงจะเรียก...หมาตัวนั้นว่า ‘เจ้าหนู’ จริงๆเหรอ”

“...” คิเคียวนิ่งไปพักหนึ่ง...มือใหญ่วางมีดและส้อมลง เมื่อเจ้าตัวใช้เวลาครุ่นคิด และ...ในที่สุด...เมื่อเข็มบอกเวลาตีบอกนาทีทอง...นิ้วยาวก็ขยับทำท่า Nike แนบลงกับคางของตัวเอง พร้อมเอ่ยว่า “อะฮร้า~ ถ้างั้น...ให้มันชื่อ ‘ทีเร็กซ์’ ละกัน”

“ทีเร็กซ์...” เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ใช้ส้อมจิ้มชิ้นเนื้อเข้าปาก เคี้ยวชิมเอาความหวานจากน้ำในเนื้อ นิ้วยาวหมุนส้อมโลหะเงินเล่นอย่างอารมณ์ดี “เรียกยากไปหน่อยละมั้ง เรียกว่า... ‘เจ้าเล็ก’ ดีกว่าไหม~ ♥” 

“...” คิเคียวมองหน้าน้องชาย ทั้งที่ท่า Nike ยังแปะค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเอ่ย “...เบียคุรัน นายยังไม่เห็นแล้วทำไมถึงได้รู้ว่ามันเล็ก”

ไอ้หล่อพระเจ้าแย้มรอยยิ้มหวาน “หึหึ เรื่องแค่นี้...มองปราดเดียวก็รู้แล้ว~” เจ้าตัวคว้าแก้วน้ำมาดื่ม ก่อนจะลุกขึ้น “ฉันไปก่อนนะ พี่ เดี๋ยวจะสาย~”

คิเคียวมองคุณน้องชายลุกออกจากโต๊ะอาหารไป เจ้าตัวกระพริบตาครั้งหนึ่ง ก้มลงมองไส้กรอกในจานอาหาร “จริงๆ...มันก็ไม่เล็กขนาดนั้นนะ” เสะกระเทยเปรยเบาๆ ก่อนจะลงมือรับประทานอาหารต่อ


...


สำหรับนักเรียนที่มาจากพื้นฐานที่สุดแสนจะธรรมดาแล้ว ตำแหน่งประธานกรรมการชั้นปีเรียกได้ว่า...ชวนให้ปวดกระเพาะเป็นที่สุด...หนุ่มแว่น อิริเอะ โชอิจิ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะไขกุญแจหยิบเอา Text เล่มหนาขนาดปาหัวหมาแตกในตู้ล็อคเกอร์ พลัน...

“ไง โชจาง~~~” เสียงของคนที่สร้างเรื่องปวดหัวให้ได้มากเท่ากับเรื่องปวดกระเพาะก็ลอยมา...พร้อมกับรอยยิ้มอันสุดแสนจะเจิดจ้า และแขนแกร่งที่ทิ้งลงบนบ่าของเขาทันทีที่มาถึง

“ได้ข่าวว่าไม่สบายเพราะปวดกระเพาะขั้นรุนแรงนี่...มาเรียนได้แล้วเหรอ”

“...ถึงมาไม่ได้ก็ต้องมาละครับ ผมมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบเยอะแยะ”

“ไม่เห็นต้องซีเรียสแบบนั้นเลย จริงๆงานกรรมการนักเรียนน่ะ ให้ฉันช่วยก็ได้นะ” เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์แย้มรอยยิ้มหวาน...เอฟเฟคที่ทำให้สาวๆแถวนั้นพากันละลายลงไปกองเป็นเยลลี่

“อร๊ายยยยยยยย~~ คุณเบียคุรัน~~”

“กรี๊ดดดดดดดดดดด หล่อจังเลยล่ะเธอ~~~”

“ไม่ไหวแล้ว~~ สุดหล่อขรา~~~~”

และหนุ่มๆแถวนี้สบถพร่ำในใจไม่เลิกว่า โลกนี้ช่างอยุติธรรม...

โชอิจิเอามือก่ายหน้าผาก “อย่างคุณ...จะยิ่งทำให้มันยุ่งกว่าเก่าน่ะสิครับ” พวกเจ้าประคุณเธอเล่นพากันมาล้มตาย(?)ระเนระนาดกันตรงทางเดินแคบๆนี้เนี่ยนะ!?

สมองอันสุดแสนจะอัจฉริยะของชายหนุ่มพลังแว่นโอตาคุเริ่มคำนวณ...นี่เขาจะต้องใช้แรงกี่นิวตันในการลากพวกหล่อนออกจากทางเดินสาธารณะกันหนอ...

หากแต่...ดูเหมือนว่า...วันนี้...โชค...ที่ไม่รู้ว่าดีหรือว่าร้ายแน่...ดูจะเข้าข้างเขา เมื่อหนุ่มเนิร์ดที่เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมี ไม่ต้องทำการเก็บกวาดทางเดินอีกต่อไป...

“เฮ้ย! หลบไป! เกะกะจริง พวกหล่อนนี่!” เสียงตะโกนกึ่งตะคอกดังมาจากสุดทางเดินอันคับแคบ(ด้วยสตรีตายซาก) “มานอนอะไรตรงนี้ กล้าดียังไง มาขวางทางเดินท่านมุคุโร่!”

เสียงที่ว่าดังมาจากชายหนุ่มผมทองที่เพียงมองก็ส่งอารมณ์เหมือนสัตว์ป่า แม้ว่า...

สำหรับบางคน...ชายหนุ่มที่ว่าจะเป็นแค่หมาซกมกที่ไม่ค่อยชอบอาบน้ำ...เผ่าพันธุ์เดียวกับตาลุงหนวดหรอมแหรมที่ยังนอนแผ่หราติดโมเสกอยู่ที่บ้านใครบางคน

“เคน...อย่าให้มันหวือหวานัก” หนุ่มแว่นสวมหมวกไหมพรมมาดนิ่งเอ่ย พลางขยับแว่น เมื่อเคนเริ่มทำการเก็บกวาดถนน

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”

เสียงกรีดร้องของซากสตรีที่บ้างก็ดูท่าว่าจะเป็นสตรีเหล็กดังระงมก้อง พวกที่ตั้งสติได้ต่างพากันวิ่งหนีเขี้ยวหมาบ้าด้วยความหวาดผวา

“ม...ไม่น่าเชื่อ...” โชอิจิเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเครียด เมื่อส้นเข็มบู๊ทยาวของใครบางคนเหยียบลงบนทางเดินที่เคยระเนระนาดด้วยซากทัพ “ว...วันนี้มาเรียนด้วยละครับ”

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก เมื่อคนที่ว่าและสมุนเยื้องกรายผ่านหน้าตู้ล็อคเกอร์ เดินตัดตรงเข้าไปในห้องเรียน...ห้องเดียวกับที่พวกเขากำลังจะใช้ทันตา...

“โรคุโด มุคุโร่ กับแก๊งโกคุโย...”

“หือม์~ นี่โชจังตัวสั่นงั้นเหรอเนี่ย~” เบียคุรันพูดจี้ใจดำเล่นเอาคนโดนทักถึงกับแอบ(?)สะดุ้ง “ไม่เห็นจะน่ากลัวเลย~”

นัยเนตรสีอเมทิสต์เหลือบมองเรือนร่างของเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินรวบเป็นหางม้ายาวสะบัด...ตั้งแต่เรียวขายาวสวย...เอวบาง...สะโพกมน...แล้วยังบั้นท้ายกลมกลึง...ที่ชุดหนังเข้ารูปทั้งชุดนั่นเน้นให้เห็นว่าชวนโลมเลียทุกส่วนสัดอย่างไม่ปิดบังเลยสักนิด...

ริมฝีปากคมเหยียดรอยยิ้มที่ถ้าโชอิจิหันไปมองสักนิด...คงจะขนลุกในความจิตยิ่งกว่า

“แมวน่ะ...น่ารักออก ♥”


...


ขณะเดียวกัน...

“อะฮร้า~ ใช่...นี่แหละ...น่าจะเหมาะกับเจ้าเล็ก เอ๊ย ทีเร็กซ์ที่สุด...”

คิเคียว...กำลังสนุกกับการคัดเลือกวัตถุดิบ...รถสปอร์ตคันหรูสีเขียวกระแทกตาจอดอยู่หน้าร้านขายขนเฟอร์นุ่มนิ่ม...กระเทยผมทรงเอลฟ์เหยียดรอยยิ้มที่คนที่ผ่านมาผ่านไปพากันเหวอสะดุ้ง...

เฟอร์สีแดงฉูดฉาดราวกับทับทิม...กำลังทอประกายอย่างน่าขนลุกที่สุดในมือของกระเทย...


TBC


ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์อีกเช่นเคยนะคะ ^^

แล้วพบกันใหม่...เอนทรี่หน้าค่ะ >w<  

 

ปล. ไม่น่าเชื่อ...ฟิก(เสื่อมๆ)นี้มีคนอ่านมากกว่าที่คิด กร๊ากกกกกกกก

[KHR FIC] A Series of Unfortunate Events: 1

posted on 29 Nov 2009 23:41 by hiyuura  in Fanfiction

ท่าทาง...นังยูระคงจะเป็นพวกกระโดดงับปลาย่างง่ายเหลือเกิน...เหตุเกิด เพราะนางสาว B (นามสมมติ) เจ้าเก่าที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข็ดคำสาปมิสทับทิม ทำการหลอกล่อ...ด้วยปลาย่างที่หอมหวานเกินกว่าจะทานทนไหว...ผลเหรอคะ...ก็ออกมาเป็น...

ไอ้ฟิกคู่ที่มีลุ้นว่าคนแต่งจะโดนอาถรรพ์อีกน่ะสิ แต่มิสหลอนไม่กลัว กลัวไม่หลอน...เขาว่าถ้าแมวหิวโซ เอาปลาย่างมาล่อมันต้องกระโดดงับ เพราะฉะนั้น...แปะอย่างท้าทายคำสาปมิสกันเอนทรี่นี้เลยค่ะ กร๊ากกกกกกกกกก

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ

Title: A Series of Unfortunate Events
Pairing: Kikyo/Zakuro & Byakuran/Mukuro
Genre: Romance/Humor
Rating: PG-15
Warning: AU, BL, utter crack  

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรื่องของโชคเป็นอะไรที่คาดเดากันไม่ได้...ต่อให้หมอดูทักว่าชะตาตกเคราะห์หามยามร้ายแค่ไหน สิบปากว่า หาได้เท่าตาเห็น บางที...เรื่องร้ายๆ...อาจจับพลัดจับผลูกลายเป็นเรื่องดี และบางที...เรื่องที่เหมือนว่าจะดีกลับเลวร้ายเสียยิ่งกว่า หมอดูนั้นคู่กับหมอเดา...และโชคชะตาก็สามารถเล่นตลกให้คนบางคนกลายเป็นตัวโง่ที่ขาดเขลา และอับโชคเสียยิ่งกว่าที่เขาว่ากันว่า...ชีวีนี้อับปรีย์นัก...


A Series of Unfortunate Events
Event 1: Say Hello to Bad Luck


กลิ่นเหล้าราคาถูก...เหม็นคลุ้ง...ลอยอวลแม้ท่ามกลางสายฝนที่สาดเทกระหน่ำ เม็ดฝนขนาดเบ้งตกลงกระทบร่มที่ดูเหมือนจะเล็กเกินกว่าจะทานทน...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เมื่อคนถือร่มเดินเซตุปัดตุเป๋สมราคาคนเมา ละอองฝนสาดซัดกระเซ็นลงมาจากร่มน้อยที่ระริกสั่น...ความพยายามในการป้องกันตัวเองจากฝน...ไม่ทำให้เขาเปียกน้อยลงเลยสักนิด

เม็ดวรุณสาดซัด...ทิ่มแทงเขาด้วยความเย็นเยียบที่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับตู้อบซาวน่า...เฉกเดียวกับความโชคร้ายที่พัดพาเข้ามาหาเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...ตั้งแต่เริ่มต้นของสัปดาห์นรกนั้น

จะว่าไปแล้ว...จุดเริ่มต้นของเคราะห์ร้ายทั้งหลายทั้งปวง มันคงเริ่มจากตอนนั้น...


เคราะห์ร้ายหมายเลข 1


“ไล่ออก!? หมายความว่ายังไงที่ว่าไล่ออกน่ะ!?” หนุ่มโสดวัยยี่สิบปลายๆมีหนวดเคราหรอมแหรมบนใบหน้าบอกยี่ห้อว่าน่าจะถูกใจสภาแม่ยกโอจี้เค้นเสียงถามคนที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ‘เจ้านาย’ แต่สำหรับเขาที่เพิ่งตกงานหมาดๆตอนนี้ ดูเหมือนว่าคงต้องเรียกว่า ‘อดีตเจ้านาย’ เสียแล้ว 

ชายร่างใหญ่ผิวดำหัวเหม่งที่คลับคล้ายคลับคลาว่าในโลกคู่ขนานหนึ่งจะมีบทเป็นแค่เพียงลิ่วล้อของอีกหนุ่มในทำเนียบแม่ยกโอจี้นามกรอัสนีบาตแกมม่าประสานมือเข้าด้วยกัน...เลาๆว่าจะได้ยินเสียงกร๊อบลั่นมาให้สยองหูเล่น ใช่แล้ว ทาซารุ...พี่บึ้กหัวเหม่งในชุดสูทหรูหราตรงหน้าเขา...ก่อนจะมาก่อตั้งบริษัทส่งพัสดุ...เคยเป็นนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทมาก่อนไม่ผิดเป็นแน่แท้...

เข้าๆออกๆห้องประธานนี่ก็หลายครั้ง...ทำไมถึงเพิ่งจะเห็นเข็มขัดประกาศศักดาแชมป์ที่แขวนหราอยู่หลังกำแพงวันนี้เป็นวันแรกได้ก็ไม่รู้...

“ซาคุโร่...ก่อนจะให้ไปส่งของ ฉันกำชับแกยังไง แกจำไม่ได้สินะ” พี่มืดหัวเหม่งถามเสียงทุ้มเคร่ง

“...ท่านกำชับว่าเป็นของสำคัญมาก ให้ส่งให้ถึงปลายทางให้ได้”

“แล้วแกทำยังไงกับมัน”

“...”

“แกลืมมันไว้ในร้านเกี๋ยวเตี๋ยวไก่รสเด็ดสูตรอาม่าที่หน้าปากซอยใช่ไหม”

“ก็...ก็ไอ้เจ้าแว่นที่ชื่อคาวาฮิระมันหลอกฉันไป...”

“ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องของแก นี่ถ้าโนซารุไม่ไปเจอ ของสำคัญระดับชาติคงตกไปอยู่ในถังขยะร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว แกรับผิดชอบงานประสาอะไร ห๊ะ!!!”

“ผม...จะไม่ให้มันเกิดอีกครับท่าน” ลุงทับทิมแดงเอ่ยเสียงจ๋อง...ด้วยความสุภาพ...เคารพ(ในเงินตรา)อย่างสุดซึ้ง...ถ้าเขาตกงานตอนนี้...ค่าอพาร์ตเมนต์ที่ค้างไว้สองเดือนจะทำยังไง ยัยป้าเจ้าของที่ยิ่งหน้าเลือดเขี้ยวลากดินอยู่ด้วย...ไม่น่าเผลอไปเล่นไพ่เสียหมดตูดเลย...ให้ดิ้นตาย!

“เฮอะ! มาสำนึกตอนนี้ก็สายไปแล้ว ไอ้ลูกหมา! เพราะว่าส่งของสำคัญที่มีมูลค่าระดับชาติล่าช้า ทางนั้นเขาเลยเรียกร้องค่าเสียหายมาขนานใหญ่ ฉันยอมให้บริษัทเราล้มละลายเพราะความเฮงซวยของแกคนเดียวไม่ได้ ลูกผู้ชายน่ะ ใครทำคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ นั่นแหละ...” ทาซารุกระตุกรอยยิ้มอำมหิต ก่อนจะปล่อยฮุคหมัดเด็ดอันเป็นดั่งประกาศิตพยายม

“เพราะงั้น ฉันเลยให้ส่งใบแจ้งหนี้ทั้งหมดไปที่บ้านแกแล้ว”

“ว...ว่าไงนะ!? เฮ้ยยย! ไอ้เหม่งงี่เง่า แกว่าไงนะ!!?”

 

“ฉัน-ไล่-แก-ออก!!!”


...


หนุ่มมาดลุงสะท้อนทอดถอนใจ...การโดนไล่ออก...นำมาซึ่งโชคร้ายต่อๆมา...


เคราะห์ร้ายหมายเลข 2


“ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้เลยย่ะ ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ก็ออกไป ไม่งั้นฉันจะยิงให้พรุน!”


ปังๆๆๆๆ


เสียงปืนกล M16 รัวกระหน่ำอย่างไม่กลัวหมดแม็คดังสะท้านอพาร์ตเมนต์ให้เช่าที่คนแก่เก่าที่หลงๆลืมๆแถวนั้นยังจดจำในสรรพคุณได้ว่า...

นรกยิ่งนักในการทวงค่าเช่า

เมื่อเจ้าแม่คุมอพาร์ตเมนต์เจ้าของที่ดินเธอเป็นไม่ได้เป็นแค่ภรรเมียทหารเก่า แต่แม้แต่ทหารแก่รุ่นเก๋ายังต้องเรียกซือเจ๊แกว่า ‘(โหดตัว)แม่’

รัล มิลจิ...สาวมีสามีแล้วคนงาม ที่ลุงซาคุโร่ปากทรามฮีเรียกว่า ‘ยัยป้า’ กำลังกราดกระสุนเข้าใส่ไอ้คนค้างค่าเช่า มิหนำซ้ำ...ธนูทวงหนี้ที่ไม่น่าเชื่อว่ายุคนี้เขายังใช้กันอยู่ มันยังปักเข้ากับอสังหาริมทรัพย์ที่เธอแบ่งสรรให้ชนชั้นมนุษย์เงินเดือนเช่าสร้างความเสียหาย

“แว้กกกก! แม่คุณ! เย็น! ใจเย็นก่อน! ฉันจ่าย...ฉันจะหามาจ่ายให้แน่ๆน่ะ!” ซาคุโร่ตะโกนตอบกลับไป หลังหาที่หมอบหลบเหมาะๆได้...หลังไหหมักปลาร้าอันเท่าขาหน้าฮิปโปของคุณยายเพื่อนบ้าน “ยัยป้ามหาภัยเอ๊ย...” เจ้าตัวแอบสบถเล็กๆ


ปังๆๆๆๆ!


“แย้กกกกกกกกก!!!”

เสียงกระสุนที่รัวมาอีกชุดบอกให้รู้ว่า...แม่เจ้าประคุณเธอ...หูดีนรก ซาคุโร่กัดฟันกรอด...หากทว่า...ความอดทนที่จะไม่สบถออกมาของเขา...หาได้ทำให้สาวเจ้าใจอ่อน...

“หึ จ่ายงั้นเหรอ อย่างนาย...จะมีปัญญาจ่ายค่าเช่างั้นเหรอ หือ!!!”

“...ฉันจะยกสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาทที่เป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวของฉันเป็นมัดจำให้เลย เอ้า!”

“...” รัล มิลจิลดปืนลงเล็กน้อย ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน เธอจ้องมองหนุ่มหน้าลุงด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม “ถ้าสร้อยทองที่ว่า...ฉันเห็นผู้หญิงที่ชื่อเอมิเอาไปขายแล้ว”

“ห...หา!? เอมิจัง!!?”

ไม่มีเวลาให้ซักถาม ไม่มีข้อเสนออื่นเหลือให้ลุงทับทิมที่กำลังอึ้ง รัล มิลจิเปิดประตูห้องที่เคยเป็นนิวาสสถานที่ลุงทับทิมผู้น่าสงสารเคยพำนักใช้...โยนเอาข้าวของอันเหลือกระจ้อยร่อยที่มัดรวมกันไว้ลงไปให้คนดวงตกผู้อนาถา

“ออกไปซะ! ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนไม่มีเงินจ่าย!”


ปังๆๆๆ!


นั่น...คือคำสั่งสุดท้าย ก่อนเจ้าแม่เธอจะยิงกราดไล่มนุษย์อนาถาอีกครั้ง


...


ไม่อยากจะเชื่อ...ว่าสาวสวยหุ่นดีอวบอึ๋มเอาใจเก่งอย่างเอมิจัง...จะทรยศเขาได้ลงคอ...ความชอกช้ำที่ถูกเธอทิ้งนั้น...มันคงจะนับได้ว่าเป็น...เคราะห์ร้ายหมายเลข 3


เคราะห์ร้ายหมายเลข 3


“เอมิจัง! เธอทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง! รัลบอกว่าเธอเอาสร้อยทองของฉันไปขาย จริงเหรอ!?”

เสียงตะโกนเค้นถามของชายหนุ่มดังสะท้อนก้องในสวนสาธารณะที่ว่างเปล่า...เพียงเพราะว่า...เพลานั้น...นภา...แปรเปลี่ยนเป็นสีทะมึน เมื่อเมฆฝนที่ลอยเข้ามาปกคลุมส่อเค้าพายุอันหน่วงหนัก

หญิงสาวเจ้าของนาม ‘เอมิจัง’ สะบัดแขนของลุงหนวดหรอมแหรมทิ้ง น้ำเสียงของเธอ...ไม่มีความไยดี

“ฮะ! ซาคุโร่ นี่คุณคิดว่าฉันจริงจังกับคุณเหรอ บ้าน่ะสิ! คนไร้น้ำยา เอาแต่หาเวลาไปเล่นไพ่แทงไฮโลทั้งวันอย่างคุณ ไม่มีใครเขาอยากอยู่ด้วยหรอกย่ะ! อยากจะจริงจัง ก็จริงจังกับไหปลาร้าคุณยายข้างห้องนั่นแทนก็แล้วกัน!”

“เดี๋ยวก่อน เอมิจัง...ฉัน...” มือของหนุ่มมาดลุงยังคงพยายามไขว่คว้า หากแต่...

มือที่แข็งแกร่งกว่าข้อมือบอบบางของหญิงสาวนักก็ฉวยคว้าข้อมือของเขาเอาไว้

“แก...อย่ามาแตะต้องแฟนของท่านเดนโดรนะ ไอ้หนวดหรอมแหรมซกมก” ชายหนุ่มกล้ามล่ำบึ้กพลัง K โผล่มาพร้อมกับแรงหวงหฤโหดที่ฉายประทับอยู่บนใบหน้า  

ในโลกคู่ขนานอีกใบหนึ่ง...ไอ้เดนโดรผู้นี้มันเป็นเพียงหน่วยทะลวงตัวประกอบทดลองท่าพระเอกในฐานเมโลเนแท้ๆ...เหตุไฉนไยมันจึงได้ควงคู่กับเอมิจัง...

ซาคุโร่มองสองคนรักกันเดินห่างออกไป...ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง...และท้องที่ถูกตุ๊ยเจ็บแทบกระอัก...

ไม่นะ...เอมิจัง...อย่าปายยยยย!!!

และฝนหยดแรกก็ตกลง...


...


“เคราะห์มันซ้ำ กรรมมันซัด...ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นจิต...ทำไมเล่าชีวิต...มันถึงได้เฮงซวยเช่นนี้หนอ~” คนเมาร้องเพลงเศร้าชีวิต สายฝนยังคงสาดเทลงมาไม่หยุด...ลมแรงโหมกระหน่ำ...พัดเอาร่มเก่าๆลอยหวือ...หลุดปลิวไปจากมือที่อ่อนล้า...ลอยหวือไปไกล...ไปติดอยู่บนยอดเสาไฟฟ้า...ที่ต่อให้ลิงหรือหมีโคอาล่ามีแรงปีนขึ้นไปก็คงโดนไฟช๊อตตายเอาง่ายๆ

ซาคุโร่ที่บัดนี้เปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้าหัวเราะด้วยความสิ้นหวัง...นัยน์ตาที่พร่าเลือนเพราะความเมามาย...และบางที...อาจจะน้ำตาที่มาแต่ความโศกเศร้าช้อนขึ้นเหม่อมองฟากฟ้า แขนแกร่งสมชายชาตรีสองข้างกางออกหรา...ราวกับจะท้าทาย ทั้งที่มือหนึ่งยังถือขวดเหล้า


ครืนนนน...


เสียงฟากฟ้าคำรามกระหึ่ม...พลันสายฟ้าก็แลบแปลบปลาบจนนภาสีดำนั้นสว่างจ้า

“ผ่าเซ่! ผ่าเลยเซ่!!! แน่จริง…ผ่าลงมาที่ฉันเลยเซ่!!!”

เสียงตะโกนกู่ร้องของตาลุงไร้น้ำยาที่สิ้นหวังดังแข่งกับเสียงพายุฝน


เปรี้ยงงงงงงงง!!!


และ...อัสนีบาต...ก็ผ่าลงมา...

ควรจะบอกว่า...เทพยดาแห่งโชคนั้นเป็นเทวีผู้มีอารมณ์ขันอันโหดเหี้ยมที่สุด...เพียงเพราะ เมื่อเธอเลือกที่จะหมุนกงล้อแห่งโชคชะตาหรือว่าล้อเล่นกับชีวาของคนที่โดนเลือกว่าซวยบางคนแล้วนั้น...เธอจะสนุกกับมัน...อย่างไม่เลิกง่ายๆ

ด้วยเหตุนั้น...อนิจจัง อนิจจา...สายฟ้า...จึงฟาดลง...พลาดจากลุงซาคุโร่ผู้น่าสงสารไปเพียง 5 ก้าวจากความหลุดพ้นจากโชคร้าย


ซ่า~~~!!!


พร้อมๆกับ...รถเก๋งซิ่งสีสดใสคันหนึ่งที่แล่นฉิวผ่านลุงหนวดหรอมแหรมไป...และแถมน้ำโคลนอันเปื้อนเปรอะให้สาดซัดเข้าใส่คนโชคร้ายที่เปียกปอนอยู่แล้วอย่างน่าสงสาร

“...อะไรกัน นี่ฉันจะตายก็ไม่ยอมให้ตาย จะสงเคราะห์ให้ฉันไปเกิดใหม่เป็นแย้บินมันยังไม่ได้…มันจะอะไรกันนักกันหนา…ว้อยยยยยยยยยยยย!!!”

หนุ่มหัวแดงมาดลุงสุดจะทน...ซาคุโร่ขว้างขวดเหล้าในมือออกไปอย่างสิ้นคิด


เพล้ง~~!!!


แต่โชคร้ายยังไม่จบสิ้นลงแค่นั้น...


เคราะห์ร้ายหมายเลข 4


ขวดเหล้ากระทบ...กับหัวแข็งๆของใครบางคนที่เป็นสมาชิกของแก๊งนักเลงเจ้าถิ่นแถวนั้นเข้าพอดี

“โว้ยยยยยยย!!!” เสียงเอะอะโวยวายของหัวที่โชคดีว่ามันแข็งเพราะโดนทั้งแก้วทั้งขวดปาใส่เป็นประจำดังโหวกมาก่อนตัว ไอ้หนุ่มผมยาวรายหนึ่งโผล่พรวดมาจากมุมถนน พร้อมกับกระชากคอเสื้อลุงสิ้นหวังอย่างเอาเรื่องหวังกระทืบเสียให้จำใส่กระโหลกหนา

“ไอ้หัวแดง ทำอะไรของแกวะ หาเรื่องเหรอ!!!”

และ...ไม่ช้า...

“ตาย~~ แล้ว~~ ท่าทางจะเมานะเนี่ย จะอัดเขาจริงๆเหรอ สควอโล่ ท่าทางหน่วยก้านดีออกแบบนี้ เจ๊ละเสียดาย~ ♥”

“ชิชิชิชิ แต่เจ้าชายว่า...เชือดมันเลยดีกว่านะ หัวของสควอโล่น่ะ มีเอาไว้ให้บอสประทุษร้ายคนเดียวนา~~”

“บอส...ถ้าเพื่อรักษาสิทธิ์ของบอส...ฉันโหวตให้อัดมันให้เดี้ยง” 

ลุงหนวดหรอมแหรมที่ว่า...ก็ถูกแก๊งนักเลงปากซอยล้อมกรอบ

“เจ้านี่ดูท่าทางไม่ค่อยมีเงินเลย เอาไงดี บอส” เด็กร่างเล็กในชุดเสื้อคลุมตัวยาวประหนึ่งกำลังคอสเพลย์ Kingdom Hearts เอ่ยถาม...ชายหนุ่ม(วัยกลางคน)ที่เป็นพี่บิ๊กอิทธิพลใหญ่คับซอย

นัยน์ตาสีแดงฉานประหนึ่งไม่เคยขาดเหล้าเหลือบมองเชลยทับทิม ก่อนสุรเสียงเข้มจะเอ่ยคำสั่งประหาร

“ซ้อมมันสิวะ สวะ”

สิ้นคำเอ่ย...เหล่านักเลงผู้ชั่วร้ายก็เข้ารุมสกรำลุงดวงซวยผู้อับเฉา


ผัวะ! พลั่ก! ปึ้ก! แอ่ก!


แต่ก็...อย่างที่บอก...เทวีแห่งโชคนั้นไซร้...ไม่ยอมให้ของเล่นของเธอได้สมหมายตายไปเกิดใหม่เป็นแย้บินง่ายๆ และด้วยเหตุนั้น...เทพยดาผู้แสนดีนักหนาจึ่งได้ดลบันดาลให้...รถสปอร์ตสีเขียวกระแทกตาคันหนึ่ง...

 

เอี๊ยดดดดดดดดดดดด

 

"เฮ้ยยยยยยยยย!!!"  

 

ขับฉวัดเฉวียนแหกโค้งปาดหน้าเข้ามาจนเหล่าแก๊งนักเลงซ่าต้องพากันหนีน้ำโคลนอันซกมก

โคลนสกปรกสาดกระเซ็น...และไอ้รถเขียวซิ่งที่ว่า...ก็มีทีท่าว่าจะไม่ไปไหนง่ายๆ...

“เฮอะ! ถือว่าโชคดีไปนะเว้ยยย!!!” เสียงไอ้หนุ่มผมยาวเจ้าของ ‘กบาลเหล็ก’ กล่าวทิ้งท้าย ขณะที่ไอ้หนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเจ้าชายหัวเราะพลางชูนิ้วกลางให้ลุงหนวดหรอมแหรมที่โดนซ้อมจนลงไปนั่งจุกกองอยู่กับกำแพงเหมือนตัวแย้ติดข้างฝา 

ถึงไม่ตาย...แต่คงเลี้ยงให้หายจากความซึมเซาเมื่อชีวีอับเฉาอันแสนเศร้าเปลี่ยนให้ลุงปากหมานคนหนึ่งกลายเป็นตาแก่ไร้น้ำยาสมชื่อนั่งแปะหมดสภาพอยู่ตรงกำแพง...ยาก...

เหล่านักเลงซ้อมลุงจนพอใจแล้ว...ต่างพากันหนีหายเข้าไปในตรอกซอย พร้อมกับเสียงสุดท้ายของแมงกะไซค์แวนซ์

หากทว่า...โชคร้ายของพ่อกระทาชายนายทับทิม...จะจบลงเพียงเท่านี้หรือไม่...

คำตอบนั้น...สุดแสนจะเกินคาดเดาได้...เมื่อร่างสูงสะโอดสะองหนึ่งเปิดประตูก้าวลงมาจากรถสปอร์ตคันงาม พร้อมกับหนีบเอาลุงที่หมดสภาพนั้น...หิ้วขึ้นรถเฉกเดียวกับที่คนใจบุญเก็บน้องหมาจากข้างถนนมาเลี้ยงไป...


เคราะห์ร้ายหมายเลข 5...หรือว่า...จุดสิ้นสุด!?


...


นอกจากความซวยแล้ว...ความลำเอียงนั้น...มีจริงในโลก...ทวยเทพที่อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าท่านจึงได้สร้างสรรค์ปันแต่งมา...ให้มีชีวาที่สมบูรณ์พร้อมสรรพ...ทั้งรูปหล่อ...บ้านรวย...สติปัญญา...ชื่อเสียง...และอิทธิพลที่เหล่าคนผู้เลือกติดตามเปรียบเสียว่าเหมือนกับแผ่นฟ้า...อะไรๆ...มันก็ไม่ยุติธรรมกับคนที่พร่องหมดทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเลยสักนิด...เมื่อมีบุรุษหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับทุกสิ่งที่ว่ามาทั้งหมด...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...

สมบัติหน้าตา...ที่เลื่องลือกันว่า...‘หล่อพระเจ้า’

และ...ไอ้หล่อพระเจ้าที่ว่า...มันก็กำลังนอนกินขนมสบายอารมณ์อยู่บนโซฟานุ่ม...ในคฤหาสน์หรูหราที่ปราศจากรอยรั่วและไม่รู้สึกแม้แต่อารมณ์สะท้านของสายฝนพรำ แต่นั่น...คือก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออก...พร้อมๆกับสิ่งที่ดูเหมือนว่าพี่ชายของเขาจะเก็บมาจากใจกลางพายุบ้า

“...พี่ นั่นมันอะไรน่ะ” เบียคุรันเลิกคิ้วมองสิ่งมีชีวิต...น่าจะยังมีชีวิตที่เปียกมะล่อกมะแล่ก...หัวแดงๆโคลงไปโคลงมาเมื่อถูกหนีบลากเข้ามาในบ้านอันเป็นวิมานสถานของคนมีพร้อม

คิเคียว...ชายหนุ่มร่างสูงสะโอดสะอง...และคงดูแมนดีห่างไกลความกระเทยไม่น้อยหากใบหน้าของเขาปราศจากอายแชโดว์สีเขียวที่ก่อกวนสายตาอยู่เรื่อยร่ำ...หิ้วคอเสื้อของเก็บตกเปียกมะล่อกมะแล่กนั้นให้น้องชายของตัวเองดูเต็มๆตา

“อะฮร้า~ พี่เก็บเจ้าหนูนี่ได้จากข้างทางน่ะ เห็นมันนั่งคุดคู้น่าสงสารเลยเก็บมาซะเลย~” ชายหนุ่มแย้มรอยยิ้ม ก่อนจะใช้นิ้วยาวๆเกลี่ยเอาปอยผมแดงที่ลงมาปรกใบหน้าที่มีหนวดหรอมแหรมออก “น่ารักไหมล่ะ”

เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์เหลือบมองสิ่งมีชีวิตที่ ‘น่ารัก’ ที่พี่ชายว่า

“นี่มันลุงแก่สกปรกไม่ใช่เหรอเนี่ย~”

ก่อนจะแย้มรอยยิ้มหวาน

“แต่เอาเถอะ ถ้าพี่อยากจะเลี้ยง ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ เพราะฉันไม่สนใจพวกหมา” นัยเนตรคมสีอเมทิสต์เป็นประกายระริกด้วยอารมณ์ขัน “แมวน่ะ...น่ารักกว่ากันเยอะเลย ♥”

คิเคียวเหยียดรอยยิ้มแบบเดียวกัน “อะฮร้า~ งั้นถ้านายไม่ว่าอะไร พี่ขอตัวไปขัดสีฉวีวรรณให้เจ้าตูบน่ารักนี่ก่อนนะ” ชายหนุ่มว่า ก่อนจะหนีบเอาซากลุงปากหมาที่ตอนนี้กลายเป็นหมาจริงๆไปเสียแล้ว...ขึ้นไปยังห้องอาบน้ำ...ที่อาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งในอนาคตว่า...

‘เขียง’


TBC


ฟิกจากปลาย่างล่อใจชั่ววูบ...กลายมาเป็นฟิกยาวรังแกแย้บิน ลุงทับทิมเสียแล้ว... (อูอา...เสี้ยนตำเท้าเต็มๆเลย)

เอาเป็นว่า...ขออภัยที่เตือนช้าเกินไปว่า เสื่อม นะคะ แล้วก็...

คนเอาปลาย่างมาล่อขรา~ ท่านอย่าลืมอิป๋ากับเมียในอ่างน้ำนะคร้า~~ กร๊ากกกกกกกกกกกกกก

 

ปล. ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์เช่นเคยค่ะ ♥

ปลล. จริงจัง...มันจะมีคน(หลงผิดมา)อ่านรึเปล่าวะคะ *ซีด*