Gift-Request

[GIFT FIC] [KHR] [1827] Smile, Hibari-san: 2 (Fin)

posted on 10 Aug 2009 17:08 by hiyuura  in Gift-Request

เอาตอนจบที่ดองไว้มาลงแล้วค่า~~~ แปะ XP

อนึ่ง ถ้าเห็นช่วงนี้ฟิกยูระเว้นวรรคแปลกๆก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่เพราะว่าน้องคอมสุดที่เลิฟที่ใช้ประจำยังซ่อมไม่เสร็จ เครื่องเก่าที่ใช้อยู่ตอนนี้เปิด IE แล้วจะค้างค่ะ พออัพด้วยหมาไฟแล้ว...รู้สึกว่าฟิกเว้นวรรคแปลกๆอยู่เหมือนกัน แต่แก้แล้วมันไม่หายจริงๆค่ะ ^^'''

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ


Title: Smile, Hibari-san
Pairing: 1827, 10069
Rating: PG-15 เรทมันสูงขึ้นเพราะไอ้คู่หลังน่ะแหละ =v=;;
Warning: Semi-AU, BL, mild crack
Written for: p'taiki

Previous Chapter: | Chapter 1 |

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

 

Smile, Hibari-san
(Part 2/2)


“ผมชอบสุนทรพจน์ที่คุณพูดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วจัง” เสียงหวานเอ่ยกลั้วหัวเราะ แพขนตายาวหนาหรี่ปรือลงอย่างยวนเย้า เมื่อยามนัยน์ตาสองสีจ้องมองบุรุษตรงหน้า “ฟังดู...มีวาทศิลป์...และจับใจอย่างน่าประหลาดนะครับ โดยเฉพาะตอนที่หัวหน้าแก๊งพวกนั้นแทบจะสะดุ้งตกจากเก้าอี้ คึหึหึ ถ้าไม่เป็นเพราะเห็นแก่หน้าวองโกเล่ ผมคิดว่าคนพวกนั้นคงแทบจะตะกายหนีกลับโดยไม่แตะอาหารแล้วละมังครับ” ก่อนนิ้วเรียวจะคีบจับช้อนตักไอศกรีมรสช๊อคโกแลตแสนอร่อยขึ้นละเลียดชิมรส

“หึหึ ก็เพราะฉันรู้ว่าเธอชอบไง” ร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์เอ่ยพลางขยับรอยยิ้มหวานไม่แพ้ไอศกรีม ก่อนจะเอาช้อนของตัวเองตักไอศกรีมของอีกฝ่ายมาชิมเล่น “อืม...จริงๆ รสช๊อคโกแลตนี่ก็อร่อยไม่เลว”

ร่างงามเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินแย้มรอยยิ้มตอบ ใต้ผ้าปูโต๊ะลายลูกไม้สีหวาน...ปลายเท้าขาวเรียวยกขึ้นสะกิดส่วนไวต่อสัมผัส ของอีกฝ่ายเล่น

คนถูกหยอกแสร้งเลิกคิ้วน้อยๆ  หากแต่รอยยิ้มบนริมฝีปากกลับเหยียดกว้างขึ้น ชายหนุ่มตักไอศกรีมวานิลลาคำสุดท้ายในถ้วยของตน...เลียชิมก้อนไอศกรีมหวาน นุ่มนั่นอย่างช้าๆราวกับจะบ่งบอกถึงสัญญาระหว่างพวกเขาหลังจากนั้น

“มุคุโร่คุง...” ร่างสูงเอ่ย  ลิ้นอุ่นลากเลียรสชาติไอศกรีมที่ติดปากตัวเองเบาๆ “มีไอศกรีมติดอยู่ตรงนี้แน่ะ” แขนแกร่งเท้าเอาโต๊ะ ก่อนชายหนุ่มโน้มตัวเข้าจุมพิตซอกคอขาว  เลียเอาผิวเนื้อนุ่มนั้นราวกับขนมมาร์ชเมลโล่ของโปรดหรือไอศกรีมละเมียดหวาน ก็มิปาน

ร่างบางหัวเราะเบาๆ มือเรียวปลดซิปคอเสื้อของตัวเองลง “อา...” ให้อีกฝ่ายเล่นสนุกได้ตามใจอย่างไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่องในสถานที่ ริมฝีปากสีสดแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ผมตามใจคุณแล้วนะครับ อย่าลืมตามใจผมด้วยละกัน...”

นัยเนตรสีอเมทิสต์คมเหลือบขึ้นสบกับนัยน์ตาสองสีพราวระริก ร่างสูงหัวเราะ “เธอนี่...พอเป็นเรื่องของสองคนนี้แล้ว...อดไม่ได้ทุกทีเลยนะ ชักจะอิจฉาแล้วสิ”

“คึหึหึ แล้วไม่คิดบ้างเหรอครับว่า...บางทีผมอาจจะแกล้งทำให้คุณหึง...อ๊ะ!!!”

ร่างสูงขบกัดทิ้งรอยเอาไว้บนซอกคอขาว ก่อนจะค่อยๆผละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง “อืม~~ ฉันไม่ชอบขาดทุนเสียด้วยสิ” มือแกร่งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากในกระเป๋ากางเกง “แต่เอาเถอะ ฉันน่ะ...ตามใจเธอเสมอล่ะ”

“สมกับเป็นเทวดาของผม” มุคุโร่ยิ้มหวานแบบที่หากคนธรรมดาเห็นคงเรียกว่ามดตะนอยขึ้น แต่ทว่ามันก็เป็นยิ้มที่เมื่อซาวาดะ สึนะโยชิได้เห็นเป็นต้องอดแอบกรีดร้องด้วยความหวาดผวาฉากเรทที่จะตามมาไม่ ได้ทุกครั้ง มือเรียวใช้ช้อนตักเอาไอศกรีมที่ยังเหลืออยู่ในถ้วยของตนขึ้นมา...

“คำสุดท้าย...ผมให้คุณนะครับ เอ้า อ้า~ม”

 

...

 

นามิโมริ เขียวขจี ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก พอประมาณก็ดีแล้ว~~

เสียงเรียกเข้าที่สิบปีผ่านไปก็ไม่เคยเปลี่ยนดังประกาศความเห่ยของเพลงจาก โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของผู้พิทักษ์แห่งเมฆา ฮิบาริ เคียวยะ ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีปีกกานิ่วหน้า คนที่ได้รับอนุญาตให้โทรเข้าเบอร์ของเขามีจริงๆเพียงไม่กี่คน และส่วนมากก็มักจะรู้เวลาที่จะโทร เพราะต่างก็เข้าใจเป็นอย่างดีถึงความต้องการเวลาเป็นส่วนตัวของเขา และหากมีเรื่องฉุกเฉิน คุสะคาเบะ เท็ตสึยะ หรือแม้แต่เจ้าพวกสัตว์กินพืชทั้งหลายก็รู้ดีว่าควรจะใช้ฮิเบิร์ดติดต่อ แทนที่จะเป็นทางโทรศัพท์มือถือที่อาจถูกดักฟังได้ทุกเมื่อ

ตอนนี้เป็นเวลาเดินตรวจตราย่านร้านค้าประจำวันของเขา...เป็นเวลาที่ไม่ว่าใครที่รู้จักฮิบาริ เคียวยะดีต่างก็รู้ว่า...

เป็นกิจวัตรอันเปรียบประหนึ่งดังพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

...ต้องการคำแปล...?

คำแปล: ห้ามรบกวนเด็ดขาด

และก็ไม่มีใครฉลาดน้อยพอจะรบกวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เมื่อยอดเลขศูนย์ตัวแดงในรอบสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ สูงเป็นพิเศษเป็นประวัติการณ์  (อา...ชะตากรรมของนามิโมริที่รัก...)

ฉะนั้น...เช่นนี้แล้ว ไอ้คนที่บ้าพอจะโทรเข้าเครื่องของเขาได้โดยไม่เกรงพระราชอาชญา ก็คงมีแต่เพียง...ฮิบาริ เคียวยะทำเสียงคำรามในลำคอ

ไอ้พืชไร่ตกมัน(!?)ที่อยากจะผสมพันธุ์กันตลอดเวลานั่น!!!

ไม่ไอ้เผือกตอหลด ก็ไอ้สับปะรดตอแหล หรือดีไม่ดี...อาจจะทั้งสองหน่อในคราวเดียวเลยก็เป็นได้

ที่สำคัญ...ไอ้คู่ชั่วพืชไร่ทั้งสองชนิดนี้...มันรู้ดีว่า เขาไม่มีทางรับโทรศัพท์อันสุดแสนจะกวนประสาทไม่แพ้รอยยิ้มของหนุ่มขาย ซาลาเปาจากแผ่นดินใหญ่นั่นแน่ ที่มันยิงมาแบบนี้...ก็เพราะ...

ฮิบาริ ฮิบาริ รักนามิโมริ...
ฮิบาริ ฮิบาริ รักนามิโมริ...

ยังไม่ทันจะขาดห้วงความคิด เสียงเตือน sms ที่อัดจากเสียงพูดของเจ้านกขนปุยฮิเบิร์ดดังขึ้น พร้อมกับข้อความจากพืชไร่อยากผสมพันธุ์สองหน่อที่ว่า

 

ฮิบาริจัง ฮิบาริจัง รักนามิโมริดีจริง แต่อะไรน้า~ ที่จะทำให้เธอเร่งร้อนทำพังทั้งเมืองนามิโมริ~
คึหึหึ อาจจะเป็นปลาทูน่า อาจจะเป็นคนจากแผ่นดินใหญ่ หรือบางที...
อาจจะเป็นทั้งสองอย่างก็เป็นได้นะ ^^

ด้วยความห่วงใย จากเพื่อนที่ดีที่สุดในวัฏสงสารของคุณ

 

ยังไม่ทันจะอ่านประโยคชวนขัดตาสุดท้ายจบดี...เสียงเพลงเรียกเข้านามิโมริก็ถูกยิงเข้ามากวนประสาทเจ้าของเครื่องเล่นอีกหน

นามิโมริ เขียวขจี ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก พอประมาณก็ดีแล้ว~~

กร๊อบ!!!

แต่แล้ว...เสียงเพลงที่เคยฟังไพเราะดีแต่วันนี้กลับดูขัดหูก็ต้องเงียบลง เมื่อโทรศัพท์มือถืองบวองโกเล่ที่ว่าถูกเจ้าของบีบแตกเละคามือ!!!

“ไอ้ตี๋หน้าระรื่นนั่น!!!”

 

...

 

ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ สูตรต้นตำรับอาม่านิรนามแห่งหนึ่ง แถวย่านถนนชื่อคล้ายๆซัดโฮก เมืองนามิโมริ อาตี๋ตาไม่ตี่ผมทรงคล้ายรันม่าจากเมืองจีนกำลังนั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ สูตรพิเศษของอาม่านิรนามที่ว่านี้อย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนราวกับว่าไม่ใช่ตัวการและต้นเหตุของกรรมของสิ่งมีชีวิตใดทั้งปวง

“อาม่า ขอแบบนี้อีกชาม” อาตี๋ตาไม่ตี่คงที่ว่ายิ้ม ก่อนจะส่งถ้วยเปล่าคืนให้อาม่าหลังค่อมแก่ๆที่นั่งกวนน้ำซุปเล่น

“เอ้อ...ลื้อนี่ เจริญอาหารดีจริงๆ อาฟง” อาม่าแกว่า ก่อนจะเริ่มทำการลวกเส้นหมี่ตามรายการที่สั่ง  

แต่ทว่า เป็นกรรมอะไรของอาม่าแก่อายุเฉียดเลขเจ็ดก็มิอาจทราบได้...หรือบางทีอาจจะทราบ… แต่เรื่องของเรื่องก็คือว่า 'ม่า แกขายของอยู่ตรงนี้มานานปีดีดัก แต่จู่ๆเหมือนวันนี้ 'ม่า จะได้ค่าก๋วยเตี๋ยวจากลูกค้ารายเดียวเยอะเป็นพิเศษ ไอ้พายุบุแคมที่ทำให้ท้องฟ้าปั่นป่วน เมฆาคะนองมาแต่บูรพาทิศก็ทำให้ร้านรถเข็นติดซาเล้งรุ่นดึกของ 'ม่าแทบจะถูกพัดปลิวไปในทันใด

ว่าดังจากจีนมีเรื่องฟงอวิ๋นขี่พายุทะลุฟ้า แต่อีแบบนี้ท่าทางฟงกะอวิ๋นจะได้ลองซัดกันเองสักตั้ง

ฟิ้ว~~~~!!!

ลมแรงคึกคะนอง เมฆาแห่งวองโกเล่ปรากฏกายพร้อมกับทอนฟาคู่ชีพและ...แหวนที่ติดไฟสว่างโชติ

“แก...ไปยุ่งอะไรกับเจ้าสัตว์กินพืชนั่น” เสียงเข้มฟังชวนสยองเหมือนเสียงคำรามของนกกินปลาพันธุ์ไดโนเสาร์มีฟันและ เขี้ยวดุขู่ขวัญชาวบ้านแถวนั้น  

“ไฮ้ ฮิบาริคุง ไม่เจอกันนานนะ” แต่ฟงยังคงรอยยิ้มเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “ว่าแต่มีธุระอะไรรึเปล่า”

“ไม่ต้องมาทำไขสือ ฉันจะขย้ำแกให้ตาย!!!”

นกกินปลาทูน่าน็อตหลุด เสียงทอนฟาแหวกอากาศราวกับนภาที่กำลังคำรามลั่น หากแต่ฟงกลับขยับหลบทอนฟานั้นได้อย่างไหลลื่นราวกับใบไม้ที่กำลังเริงระบำ เล่น...ที่สำคัญ...ด้วยท่วงท่าที่เหมือนกำลังเริงระบำนั้น...ดูเหมือนว่า อดีตอัลโกบาเลโน่เจ้าของจุกนมสีแดงกำลังล่อให้เมฆาน๊อตหลุดรุกไล่ห่างออกไป จากร้านของอาม่า

“อาฟงงงง อย่าลืมกลับมาจ่ายเงินอั๊วะล่วยน่อ!!!” อาม่าแก่ไม่รู้เรื่องยังคงตะโกนตาม ดูเหมือนว่าแม้ด้วยวัยหกสิบกว่าของ 'ม่าแก...ไอ้เรื่องคิดดอกเบี้ยกับหนี้จะไม่ได้ละเลือนตามไปด้วยเลยสักนิด

 

...

 

ขณะที่เหล่าผู้พิทักษ์กำลังดูอาการของปลาทูน่า จู่ๆ...ลิ่วล้อนิรนามรายหนึ่งที่ไปๆมาๆกลายเป็นหลาน 'ม่าแกก็วิ่งเข้ามา

“แย่แล้วครับ วองโกเล่!!! ดูเหมือนว่าคุณฮิบาริจะกำลังอาละวาดใส่คุณฟงอีกแล้วละครับ!!!”

“ไม่ใช่เรื่องใหม่ไม่ใช่รึไง เห็นไหม ตอนนี้ ท่านรุ่นที่สิบต้องการพักผ่อนนะ!” โกคุเดระเอ็ด ขณะมือยังถือยาดมพีเป็กซ์หอมชื่นใจคาไว้แถวๆรูจมูกคุณบอสที่เคารพรัก

“แต่มันเป็นร้าน 'ม่าผม เอ๊ย ผ...ผมหมายถึง คุณฮิบาริถึงขนาดจะใช้กล่องกับคุณฟงเชียวนะครับ!!!”

“ว...ว่าไงน้า~~~!!!” สึนะที่ดูเหมือนกับจะนอนหมดสภาพเหมือนปลาปิ้งร้อนฉ่าเมื่อครู่กระเด้งลุกขึ้นนั่งทันที “พ...พูดใหม่อีกทีซิ!!!”

 

...

 

ครืน~~~~

ท้องฟ้าคะนองปั่นป่วน มีเมฆมาก มีฝนหรือฝนฟ้าคะนองกระจาย แต่ดูเหมือนว่าที่นามิโมริจะกระจุกตัวมากกว่าจะละลิ่วออกเป็นหย่อมๆ ราวกับจะสะท้อนความโกรธขึ้งจากความหึงหวงของมนุษย์ทอนฟา

เปลวไฟบนวองโกเล่ริงแห่งเมฆาลุกโชนเป็นสีม่วง รอคอยจะอัดเข้าใส่กล่องเม่นน้อยให้ระเบิดใส่อาตี๋ตาไม่ตี่ที่หน้ายังคง ระรื่นอยู่ตรงหน้าแบบไม่มียั้งมือ

“ฮิบาริคุง ใจเย็นๆก่อนดีกว่าไหม มีอะไรเราก็ยังพูดกันได้นะ” คนหน้าเหมือนกันไม่มีผิดเอ่ย ขณะทรงตัวอยู่บนเสาไฟฟ้าไม่ห่างออกไปมากนัก จริงๆแล้วถึงเขาจะสนุกกับเกมหนีการไล่ล่าของบุรุษแห่งเมฆา แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้...ความเสียหายดูออกจะเกินเลยไปสักหน่อย...โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหลังจากที่เขาสัญญากับวองโกเล่น้อยแล้วว่า จะอยู่ห่างจากฮิบาริอย่างน้อยก็พักหนึ่ง...

นี่แหละ...ที่น่าแปลกใจ...ว่าเหตุไฉน จู่ๆคนที่เขาจงใจไม่เข้าใกล้ถึงได้บุกเข้ามาจะตีรันฟันแทงราวกับพายุบุแคมลงกันแบบนี้ได้

จิตสังหารขนาดนี้...ไม่ใช่เล่นๆแน่...

“เตรียมใจเอาไว้ได้เลย” ฮิบาริ เคียวยะเอ่ย ก่อนจะส่งพลังไฟจากแหวนเข้าหากล่อง

ทว่า ทันใดนั้นเอง!!!

หมับ!!!

มือเรียวที่สวมถุงมือก็คว้าเอาข้อมือข้างหนึ่งของเมฆาแห่งวองโกเล่เอาไว้

“คึหึหึ...ใจร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะครับ ฮิบาริ เคียวยะ”

นัยเนตรสีนิลเหลือบมองสายหมอกแห่งวองโกเล่ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มี ขลุ่ยขึ้นข้างๆอย่างไม่สบอารมณ์...เขาคงมัวแต่สนใจจะไล่ตามฟงจนลืมระวังตัว ไป

“ถ้าแกไม่อยากจะถูกขย้ำไปด้วย ฉันขอเตือนให้แกปล่อยมือเดี๋ยวนี้ โรคุโด มุคุโร่”

“อืม~~” หากแต่เสียงที่ตอบมา กลับเป็นเสียงน่ารำคาญของบุรุษอีกผู้หนึ่ง “ถ้าปล่อยให้เธอขย้ำที่รักของฉันก็แย่น่ะสิ ฮิบาริคุง ฟิกนี้น่ะ 1827 ไม่ใช่ 1869 นะ อีกอย่าง...ฉันน่ะเป็นคนขี้หึง...เพราะฉะนั้น...”

เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์ บอสแห่งมีลฟีโอเล่ ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับกระป๋องซีเล็กทูน่าที่บุบบู้บี้...ราวกับจะส่งผ่านที่คำเตือน...

ฮิบาริเบิกตากว้าง “แก...ทำอะ...”  

ปุบ!!!

ทันทีที่ความสนใจของฮิบาริเปลี่ยนไปจับจ้องที่ซีเล็กทูน่ากระป๋องนั้น มุคุโร่ก็ใช้มือที่ว่างอยู่โปะยาสลบใส่เมฆาคนเก่งอย่างทันใด “ราตรีสวัสดิ์นะครับ ฮิบาริคุง”

คนกำลังอาละวาดหมดแรงร่วงผล็อยราวกับนกหมดแรงบิน สองพืชไร่ชอบผสมพันธุ์หันมามองหน้ากัน

“อา...ได้ผลจริงๆด้วยละครับ ยานอนหลับสูตรแรงพิเศษของแฟมิลี่คุณ คึหึหึ น่าทึ่งจริงๆเลยนะครับ ขนาดยาล้มช้างที่พวกเชลเบคโลเคยใช้ตอนศึกวาเรียยังล้มฮิบาริคุงไม่ได้เลย” ร่างงามเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเหยียดรอยยิ้ม พยุงร่างที่ไร้สติของฮิบาริเอาไว้ไม่ให้ล้ม “อีกอย่าง...”

นัยน์ตาสองสีเป็นประกายพราวระริก

“ทำไมคุณไม่คิดว่าจาก 1869 มันจะเป็น 6918 บ้างละครับ ช่วงนี้อนิเมยิ่งเซอร์วิสมาแรงอยู่”

เบียคุรันยิ้มหวาน “เพราะนั่นมันเป็นเรื่อง ‘เมื่อหลายปี’ มาแล้วไงล่ะ ที่รัก”

“ใครจะไปเหมือนคุณละครับ ยิ้มให้ใครที แม่ยกเขาก็คิดว่าเซอร์วิสกันไปหมด”

“เพราะฉันหล่อ(เลว)ไง” คนพูดได้หน้าไม่อายยังคงยิ้ม...และยิ้มกว้างขึ้นกว่าเก่า “พูดแบบนี้...แปลว่าเธอก็หึงใช่ไหม”

“คึหึหึ คนหลงตัวเองนี่ยังไงก็หลงตัวเองสินะครับ” มุคุโร่แค่นหัวเราะ “เอาละครับ จะไปกันได้หรือยัง ถ้าชักช้ากว่านี้จะเสียเวลาเอานะครับ”

“อืม~~ นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นก็...ไปเลยดีกว่าไหม~”

เจ้าของนัยน์ตาสองสียิ้ม ก่อนจะหันไปเอ่ยกับฟงที่ยังนั่งมองเหตุการณ์อย่างสงบดีอยู่บนเสาไฟฟ้า “ขอโทษที่ทำให้หมดสนุกนะครับ อัลโกบาเลโน่”

ฟงเพียงแต่ยิ้ม และยกมือขึ้นส่งลา



เมื่อฮิบาริลืมตาขึ้นก็พบว่า...ตัวเองถูกมัดเอาไว้กับเก้าอี้ แถมยังถูกล๊อคเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนแน่นหนา ซ้ำร้าย...ดูเหมือนว่าอาวุธที่มีไม่ว่าจะทอนฟา...หรือว่าแหวนและกล่อง...จะ โดนปลดออกไปหมดเสียด้วย...

“ฟื้นแล้วเหรอครับ” เสียงเจือหัวเราะชวนขัดใจลอยมา พร้อมๆกับภาพเบื้องหน้าที่ค่อยๆเด่นชัดขึ้น ฮิบาริหรี่ตาลง...

“ไวสมกับเป็นคุณจริงๆ” โรคุโด มุคุโร่นั่งไขว่ห้างเท้าคางอยู่บนโซฟาหนังเก่าสีแดงคุ้นตาตรงหน้า “คึหึหึ...เป็นยังไงครับ บรรยากาศที่นี่...ดูคุ้นตาดีไหมครับ”  

 

โกคุโยแลนด์...

 

เจ้าของเรือนผมสีปีกกาเหยียดรอยยิ้มไร้อารมณ์ขัน “ฉันจะขย้ำแกให้ตาย” ก่อนจะพยายามดึงตัวเองให้หลุดออกจากเก้าอี้พันธนาการ แต่ดูเหมือนว่า...ไม่ว่าจะพยายามออกแรงยังไง...ก็ดูเหมือนว่าเขาจะยิ่งหมด แรงเร็วขึ้นเท่านั้น

แอ๊ดดด...

“ดิ้นรนไปก็ไม่มีผลหรอกนะ ฮิบาริจัง~” เสียงประตูห้องเปิดออก พร้อมๆกับคนหน้าระรื่นอีกคน ถือแก้วโกโก้ร้อนกลับเข้ามา ก่อนจะส่งให้คู่ขาสุดที่รักก่อนแก้วหนึ่ง “โซ่นั่นน่ะ ออกแบบเป็นพิเศษให้ดูดซึมพลังไฟธาตุเมฆา เพราะฉะนั้นตอนนี้ เธอเองก็เหมือนกับคนธรรมดาๆคนนึงนั่นแหละ”

ฮิบาริจ้องหน้าสองคนตรงหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เพราะว่าได้อาละวาดไปหลายแล้ว หรืออาจจะเพราะสิบปีที่ผ่านได้กล่อมเกลาให้คนอย่างเขาเริ่มจะมีเหตุผลมาก ขึ้นเกินกว่าแค่ที่จะดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ เจ้าตัวจึงได้แต่แค่นเสียงถามด้วยความไม่พอใจ

“พวกแกต้องการอะไร”

“ฉัน?” เบียคุรันยิ้ม ก่อนแขนแกร่งจะโอบดึงเอาร่างบางข้างๆให้ขึ้นมานั่งบนตัก “ฉันก็ต้องการมุคุโร่คุงน่ะสิ” ริมฝีปากคมประทับจุมพิตลงบนซอกคอขาว

ฮิบาริแทบจะลุกพรวดอย่างหมดความอดทน แน่นอนที่สุด...เขาไม่คิดอยากจะอยู่เป็นผู้ชมดูพืชไร่มันผสมพันธุ์กันสนอง ตัณหาโรคจิตของพวกนี้ให้เสียสายตาเหมือนอย่างที่พวกมันชอบส่งคลิปมาแกล้งซาวาดะ สึนะโยชิให้เสียเลือดตายเล่นหรอกนะ

น่าเสียดาย...ที่โซ่ตรวนมันกระชากเขาให้กลับมานั่งลงกับที่ดังเดิม

มุคุโร่หัวเราะ “คึหึหึ อย่าไปแหย่เขาเล่นอย่างนั้นสิครับ ฮิบาริคุงน่ะ เขาเป็นคนทำอะไรมิดชิดดีออกนะครับ” นัยน์ตาสองสีเสมองคนที่ถูกจับมัดอยู่อย่างรู้ทัน

“เพราะอย่างนั้น...ผมถึงอยากให้ความสัมพันธ์ของเขากับวองโกเล่มันก้าวหน้ากว่านี้หน่อยยังไงละครับ”

คิ้วเรียวขมวดมุ่น เมื่อได้ยินคำนั้น “เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับแก”

“อ้าว อ้าว ไม่เกี่ยวได้ยังไงละครับ ยังไงๆผมก็...ออกจะเป็นห่วงเป็นใยวองโกเล่ออกนะครับ” ไอ้คนบอกเป็นห่วงยิ้มแหล “เพราะฉะนั้น...เรามาแก้ปัญหากันที่ต้นเหตุกันดีกว่านะครับ”

“ใช่แล้ว” เบียคุรันเอ่ยขึ้นรับเป็นลูกคู่(ชั่ว) ก่อนจะหยิบรีโมทยิงไปยังโฮมเธียเตอร์ที่ได้รับการนำมาติดตั้งใหม่เมื่อเร็วๆ นี้ “ดู...แล้วก็หัดยิ้มซะสิ ฮิบาริจัง ♥”



สำหรับ หนังตลกที่ไอ้พวกบ้านี่มันเลือกเอามาฉายแล้ว...ฮิบาริ เคียวยะ...คิดว่า มันเป็นหนังที่ไร้สาระและน่ารำคาญที่สุดในชีวิต เจ้าตัวเริ่มทำเสียงฮัดฮึดขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ นิ้วยาวเรียวกระดิกเป็นระยะๆเหมือนอยากจะบีบคอใครสักคน ถ้ามันเข้ามาใกล้พอ

“ฮิบาริจังนี่ไร้อารมณ์ขันสุดๆเลยนะ มุคุโร่คุง สามเรื่องเข้าไปแล้ว ยังไม่ยอมยิ้มเลย” เบียคุรันว่า ก่อนจะป้อนมาร์ชเมลโล่เข้าปากสุดที่รักที่นั่งเล่นผมตัวเองอยู่บนตัก

“งั้นก็...ลองแผน B ละกันครับ” มุคุโร่แสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะหยิบ...เจ้าสิ่งที่หากซาวาดะ สึนะโยชิได้เห็นคงจะกรีดร้องอย่างสุดแสนจะสยองขวัญเป็นที่สุด

..........................ไม้ขนไก่

“เอาละครับ ฮิบาริคุง...ลองหัวเราะให้พวกผมได้ยินหน่อยสิครับ”



18 นาที 27 วินาทีผ่านไป...

ฮิบาริยังคงไม่ยิ้ม...แม้ว่า..ไม้ขนไก่นรกจะพยายามชอนไชใต้เท้าที่เปลือย เปล่าของเขา และ...แม้ว่านาง(!?)มารสับปะรดจะพยายามจี้ตรงโน้น จิ้มตรงนี้ สิ่งที่ได้จากฮิบาริไม่มีอะไรมากไปกว่า...ใบหน้าที่บึ้งตึงขึ้นทุกทีๆ...

สิ่งที่ใกล้เคียงความสำเร็จมากที่สุดดูเหมือนจะเป็นเสียงสำลักแปลกๆในลำคอของเมฆาจอมดุและเอาแต่ใจตรงหน้า

“ยิ้มหน่อยสิครับ ถ้าคุณยิ้มวองโกเล่จะได้มีความสุขไงครับ” เสียงหวานพยายามวอนเว้าเหมือนคนสวยใจดีขี้เห็นอกเห็นใจ แต่...ไอ้การกระทำกับรอยยิ้มมันตรงข้ามกันโดนสิ้นเชิง...

“อา...ผมละเสียใจแทนวองโกเล่จริงๆ” นางแร่ดทำท่ากรีดกราย ก่อนจะเอนลงซบฝาละมีทำราวกับเหนื่อยอ่อน “แต่ผมเหนื่อยเหลือเกิน ทำไมฮิบาริคุงถึงได้ดื้อด้านแบบนี้นะครับ คุณเบียคุรัน”

เจ้าของเรือนผมสีพิสุทธิ์โอบร่างบางเอาไว้ “ไม่ต้องห่วงนะ มุคุโร่คุง” มือแกร่งดึงเอาไม้ขนไก่นรกจากมือเรียวสวย นัยเนตรสีอเมทิสต์คมทอประกายอย่างสุดแสนจะซาดิสม์

“ฉันจะรับช่วงต่อเอง รับรอง...ฮิบาริจังต้องหัวเราะเหมือนดาวลูกไก่ตามแม่ลงกะทะไข่เจียวแน่ๆ~ ♥”

อาวุธอันแสนชั่วร้ายในมือซาตานในคราบเทวดาใกล้เข้ามาทุกทีๆ...เมฆาแห่งวองโกเล่เหลือบมองมันด้วยความเกลียดชังปนแอบประหวั่นเหงื่อตก...แต่แล้ว...

“คุณฮิบาริ!!!”

ปัง!!!

ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของโรงงานซีเล็กทูน่า...ซาวาดะ สึนะโยชิ

“ค...คุณเบียคุรัน...มุคุโร่” เจ้าของโรงงานปลาทูน่ายิ้มแหย ทันทีที่ได้เห็นสองตัวคนร้ายที่...จริงๆแล้ว...ก็สังหรณ์ว่าใช่อยู่ แต่ไม่คิดอยากจะเจอจริงๆ

“ไง สึนะโยชิคุง” ไอ้เทวาจากขุมอเวจีแย้มรอยยิ้มเจิดจ้า “ได้ข่าวว่าเป็นลมแดดในที่ร่มนี่ ดีขึ้นแล้วเหรอ~”

คิ้วเรียวของฮิบาริเลิกขึ้นน้อยๆ...

 

สึนะโยชิ...เป็นลมแดดในที่ร่ม?

 

“คึหึหึ มีธุระอะไร...กับพวกผมหรือเปล่าครับ วองโกเล่” เจ้าของนัยน์ตาสองสีที่ตอนนี้โยนหลักฐานทั้งหมดทิ้งลงขยะ แถมไอ้ไม้ขนไก่ที่ใช้ทรมานฮิบาริ เคียวยะนั่นก็อยู่ในมือของเบียคุรัน ตีหน้าซื่อทำไร้เดียงสา

แต่ซาวาดะ สึนะโยชิรู้ดีกว่านั้น...

ร่างเล็กเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนวิ่งปราดเข้ามา “คุณฮิบาริ! เป็นอะไรรึเปล่าครับ” ต่อเมื่อเห็นสภาพของเมฆาและสายโซ่ชนิดพิเศษที่เจ้าตัวเองก็เคยเห็นมาก่อน แล้ว เจ้าตัวจึงรีบหันไปบอกตัวต้นเหตุ “น...นี่...มุคุโร่ ปล่อยคุณฮิบาริได้แล้ว ฉันไม่รู้ว่าพวกนายมีเรื่องอะไรกันอีก แต่แบบนี้ไม่ดีเลยนะ”

มุคุโร่เลิกคิ้วน้อยๆกับคำพูดของร่างเล็ก “คึหึหึ วองโกเล่...นั่นมันเรื่องสมัยไหนกันแล้วครับ” ร่างงามหัวเราะ ก่อนจะส่งกุญแจให้วองโกเล่รุ่นที่สิบ “พวกผมก็แค่เป็นห่วงความสัมพันธ์ของคุณกับฮิบาริคุงแค่นั้นเอง เอ้า นี่ครับ กุญแจ”  

สึนะยิ้มแห้งๆ ก่อนจะรับกุญแจมา...


เหอะๆๆ เห็นเป็นเรื่องสนุกมากกว่าน่ะสิ พวกนายน่ะ...

 

“เอาล่ะ พระเอกนางเอกเขาก็เจอกันแล้วนี่...เรากลับกันเลยดีกว่าไหม มุคุโร่คุง” เบียคุรันเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะดึงเอาร่างระหงไปจากข้างๆวองโกเล่ร่างเล็ก กระซิบ...ที่ข้างหูเบาๆ “ยังไงซะเธอก็สนุกพอแล้วนี่ แล้วรางวัลของฉันล่ะ...”

มุคุโร่เอานิ้วแตะริมฝีปากอีกฝ่าย รั้งเอาไว้ก่อนที่เรียวปากคมนั้นจะทำอะไรมากกว่าแค่สัมผัสใบหูของเขา “พูดไม่ได้ว่าสำเร็จ แต่ก็พูดไม่ได้ว่าล้มเหลว ถ้างั้น...เอาเป็น...ทำอะไรมิดชิดกันสักวันดีไหมละครับ”

“งั้น...ห้องนอนของเธอดีไหมล่ะ...ที่รัก ♥”

สึนะถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อคู่ชั่วมันนัวเนียกันออกไป...เจ้าตัวรีบปลดกุญแจให้ฮิบาริ แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร มือใหญ่ก็ลากเขาเข้ามาใกล้ทันทีทันใดเสียจนร่างบางสะดุ้งโหยง

“ค...คุณฮิบาริ!?”

“มาที่นี่ได้ยังไง” เจ้าของนัยเนตรสีนิลคมเหลือบมองร่างเล็กตรงหน้าอย่างข้องใจ...และเดิมที่ อารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะต้องให้นาง(?)เอกมาช่วยแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าที่บึ้ง ตึงอยู่แล้วยิ่งบึ้งตึงจนน่ากลัวกว่าเก่าเข้าไปอีก

ร่างเล็กกลืนน้ำลายเอื๊อก ก่อนจะหัวเราะแห้งๆแล้วบอกไปตามตรง

“เอ่อ...ค...คุณฟงเป็นคนบอกน...น่ะครับ”

แต่ถึงยังงั้น...การเอ่ยชื่อบุคคลต้องห้ามนั่นก็ทำให้สึนะอดแอบหวาดผวามิได้  

“…ได้ข่าวว่าเป็นลม เจ้าหน้ายิ้มแป้นนั่นทำอะไรหรือเปล่า”

“ห...เห?” นัยน์ตาสีน้ำผึ้งเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อคุณฮิบาริไม่ยักอาละวาดอย่างที่คิด “อ...อ๋อ มะ...ไม่มีอะไรหรอกครับ...ผ...ผมแค่...ไม่อยากให้...คุณฟง...เอ่อ...”

“....เจ้านั่นมันมีดีนักรึไง” คนหน้าดุถาม มือแกร่งปล่อยมือจากร่างเล็ก

ทำ...ราวกับไม่อยากจะสัมผัส...

“ค...คุณฮิบาริ...?” นัยน์ตาสีน้ำผึ้งสั่นระริก...ร่างเล็ก...ไม่เข้าใจ...คนตรงหน้ากำลังพูดเรื่องอะไร

“คนที่หน้าเหมือนฉัน...มีอะไรที่ฉันไม่มีหรือไง คนที่ยิ้มพร่ำเพรื่อให้คนอื่นได้ตลอดนั่น รอยยิ้ม...ของมันมีค่าขนาดนั้นเลยรึไง”

สึนะเบิกตากว้าง...ก่อนที่ความเข้าใจจะค่อยๆถาโถมเข้ามา...ใบหน้าน่ารักขึ้น สีระเรื่อ เมื่อนึกถึงรอยยิ้มอ่อนโยนของฟง ก่อนความรู้สึกผิดจะประดังเข้ามาอย่างเต็มอก...มือเล็กดึงเอามือของอีกฝ่าย มากุมเอาไว้ ก่อนริมฝีปากบางจะค่อยๆขยับ...

ฮิบาริทำท่าเหมือนจะชักมือกลับ แล้วลุกเดินหนีไปซะอย่างนั้น หากแต่...คำพูดอุบอิบที่ฟังเหมือนกับเสียงผึ้งน้อยร้องหึ่งๆชวนเอาไม้ตบแมลง วันไล่ตีนั่น...มันทำให้เขาสนใจอยากจะฟัง...มากกว่าที่คิด

“ว่าอะไรนะ” เจ้าของเรือนผมสีปีกกาเอ่ย นัยน์ตาสีนิลจับจ้องร่างเล็กตรงหน้า

ใบหน้าของสึนะยิ่งแดงก่ำกว่าเก่า ร่างเล็กก้มหน้าหนีสายตาคมกริบที่จ้องมองตรงมานั้น...ก่อนจะอุบอิบพึมพำพูดไม่รู้เรื่องยิ่งกว่าเก่า

“ตะกี้...พูดว่าอะไร...ฉันไม่ได้ยิน” หากแต่...มือแกร่งของคนตรงหน้ากลับช้อนใบหน้าของเขาให้เงยกลับขึ้นมาสบตา...

เค้นหา...ความจริง...ที่คำพูดที่เอ่ยออกมาราวกับจะทำให้ใบหน้านั้นแดงก่ำจนสุกได้...

สึนะกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้า...เอ่ยประโยคนั้นออกมา...

“ผม...ผมคิดว่า.......” ใบหน้านวลขึ้นสีสุกก่ำ “คุณฮิบาริหล่อกว่าครับ”

เจ้าตัวพูดเสร็จ...ก็รีบก้มหน้างุดกลับลงไป...คิดว่าถ้าหากกลายสภาพจากปลาเป็นตัวตุ่นแล้วดำดินหนีมันได้ซะตรงนั้นคงจะดีไม่น้อย

หากแต่...มือแกร่งที่อบอุ่นนั้นก็ช้อนประคองให้เขาเงยหน้ากลับขึ้นมาอีกครั้ง...

ที่ตรงหน้า...สิ่งที่เห็น...หาใช่ใบหน้าบึ้งตึงไม่ยอมยิ้มอีกต่อไป...หากแต่เป็นรอยยิ้มงดงามที่ชวนให้คนที่พบเห็นต้องใจเต้นระส่ำ...

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบพูดซะแต่แรกสิ เจ้าสัตว์กินพืชงี่เง่า” ร่างสูงยิ้ม ก่อนมือแกร่งจะโอบเอาร่างบางขึ้นมานั่งบนตัก

“ค...คุณฮิบาริ?” บอสมาเฟียร่างเล็กมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความอึ้ง นี่เขา...กำลังฝันไปหรือเปล่า

“ทำไม ฉันพูดอะไรที่ฟังไม่เข้าใจหรือไง” นัยน์ตาคมจ้องมองคนตรงหน้า หากแต่รอยยิ้มยังคงประทับอยู่บนใบหน้า “พูดอีกทีสิ”

“คุณฮิบาริ?”

“ไม่ใช่ ก่อนหน้านั้น…”

ใบหน้าของร่างเล็กขึ้นสีสุกก่ำอีกคำรบอย่างช่วยไม่ได้ “ค...คุณฮิบาริหล่อกว่า...?”

และ...สิ่งที่ตอบกลับมา...ก็คือรอยยิ้ม...ยิ้มที่จะมีให้เขา...เขาเพียงคนเดียว...รอยยิ้มที่อ่อนโยนและงดงามที่สุด

รอยยิ้ม...ของคุณฮิบาริ...

...............
..........
.....


“.....เป็นอะไรไป สึนะโยชิ”

ป๊อง~~~~

 

สุกแล้วครับ...ปลาทูน่าสุกพร้อมรับประทานแล้วคร้าบ~~~

 

ฉ่า....

“เป็นสัตว์กินพืชที่อ่อนแอจริงๆ” ร่างสูงถอนหายใจ ว่าแล้วก็ยกเจ้าปลาหมดสภาพขึ้นพาดบ่า “ต้องให้ฉันสอนเรื่องความอดทนกี่ทีถึงจะจำกัน”

ก่อนจะพาเอาร่างของวองโกเล่บอสที่แน่นิ่งแต่มีรอยยิ้มแสนสุขประทับอยู่บนใบหน้า...หิ้วกลับไปยังฐานของวองโกเล่...

หรือบางที...อาจจะเป็นหลังห้องประตูที่ลงดาลสนิท...ก็เป็นได้

อนึ่ง ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ สูตรอร่อยพิเศษของอาม่า...ก็ได้รับเงินค่าก๋วยเตี๋ยวที่ค้าง...จากอ.ฟงพร้อม กับรายการก๋วยเตี๋ยวชามใหม่ในวันต่อมา... (ฮา)


Fin
 

อา...แล้วเรื่องนี้มันก็จบลงจนได้...เกือบจะขี้เกียจ ตัดเป็นสามตอน เพราะความยาวปาเข้าไปเกือบ 5000 คำเสียแล้ว...แต่...เอาน่ะ ไม่อยากยืดแล้ว...ฮึดสู้ค่ะ เล่นม้วนเดียวจบกันไปเลย...

ก็...ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ล่วงหน้าอีกเช่นเคยนะคะ m(_ _)m

แล้วพบกันเอนทรี่หน้า...สำหรับเอนทรี่นี้ สวัสดีค่ะ~~ ♥♥♥

 

Up next: Welcome to Ordinary Life: 3